
นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เปิดเผยว่า การจะเอาชนะวิ่งมาราธอนเศรษฐกิจหลังโควิด-19 รัฐต้องผสานพลัง 2-3 เรื่องคือจัดการให้วัคซีนมาเยอะทั่วถึง รวดเร็ว พร้อมอัดแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและเพิ่มมาตรการกระตุ้นช่วยเหลือและสร้างวาระเรื่องของการเสียสละ โดยช่วงนี้ผลกระทบทางเศรษฐกิจไทยกระจายไปทุกหย่อมหญ้า เป็นผลเนื่องมาจากการควบคุมการแพร่กระจาย “โควิด-19” ที่ยังเป็นปัญหาและการเข้าถึงวัคซีนที่ยังไม่สามารถบรรลุตามเป้าหมาย เมื่อมองปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจที่เจอกันทุกวันนี้เป็นแค่อาการรุนแรงระยะสั้น แต่งานนี้ไม่ได้เป็นวิ่ง 100 เมตรแล้วจบ เศรษฐกิจไทยจะชนะหรือจะแพ้เป็นมาราธอนระยะยาว
นักวิเคราะห์บอกว่าถ้าจะคาดเดารูปแบบการฟื้นตัวของระบบเศรษฐกิจแต่ละประเทศให้ดูนัยที่สำคัญ ซึ่งเป็นนัยที่มีความสัมพันธ์ได้หลายรูปแบบหลากมิติส่งผลให้เกิดการฟื้นตัวได้หลายทิศทางนัยแรกก็คือ “สัดส่วนของประชากรที่ได้รับวัคซีนในแต่ละประเทศ” นั่นคืออัตราการเข้าถึงวัคซีนที่สูงจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆกลับมาเป็นปกติได้ดีกว่า
คนออกมาจับจ่ายใช้สอย ร้านรวงเปิดทำการ แรงงานมีความมั่นใจที่จะออกมาทำงาน ฯลฯ ซึ่งไทยยังมีการเข้าถึงในสัดส่วนประชากรที่ต่ำมาก ความมั่นใจของประชาชนในการออกมาใช้ชีวิตเหมือนเมื่อก่อน “แทบไม่มี” ส่งผลต่อการฟื้นตัวของไทยคืออัตราการเติบโตของจีดีพีปีนี้จะต่ำมาก
นัยที่สองคือเรื่องของมาตรการช่วยเหลือจากรัฐบาลที่ส่งเข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจกับทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ บางประเทศได้เยอะ บางประเทศมาเร็ว ในส่วนของไทยจะเห็นได้ว่ามาตรการกระตุ้นต่างๆ ของรัฐบาลยังมาไม่เต็มรูปแบบ เป็นมาตรการแก้ปัญหาระยะสั้น ไม่ใช่การวางแผนวิ่งมาราธอนเศรษฐกิจ การจะวิ่งระยะยาวได้ต้องวางแผนทั้งเรื่องการลงทุนและการหาเงินทุน รัฐบาลต้องกล้าริเริ่มแผนการลงทุนเช่นโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นเศรษฐกิจระยะกลาง-ยาว กล้าเพิ่มเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ทั้งยังต้องกล้าบอกว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่มีความมั่งคั่งกว่าคนอื่นจะต้องเสียสละ ต้องกล้าเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีความมั่งคั่งหรือภาษีมรดกช่วยสร้างรายได้เพิ่ม.