
โศกนาฏกรรมการเกิดเพลิงไหม้ของถังเก็บสารเคมี “สไตรีน โมโนเมอร์” ที่เป็นวัตถุดิบผลิตเม็ดโฟมและพลาสติกของบริษัท หมิงตี้ เคมีคอล จำกัด อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ที่กินเวลากว่า 27 ชั่วโมงที่จะสามารถดับเพลิงได้สำเร็จ ส่งผลให้ต้องมีการอพยพประชาชนในรัศมี 5 กิโลเมตรรอบโรงงานอย่างโกลาหล ตลอดจนที่พักอาศัยของคนรอบพื้นที่ได้รับความเสียหายคิดเป็นมูลค่ามหาศาล
เหตุการณ์ครั้งนี้ จะไม่ใช่การเกิดเหตุครั้งสุดท้ายในประเทศไทย เพราะหากตราบใดภาครัฐจะยังยืนกรานว่าโรงงานแห่งนี้เปิดกิจการมาตั้งแต่ปี 2532 ก่อนที่กฎหมายผังเมืองจะถูกประกาศใช้ ว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่สามารถก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมแห่งใหม่ๆได้อีก โดยเฉพาะโรงงานที่มีความเสี่ยงทั้งอันตรายหรือการก่อให้เกิดมลพิษได้อีก แต่สาเหตุที่โรงงานยังตั้งกิจการอยู่ได้เพราะกฎหมายไม่สามารถมีผลย้อนหลังได้
เรื่องนี้ถือเป็นโจทย์ข้อใหญ่ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ต้องมีคำตอบให้กับคนไทยทั้งประเทศว่า จากนี้ไปจะมีมาตรการดูแลไม่ให้เกิดอุบัติภัยดังกล่าวได้อย่างไร แม้ว่ามีคำสั่งปิดกิจการโรงงานแห่งนี้ไปแล้วก็ตาม รวมทั้งเงื่อนไขที่ว่า หากจะกลับมาเปิดกิจการใหม่ ต้องเข้าไปก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น เพราะนิคมอุตสาหกรรมทั้งที่เป็นของภาครัฐและเอกชนในปัจจุบัน ต่างก็มีระบบ บริหารจัดการเรื่องมลพิษที่เข้มงวด
ขณะเดียวกัน กรอ.ยังต้องไปเร่งตรวจสอบโรงงานในลักษณะเดียวกันนี้ทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่ตั้งกิจการอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรมว่ามีจำนวนเท่าใด มีการเก็บสารเคมีที่เสี่ยงอันตรายในปริมาณมากน้อยเพียงใดด้วยเช่นกัน
ล่าสุดคำตอบเบื้องต้นปรากฏว่าในแผนงานระยะเร่งด่วนนี้ กรอ.ได้สั่งการให้โรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงไปจัดทำแผนรายงานปริมาณสารเคมี แผนป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะโรงงานเคมีภัณฑ์ที่มีจำนวนรวม 446 แห่งทั่วประเทศ ทั้งที่ตั้งกิจการอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม หรือภายในนิคมอุตสาหกรรม จะต้องรายงานแผนการจัดเก็บสารเคมี และตรวจประเมินเพิ่มมาตรการความปลอดภัยให้ชัดเจนมากขึ้น
รวมถึงให้ลดปริมาณ (สต๊อก) การจัดเก็บสารเคมีที่ตัวโรงงานให้น้อยที่สุด หรือให้เพียงพอใช้ในระยะ 1-2 สัปดาห์ ในการผลิตแต่ละงวด ส่วนสารเคมีที่เหลือให้ย้ายไปเก็บในสถานที่ที่ปลอดภัยห่างไกลจากชุมชนหรือคลังสินค้าที่มีการจัดเก็บได้มาตรฐานที่กรอ.กำหนดเท่านั้น โดยเรื่องนี้ต้องไปดูเงื่อนไขของพระราชบัญญัติกรมโรงงานอุตสาหกรรมอีกครั้งว่า กรอ.สามารถออกประกาศในเรื่องดังกล่าวได้ทันทีหรือไม่ หรือต้องเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาอนุมัติ
สำหรับแผนในระยะยาว กรอ.จะเร่งจัดทำข้อสรุปให้แล้วเสร็จภายใน 2 เดือน อาทิ การกำหนดให้โรงงานที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต้องย้ายเข้าไปตั้งกิจการในนิคมอุตสาหกรรมเท่านั้น จึงจะได้รับการต่อใบอนุญาตประกอบกิจการ ซึ่งอาจกำหนดว่าต้องย้ายกิจการภายในเวลา 5 ปีนับจากนี้ เพื่อให้ผู้ประกอบการมีเวลาเตรียมตัวในเรื่องแหล่งเงินทุนในการย้ายกิจการที่อาจต้องขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน หรือการเพิ่มสิทธิประโยชน์ในการลงทุน เพิ่มเติมจากที่มีอยู่ เพื่อจูงใจ สำหรับโรงงานที่ตั้งอยู่นอกนิคมอุตสาหกรรม อีกหรือไม่ เพื่อให้เกิดการย้ายกิจการ โดยเร็วที่สุดจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
นอกจากนั้น เพื่อเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม ได้สั่งการให้ กรอ.และสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศ ไปทำการจัดลำดับโรงงาน ที่มีความเสี่ยงและต้องตรวจสอบอย่างเป็นระบบ
พร้อมกับนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และพัฒนาแอปพลิเคชันที่เรียกว่า Safety Application เพื่อใช้สำหรับโรงงานที่มีความเสี่ยงสูง เช่น มีการใช้สารเคมีอันตราย โดยให้มีการประเมินตัวเองเพื่อให้ทราบว่าโรงงานมีความเสี่ยง เพื่อสามารถกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดอันตรายในแต่ละกิจกรรม เช่น การป้องกันการรั่วไหลของสารเคมี วิธีปฏิบัติการดำเนินการต่างๆ ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ที่จะทำให้โรงงานทราบในเบื้องต้นว่าจะต้องจัดทำแผนป้องกันหรือแผนฉุกเฉินอย่างไร ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย.นี้
หากทำได้สำเร็จตามแผนทั้งหมดนี้ ก็เท่ากับว่า กรอ.ช่วยถอดสลักระเบิดเวลา ที่พร้อมจะระเบิดได้ตลอด24 ชั่วโมง ท่ามกลางความอกสั่นขวัญแขวนของคนไทยทั้งประเทศ!!!
เกรียงไกร พันธุ์เพ็ชร