
ดร.นครินทร์ อมเรศ ฝ่ายนโยบายโครงสร้างเศรษฐกิจ ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในวันที่พวกเราพลโลกกำลังเดินหน้าสลัดให้พ้นบ่วงโควิด-19 ด้วยการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ตามพัฒนาการด้านการเข้าถึงวัคซีนและความคืบหน้าของการผลิตยารักษา แต่ “บาดแผลทางเศรษฐกิจและสังคม” ของโควิด-19 อาจต้องใช้เวลาเยียวยาอีกระยะ โดยเฉพาะในมิติตลาดแรงงานที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างอยู่เดิม จึงขอเชิญทุกท่านแลกเปลี่ยนมุมมองการทำงานระหว่างทุกภาคส่วนในช่วงวิกฤติเพื่อเป็นบทเรียนล้ำค่าในการเดินหน้าต่อไป
เริ่มจาก การประกาศผลรางวัลเพื่อระลึกถึง Alfred Nobel ในสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 2021 ซึ่งครึ่งแรกเป็นของ อาจารย์ David Card “สำหรับผลงานวิจัยเชิงประจักษ์ด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน” และอีกครึ่งเป็นรางวัลร่วมกันระหว่าง อาจารย์ Joshua D. Angrist และอาจารย์ Guido W.Imbens “สำหรับผลงานด้านเครื่องมือในการวิเคราะห์หาความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ”
โดยบทสัมภาษณ์อาจารย์ทั้งสาม แสดงถึงความสำคัญของการใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ในการพิสูจน์ความเป็นเหตุเป็นผลของสิ่งที่เกิดขึ้นและนโยบายต่างๆ โดยอาจารย์ Angrist กล่าวถึง “อคติจากการเลือกตัวอย่าง” ว่า การที่บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ มีเงินเดือนสูงและประสบความสำเร็จในชีวิต ไม่ได้เป็นเครื่องรับรองว่า สาเหตุคือการเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเหล่านั้น แต่ที่จริงแล้วมหาวิทยาลัยอาจเป็นฝ่ายคัดเลือกนักศึกษาที่มีศักยภาพสูงอยู่ก่อนและมีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตอยู่แล้ว
นอกจากนี้ อาจารย์ Imbens ได้กล่าวถึงการออกแบบการวิจัยเชิงประจักษ์โดยอาศัยการทดลองตามธรรมชาติ ทำให้ทราบว่าผลที่เกิดขึ้นนั้นมาจากสาเหตุใดขณะที่ตัวแปรอื่นคงที่ ซึ่งเป็นการประเมินผลของนโยบายที่เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์โควิด-19 จึงนับเป็นจังหวะอันดีที่จะสามารถจำแนกเหตุจากมาตรการที่เกิดขึ้นในช่วงนี้สอดคล้องกับหลักการทดลองตามธรรมชาติ และเมื่อประเมินเหตุของความสำเร็จได้แล้วจะนำมาประยุกต์ใช้เป็นตัวอย่างเพื่อต่อยอดการออกแบบนโยบายสาธารณะในระยะต่อไปด้วย
ขณะเดียวกัน รายงาน White Paper “แนวทางการปรับโครงสร้างตลาดแรงงาน เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย” จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และ ธปท. ได้ประมวลพัฒนาการในตลาดแรงงานหลังโควิด-19 ไว้ว่าเกิดกลไก 3 I คือ ความเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลขนาดใหญ่ (Infrastructure) ระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เป็นฐานสำคัญให้เกิดความร่วมมือเชิงสถาบัน (Institution) ที่ผู้ดำเนินนโยบายเห็นภาพรวมในการทำงาน ตลอดช่วงกระบวนการไม่ติดขัด มีการทำงานแบบแยกส่วนเช่นในอดีต ทำให้เกิดการออกแบบมาตรการสร้างแรงจูงใจ (Incentive) เพื่อเอื้อให้ผู้เล่นในตลาดแรงงานไทยปรับตัว ทั้งในการด้านสวัสดิการและการเข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งกลไก 3 I จะสอดประสานส่งผ่านกันและกัน โดยเมื่อผู้เล่นในตลาดได้รับแรงจูงใจแล้ว จะช่วยให้ฐานข้อมูลมีความครอบคลุม ผู้ดำเนินนโยบายได้กระชับความสัมพันธ์การบูรณาการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนให้เหนียวแน่น ในขั้นต่อไปจึงควรใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ประเมินผลของนโยบายการปรับโครงสร้างตลาดแรงงานเพื่อทบทวนการออกแบบมาตรการให้มีประสิทธิผลยิ่งขึ้น
บทเรียนจากผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์สะท้อนถึงโอกาสในการทดลองตามธรรมชาติผ่านการวิจัยเชิงประจักษ์บนฐานของกลไก 3 I ทั้งโครงสร้างข้อมูล ความร่วมมือ และมาตรการสร้างแรงจูงใจ เพื่อให้สามารถคัดเลือกตัวแปรเชิงนโยบาย ซึ่งประสบความสำเร็จในช่วงที่ผ่านมา สำหรับการพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง.