ชำแหละ “มหกรรมกู้...สู้โควิด” วงเงิน 700,000 ล้านบาท

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ชำแหละ “มหกรรมกู้...สู้โควิด” วงเงิน 700,000 ล้านบาท

Date Time: 24 พ.ค. 2564 05:07 น.

Summary

กลายเป็นเรื่องพิลึกพิลั่น เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 พ.ค.2564 อนุมัติ “วาระลับริมแดง” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ออกร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน

Latest

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน  AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

กลายเป็นเรื่องพิลึกพิลั่น เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 18 พ.ค.2564 อนุมัติ “วาระลับริมแดง” ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ออกร่างพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดระลอกใหม่ของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 พ.ศ.... มีเนื้อหาสำคัญที่จะมีการ กู้เงินเพิ่มอีกไม่เกิน 700,000 ล้านบาท จากที่เคยออก พ.ร.ก.เงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ซึ่งมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 เม.ย.2563 และปัจจุบันมีวงเงินคงเหลือ 16,525 ล้านบาท

เหตุที่ ครม.ไม่เปิดเผยและแถลงเรื่องนี้ต่อสื่อมวลชน เป็นข้อเสนอจาก นายธีระพงษ์ วงศ์ศิวะวิลาส เลขาคณะรัฐมนตรี ที่แจ้ง ครม.ว่าเป็นวาระลับ ทำให้ข่าวนี้ถูกเปิดเผยโดยพรรคก้าวไกล พรรคการเมืองซึ่งทำหน้าที่ฝ่ายค้าน แทนการชี้แจงแถลงไขให้เกิดความกระจ่างจากทางรัฐบาลเอง

รายละเอียดของโครงการ จึงมีอย่างสังเขปตามเอกสารเสนอ ครม. ซึ่งระบุวงเงินกู้จำนวน 700,000 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ด้านสาธารณสุขวงเงิน 30,000 ล้านบาท, เพื่อช่วยเหลือเยียวยา หรือชดเชยให้แก่ประชาชน ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบวงเงิน 400,000 ล้านบาท และเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมที่ได้รับผลกระทบ วงเงิน 270,000 ล้านบาท

การกู้เงินเพิ่มในจำนวน 700,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะขยับขึ้นเป็น 9,381,428 ล้านบาท หรือคิดเป็น 58.56% ของจีดีพี ปริ่มๆจะทะลุกรอบบริหารหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 60% นั้น ถือเป็นเรื่องหนึ่ง ขณะที่การผ่านวาระกู้เงินแบบลับๆล่อๆ ก็ถือเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

ลองมาฟัง 3 ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีตั้งแต่อดีต รมว.คลัง ผู้เชี่ยวชาญด้านตลาดทุน และนายแบงก์ แสดงความคิดเห็นต่อเรื่องดังกล่าว...ดังต่อไปนี้

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 700,000 ล้านบาท ที่เพิ่งผ่านวาระลับจาก ครม.เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2564 ที่ผ่านมา จะซ้ำรอยความผิดพลาดเดิมของ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว

ก่อนอื่น ผมขอย้ำว่าเป้าหมายที่สำคัญสุดที่รัฐบาลต้องบรรลุให้ได้คือ สร้าง “ความเชื่อมั่น” ให้เกิดขึ้นเร็วที่สุด ในภาวะที่โควิดระลอก 3 กำลังระบาดอย่างกว้างขวางและอาจใช้เวลาอีกอย่างน้อย 2-3 เดือนจึงจะควบคุมการระบาดได้ หรืออาจนานกว่านั้น ถ้ารัฐบาลยังบริหารจัดการผิดพลาดแบบที่ผ่านมา

นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี

“ความเชื่อมั่นจะยิ่งสำคัญมากที่สุดในภาวะที่เศรษฐกิจกำลังทรุดตัวอย่างรวดเร็ว ธุรกิจ SME ปิดตัวมากขึ้นทุกที ธุรกิจที่เคยฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจมาได้ทุกครั้งต้องมาปิดตัวลงในวิกฤติครั้งนี้”

ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้อยู่ที่ประชาชนเชื่อว่ารัฐบาลมีความสามารถควบคุมโรคโควิดได้เร็ว โดยล็อกดาวน์อย่างจำกัดวงที่สุดหรือปิดบางกิจการให้สั้นที่สุด รวมทั้งต้องมีการเยียวยาธุรกิจที่ถูกสั่งปิด ทั้งช่วยค่าเช่า และเงินเดือนพนักงานให้สามารถจ้างงานต่อไปได้

แต่ถ้าดูไส้ในของ พ.ร.ก.กู้เงิน 700,000 ล้านบาท พบว่าวิธีคิดเหมือนกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทชนิดถอดแบบเป็นฝาแฝดกันมาเลย เพียงแต่ลดวงเงินไปเหลือเพียง 70% ของวงเงินเดิม

