แผนคมนาคมช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ภาคเอกชนสนับสนุนลงมือทำเพื่อได้ใช้เร็วที่สุด

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

แผนคมนาคมช่วยฟื้นเศรษฐกิจ ภาคเอกชนสนับสนุนลงมือทำเพื่อได้ใช้เร็วที่สุด

Date Time: 21 ม.ค. 2565 06:10 น.

Summary

“ชยธรรม์” เปิดแผนโครงข่ายคมนาคม คนไทยจะได้เห็นโครงการเกิดขึ้นมากมาย ที่ตอบโจทย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนทั้งสมาพันธ์โลจิสติกส์ แอตต้า และ ส.อ.ท. มองว่าถ้าทำจริงตามแผน

Latest

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน  AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

“ชยธรรม์” เปิดแผนโครงข่ายคมนาคม คนไทยจะได้เห็นโครงการเกิดขึ้นมากมาย ที่ตอบโจทย์และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ขณะที่ภาคเอกชนทั้งสมาพันธ์โลจิสติกส์ แอตต้า และ ส.อ.ท. มองว่าถ้าทำจริงตามแผนจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศมหาศาล ส่งเสริมไทยเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ในอาเซียน ช่วยธุรกิจท่องเที่ยวฟื้น ขอให้ทำตามแผนและได้ใช้เร็วที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในงานสัมมนา “Thailand Future Smart and Sustainable Mobility ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตที่ยั่งยืน” ซึ่งจัดโดยกระทรวงคมนาคม ร่วมกับไทยรัฐ กรุ๊ป เมื่อวันที่ 20 ม.ค.ที่ผ่านมา ในช่วงการเสวนา เรื่อง “โอกาสของประเทศไทยจากการได้ใช้ประโยชน์จากการพัฒนาโครงข่ายคมนาคม” โดยนายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวในหัวข้อ “แผนพัฒนาโครงข่ายกับการผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจและการส่งเสริมคุณภาพชีวิต” ว่าต่อจากนี้คนไทยจะเห็นโครงการด้านคมนาคมเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งเป็นความพยายามเพื่อตอบโจทย์ประชาชน และช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของ
คนไทยให้ดีขึ้น

“กระทรวงได้แบ่งปัญหาออกเป็น 3 ส่วน คือ ปัญหาในเมือง ปัญหานอกเมือง การเชื่อมโยงภูมิภาคและเชื่อมโยงโลก เพื่อให้การขนส่งคน และสินค้าจากต้นทางไปสู่ปลายทาง ได้อย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา และราคาสมเหตุสมผลโดยในส่วนของคน จะดูแลในส่วนของความสะดวกสบายในการเดินทางและท่องเที่ยว ขณะที่ด้านสินค้า เพื่อตอบโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจ และการส่งออก จะเน้นการเชื่อมโยงการขนส่งทางบก ในประเทศ และการขนส่งทางน้ำ ในการส่งออกไปต่างประเทศ”

รถไฟฟ้าคนเมืองครบวงจรปี 2572

ทั้งนี้ สำหรับกลุ่มในเมือง ปัญหาสำคัญคือ การจราจรติดขัด และปัญหามลพิษ ซึ่งพบมากทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ปัญหาส่วนหนึ่งมาจากระบบการขนส่งมวลชนที่ไม่เพียงพอ หรือไม่ดีพอ จึงสร้างรถไฟฟ้า 554 กิโลเมตร (กม.) 14 สาย ให้เกิดขึ้นครบทั้งวงจรภายในปี 2572 รวมทั้งการสร้างเครือข่ายการขนส่งระยะสั้น (ฟีดเดอร์) เพื่อเชื่อมจากบ้านของประชาชนสู่จุดหมาย โดยปรับสายรถเมล์และเรือโดยสารให้เข้าสู่สถานีรถไฟฟ้า เปลี่ยนแนวคิดจากเดิมที่คิดว่า “เราจะไปเส้นไหนที่รถติดน้อยที่สุด เป็นไปสถานีรถไฟฟ้าที่ใกล้ที่สุดแทน” ซึ่งหากคนมาใช้ระบบขนส่งมวลชนจริง จะช่วยประหยัดเวลา และลดการใช้น้ำมัน แปรเป็นมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้

ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวต่อว่า จากปัญหาในเมือง ต่อเนื่องมายังการขนส่งระหว่างเมือง โดยเฉพาะการขนส่งและโลจิสติกส์ จากเดิมที่ใช้ระบบรถบรรทุกเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้เกิดปัญหารถติด และสร้างมลพิษ จึงจะเปลี่ยนระบบถนนเป็นระบบราง โดยการสร้างรถไฟทางคู่เข้ามารองรับ แต่คีย์สำคัญที่จะทำให้นักธุรกิจเลือกขนส่งทางรางมากขึ้น และทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยลดลง คือ การสร้างจุดเชื่อมต่อจากโรงงานสู่ทางรถไฟ และต้องใช้ระบบออโตเมชันเป็นหลักเพื่อให้รวดเร็ว สะดวก และราคาสมเหตุสมผล

ขณะที่ในมิติที่ 3 คือ การเชื่อมภูมิภาค และการเชื่อมโลก โดยใช้ข้อดีของประเทศไทยที่มีพื้นที่ที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมโยงทั้งทางถนนมอเตอร์เวย์เส้นต่างๆ จากเหนือไปใต้ ตะวันออกไปตะวันตก และที่จะเห็นภาพชัดเจนคือ โอกาสของไทยในการขนส่งน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันมีการขนส่งสูงถึง 16 ล้านบาร์เรลต่อวัน ผ่านช่องแคบมะละกา ซึ่งเราไม่ได้ประโยชน์ แต่ถ้ามีแลนด์บริดจ์ ระหว่างชุมพร-ระนอง จะทำให้การขนส่งน้ำมันส่วนนี้มาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศมหาศาล

ถ้าทำจริงเกิดประโยชน์มหาศาล

นายสุวิทย์ รัตนจินดา ประธานสมาพันธ์ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ไทย กล่าวว่า การลงทุนโครงข่ายคมนาคมครอบคลุมทั้งทางบก อากาศ น้ำ ของกระทรวงคมนาคม จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งโลจิสติกส์อย่างมาก หากทำได้ตามแผนจะส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการขนส่งโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนได้แน่นอน

“นโยบายของกระทรวงคมนาคม ที่ลงเม็ดเงิน 1.4 ล้านล้านบาท ไม่ได้สร้างความสำคัญให้เฉพาะภาคขนส่งโลจิสติกส์เท่านั้น แต่สามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก เช่น โครงการขยายแลนด์บริดจ์ชุมพร-ระนอง จะช่วยนำเม็ดเงินเข้าประเทศมหาศาล ช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางขนส่งโลจิสติกส์ อย่างไรก็ตาม ทุกโครงการต้องใช้เวลาดำเนินการ ถ้าทำจริงและเป็นรูปธรรม เชื่อว่าจะเกิดประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย”

นายสุวิทย์ กล่าวว่า กรณีเส้นทางรถไฟลาว-จีน ที่ใช้เวลาดำเนินการ 5 ปี และเปิดให้บริการเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์ฝั่งลาวคึกคัก และเป็นที่จับตามอง ซึ่งประเทศไทยเฝ้ารอที่จะร่วมโครงการในช่วงกลางปีนี้ เพื่อส่งออกสินค้าเกษตร อาหารของไทย ซึ่งการใช้เส้นทางลาว-จีน-คุนหมิง ใช้เวลา 2-3 วัน ถือว่ารวดเร็วกว่าขนส่งทางเรือ และเส้นนี้จะเป็นเกตเวย์การส่งออกของไทย และเชื่อมโยงเศรษฐกิจของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

แอตต้าหวังแสงสว่างปลายอุโมงค์

นายศิษฎิวัชร ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) กล่าวในหัวข้อ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยว จะได้รับประโยชน์อย่างไรจากระบบคมนาคมในอนาคต ว่า การขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมถือเป็นหัวใจในการส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยเฉพาะด้านการบิน เมื่อมีสายการบินจากทั่วโลกบินเข้าประเทศไทย ก็จะนำนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างๆตามมาด้วย

“ตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 คนที่เจ็บมากที่สุดคือผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ทำธุรกิจนำนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเข้ามาประเทศ ไทย วิกฤติที่เกิดมา 2 ปีทำให้เจ็บปวดมาก เมื่อได้ฟังแผนการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมแล้ว ทำให้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มากขึ้น”

นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กล่าวว่า เมื่อมีนักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางเข้ามาประเทศไทย จะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้โครงข่ายด้านคมนาคมจะเป็นปัจจัยหลัก แต่ต้องมีกระทรวงอื่นมาสนับสนุนด้วย และต้องดูความพร้อมของประเทศคู่ค้าของเราด้วย ระหว่างนี้ประเทศไทยต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อน กินบุญเก่าอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีโครงสร้างใหม่เข้ามาด้วย ถ้าเรามีโครงสร้างพื้นฐานดี ก็ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีความหวัง มีแสงสว่างแน่นอน เพราะ 2 ปีหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อมีการเปิดประเทศแล้ว เชื่อว่าทุกๆประเทศจะต้องมีกลยุทธ์แย่งชิง ซึ่งแผนของกระทรวงคมนาคมก็ทำให้เห็นว่าไทยมีความพร้อม

ส.อ.ท.ขอให้ได้ใช้เร็วที่สุด

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า นับจากนี้ไประบบขนส่งโลจิสติกส์จะเป็นเงื่อนไขสำคัญที่นักลงทุนต่างชาติจะพิจารณาเป็นลำดับแรก หากจะตัดสินใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย โดยเฉพาะระบบราง รถไฟ และถนนที่ดี นอกจากจะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมที่จะช่วยประหยัดต้นทุนค่าขนส่งในการจัดหาวัตถุดิบในการผลิตสินค้าเพื่อส่งออกไปยังท่าเรือต่างๆแล้ว ระบบโครงข่ายคมนาคมใหม่ยังจะเป็นส่วนช่วยกระตุ้นให้ธุรกิจท่องเที่ยวได้รับประโยชน์ตามไปด้วย เพราะถนนที่เชื่อมไปยังเกาะต่างๆ และถนนใหม่ๆ ที่ตัดผ่านทะเลจะทำให้คนอยากเดินทางท่องเที่ยว

ทั้งนี้ ประเทศไทยถือเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค หากโครงการแลนด์บริดจ์สำเร็จ นักลงทุนจะมองประเทศที่มีความพร้อมด้านการขนส่งเพื่อช่วยลดต้นทุน ดังนั้น ถ้าโลจิสติกส์เป็นจุดแข็งของประเทศไทย ก็จะสามารถสู้กับเพื่อนบ้านได้ เพราะไทยเสียเปรียบในด้านราคาที่ดินและค่าจ้างแรงงานเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน

“วันนี้วิสัยทัศน์ของกระทรวงคมนาคมถือว่ามาถูกที่ ถูกเวลา ทำให้นักลงทุนค่อนข้างมั่นใจและสบายใจ และหากถามว่าคาดหวังอะไรกับแผนของกระทรวงคมนาคม ต้องตอบว่า ขอให้ได้ใช้เร็วที่สุด เพื่อให้ภาคอุตสาหกรรมเดินไปข้างหน้าพร้อมๆกับระบบโลจิสติกส์ของประเทศ”.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