
เตรียมตัวเตรียมใจแบกรับภาระค่าครองชีพ รับค่าไฟฟ้าอัตราใหม่ในรอบ 2 ปี หลังคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติขึ้นค่าเอฟทีงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.65 อีก 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าอยู่ที่ราคา 3.78 บาทต่อหน่วย โฆษก กกพ.แจงเหตุจากต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นทั้งเชื้อเพลิงใช้ผลิตและค่าเงินบาท อ่อนตัว ต้องใช้เงินจาก 3 การไฟฟ้าและเงินผลประโยชน์ของบัญชีเงินที่จ่ายค่าก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าตาม ปริมาณก๊าซในสัญญาของแหล่งก๊าซธรรมชาติเมียนมา รวม 18,640 ล้านบาท มาช่วยลดผลกระทบ
ประชาชนชาวไทยเตรียมใจรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ในรอบสองปี โดยเมื่อวันที่ 19 พ.ย. นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ โฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กกพ.มีมติขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าเอฟทีในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย.65 ในอัตรา 1.39 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยหรือที่เรียกเก็บกับผู้ใช้อยู่ที่ 3.78 บาทต่อหน่วย เพิ่มขึ้น 4.63 เปอร์เซ็นต์จากงวดปัจจุบันอยู่ที่ 3.61 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการปรับขึ้นครั้งแรกในรอบสองปี
ทั้งนี้ สาเหตุจากอัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าลง การนำเข้าพลังงานไฟฟ้าจากต่างประเทศในส่วนของพลังน้ำลดลงตามฤดูกาลและการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลิกไนต์ลดลงตามแผนการปลดโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ส่งผลให้ประเทศไทยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าที่มีต้นทุนเชื้อเพลิงต่ำมีจำนวนลดลง ประกอบกับราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะราคาน้ำมันดิบตลาดโลก รวมทั้งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวมากขึ้น เพื่อทดแทนปริมาณก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่ลดลงช่วงปลายสัมปทาน
“ก่อนหน้านี้ กกพ.ดำเนินนโยบายบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพให้ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งมาตรการการลดค่าไฟฟ้าและตรึงค่าเอฟทีอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่าสองปี แต่ขณะนี้สถานการณ์วิกฤติโควิดเบาบางลง ทำให้เศรษฐกิจทั้งภายใน ภายนอกประเทศเริ่มฟื้นตัว ประกอบกับสถานการณ์พลังงานในต่างประเทศมีความต้องการใช้พลังงานทั้งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเข้าสู่ฤดูหนาวส่งผลให้ราคาในตลาดโลกเพิ่มขึ้นจนเป็นเหตุให้ค่าเอฟทีในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย.65 เพิ่มสูงขึ้น” นายคมกฤชกล่าว
สำหรับปัจจัยในการพิจารณาค่าเอฟทีในรอบเดือน ม.ค.-เม.ย.65 กกพ.ประเมินความต้องการพลังงานไฟฟ้าในเดือน ม.ค.-เม.ย.65 ที่จะมีความ ต้องการใช้ประมาณ 65,325 ล้านหน่วย เพิ่มขึ้นจากประมาณการงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.64 ที่คาดว่าจะมีความต้องการพลังงานไฟฟ้า 64,510 ล้านหน่วย หรือเพิ่มขึ้น 1.26 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ ราคาเชื้อเพลิงที่ใช้ผลิตไฟฟ้าโดยเฉลี่ยที่ใช้ในการคำนวณค่าเอฟทีเดือน ม.ค.-เม.ย.65 ทั้งก๊าซธรรมชาติและถ่านหินปรับตัวสูงขึ้นมากจากประมาณการในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค.64 ประกอบกับอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้ประมาณการระหว่างวันที่ 1-30 ก.ย.64 อยู่ที่ 33.0 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ อ่อนค่าจากประมาณการในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.64 ที่ 31.3 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ทั้งนี้ การปรับขึ้นค่าเอฟทีครั้งนี้เป็นการทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อเฉลี่ยค่าใช้จ่ายตลอดปี 65 ที่มีแนวโน้มต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้ต้องดูสถานการณ์เป็นระยะๆ
นอกจากนี้ กกพ.ยังนำเงินบริหารจัดการค่าเอฟทีและเงินเรียกคืนฐานะการเงินจาก 3 การไฟฟ้าที่มีอยู่ทั้งหมดมาลดผลกระทบการปรับค่าเอฟทีครั้งนี้ 5,129 ล้านบาท และนำเงินผลประโยชน์ของบัญชีเงินที่จ่ายค่าก๊าซธรรมชาติล่วงหน้าตามปริมาณก๊าซในสัญญา (Take or Pay) ของแหล่งก๊าซธรรมชาติเมียนมา 13,511 ล้านบาท รวมเป็นเงินอุดหนุนการปรับขึ้นค่าเอฟที 18,640 ล้านบาท จึงทำให้สามารถปรับขึ้นค่าเอฟทีเพียง 1.39 สตางค์ต่อหน่วย