ทำไมรัฐบาลจึงคิดว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาทที่ล้มเหลวในการสร้างความเชื่อมั่น ตอนเรามีผู้ป่วยโควิดเพียง 3,000 กว่าคนในปีที่แล้ว มาถึงปีนี้ลดวงเงินลงเหลือเพียง 70% ในสถานการณ์ที่ผู้ป่วยโควิดระลอกใหม่เกือบ 100,000 คน และยังคงเพิ่มขึ้นไม่หยุด แล้วเงินที่มีน้อยกว่าและวิธีใช้จ่ายเงินแบบเดียวกันเป๊ะๆ จะเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาได้อย่างไร

ผมคิดว่าเงินที่กำหนดไว้ใช้จ่ายเป็นงบสาธารณสุข 30,000 ล้านบาทน้อยเกินไป เพราะนี่คืองบส่วนที่สำคัญที่สุดในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา รัฐบาลควรตั้งงบนี้ไว้ 80,000-100,000 ล้านบาท เพื่อกิจกรรม 5 ประการ คือ ประการแรกเร่งตรวจคัดกรองในคลัสเตอร์และกลุ่มเสี่ยงสัมผัสโรคให้มากที่สุด ประการที่ 2 ใช้ Rapid test เพื่อตรวจคัดกรองในห้างร้าน โรงเรียน โรงงานเป็นประจำ

ประการที่ 3 จัดซื้อวัคซีนหลายยี่ห้อเพื่อรองรับการกลายพันธุ์ โดยตุนสต๊อกให้เพียงพอสำหรับการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ และต้องเผื่อสำหรับการฉีดเข็มที่ 3 ด้วย ประการที่ 4 เร่งรัดฉีดวัคซีนในพื้นที่ที่มีการระบาดในกรุงเทพฯและปริมณฑล และพื้นที่เศรษฐกิจการท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต ชลบุรี เชียงใหม่ สมุย กระบี่ พังงา ฯลฯ ให้เร็วที่สุด และประการที่ 5 เร่งรัดพัฒนาระบบสาธารณสุขมูลฐาน และระบบบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจุดอ่อนที่สุดของการระบาดระลอก 3

“ผมเชื่อว่าถ้าทำทั้งหมดนี้ จึงจะเป็นการเรียกความเชื่อมั่นให้วิถีชีวิตของผู้คนกลับคืนมาปกติอย่างรวดเร็ว”

ด้านงบเยียวยา 400,000 ล้านบาทนั้น แทนที่จะแจกเงินเหมือนปีที่แล้วในสารพัดชื่อแตกต่างกันนั้น ทั้ง เราไม่ทิ้งกัน, เราชนะ, เราเที่ยวด้วยกัน, คนละครึ่ง ฯลฯ ซึ่งเป็นการแจกแบบเหวี่ยงแห แจกให้ “คนซื้อของ” ชั่วครั้งคราวแล้วก็หายไป วิธีนั้นช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ได้เพียงเล็กน้อย แต่ไม่สามารถช่วยกิจการที่ได้รับผลกระทบได้จริง

โดยเงินเยียวยาครั้งนี้ ต้องพุ่งเป้าไปที่การเยียวยากิจการที่ถูกสั่งปิดหรือได้รับผลกระทบ ให้ยังคงจ้างงานต่อไป การเยียวยาต้องเน้นที่ “คนทำงาน” ไม่ใช่ “คนซื้อของ” ถ้าคนทำงานมีรายได้ ก็จะไปซื้อของต่อๆกันไปเองเป็นลูกโซ่ เจ้าของกิจการก็มีกำลังใจที่จะรักษากิจการเอาไว้ และสามารถฟื้นฟูกิจการให้กลับมาแข็งแรงเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น

ส่วนงบปรับโครงสร้างและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ตั้งไว้ 400,000 ล้านบาทเมื่อปีที่แล้ว ก็แทบไม่เป็นมรรคเป็นผล ปีนี้ก็คงเหมือนเดิม เพราะไม่มียุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่ชัดเจน ส่วนงบที่ตั้งไว้ปีนี้ 270,000 ล้านบาทก็น้อยเกินไปที่จะสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

รัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณแผ่นดินปี 2565 และปีต่อๆไป เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ซึ่งยังไม่เห็นวิธีคิดนี้เลยใน พ.ร.บ.งบประมาณฉบับใหม่ ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ภายในสัปดาห์หน้า พบว่ายังคงเป็นกฎหมายงบประมาณแบบเดิมๆ ที่เสนอราวกับว่าบ้านเมืองปกติ ไม่มีวิกฤติใดๆเกิดขึ้นเลย

“ไม่เห็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงรายละเอียด พ.ร.ก.กู้เงิน 700,000 ล้านบาทนี้เลย ทั้งๆที่เป็นเรื่องต้องสื่อสาร หากแสดงให้เห็นความมุ่งมั่นและยุทธศาสตร์ที่ถูกต้อง ก็จะเป็นการเรียกความเชื่อมั่นจากประชาชนได้ทันที เหมือนที่นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯได้ประกาศ Rescue plan, Job plan และ Families plan แต่นี่ดูลับๆล่อๆชอบกล”

โดยสรุป คิดว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 700,000 ล้านบาทนี้ ตั้งงบไว้ไม่เข้าเป้า ไม่มียุทธศาสตร์ ด้านสาธารณสุขใช้น้อยเกินไป และกลัวว่าจะช้าไม่ทันต่อเหตุการณ์กับวิกฤติที่ลุกลาม เพราะรัฐบาลนี้มักทำอะไรชักช้า

และถ้ารัฐบาลยังคงยืนยันแจกเงินแบบเหวี่ยงแหเหมือนเดิม ก็อดคิดไม่ได้ว่า หรือนี่คือการแจกเงินรอบสุดท้าย ก่อนชิงประกาศยุบสภา ก่อนความนิยมจะเสื่อมถอยอย่างหนัก เพราะรัฐบาลรับมือวิกฤติครั้งนี้ต่อไปไม่ไหวแล้ว

บรรยง พงษ์พานิช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP)

เห็นด้วยกับรัฐบาลและกระทรวงการคลัง ในความจำเป็นที่ต้องออก พ.ร.ก.เงินกู้ฉุกเฉิน เพิ่มเติมอีก 700,000 ล้านบาท จากเดิมที่มี พ.ร.ก.เงินกู้ไปแล้ว 1 ล้านล้านบาท เพราะจากการที่รายได้ไม่เข้าเป้าเพราะเก็บภาษีได้น้อยเนื่องจากการบริโภคลด กำไรเอกชนก็หด ซึ่งรัฐมีทางเลือกสามทาง คือ 1. ตัดรายจ่าย ซึ่งไม่ควรทำในภาวะอย่างนี้ นอกจากเป็นการตัดรายจ่ายประเภทสินค้านำเข้า เช่น อาวุธ 2.รีดภาษีเพิ่มซึ่งก็ไม่ควรทำอีก จึงเหลือทางเลือกเดียวคือ 3.กู้เพิ่ม

บรรยง พงษ์พานิช
บรรยง พงษ์พานิช

และไหนๆจะต้องกู้เพื่อชดเชยงบประมาณแล้ว ก็ควรกู้เพื่อเพิ่มการเยียวยาและฟื้นฟูด้วยเลย เพราะในสถานการณ์วิกฤติของบ้านเมืองครั้งนี้ มีเพียงรัฐบาลเท่านั้นที่มีศักยภาพมากพอที่จะรวบรวมหรือหยิบยืมทรัพยากรขนาดใหญ่ เพื่อมาเร่งแก้ปัญหาปัจจุบันได้ แม้จะต้องไปหยิบยืมหรือกู้เงินอนาคตมา เพราะหากแก้ปัญหาวิกฤติในขณะนี้ไม่ได้ หรือแก้ได้ไม่ดี จะแย่ต่อเนื่องไปถึงอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลัง ในการจัดทำงบประมาณขาดดุลและกู้เงินฉุกเฉิน มาแก้วิกฤติทั้งเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เสียหาย ถือเป็นภารกิจหรือหน้าที่ที่สำคัญที่สุดในตอนนี้

“เหมือนช่วงสงครามโลกและหลังสงครามโลก รัฐบาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้ทำ reconstruction ทุ่มเททุกสรรพกำลังที่มีเพื่อกอบกู้ก่อร่างสร้างเมืองใหม่ หรือฟื้นฟูให้กลับมาสู่ภาวะปกติ แม้ผมจะไม่ได้รักหรือชอบรัฐบาลชุดนี้มาก แต่เห็นความจำเป็นที่รัฐต้องใช้นโยบายการคลังโดยกู้เงินมาแก้วิกฤติ ถ้าไม่ทำนี่ถือว่าผิดเลย”

ที่ผ่านมาการใช้งบเงินกู้ฉุกเฉิน 1 ล้านล้าน ในการเยียวยาประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ โดยแจกเงินในโครงการต่างๆ ทั้งเราชนะ คนละครึ่ง เรารักกัน ผมเห็นด้วยว่าต้องทำ แต่เสียดายที่การวางแผนในการจองหรือซื้อวัคซีนเราทำช้า และการตัดสินใจไม่เข้าร่วมโครงการ Covax (แพลตฟอร์มความร่วมมือด้านวัคซีนนานาชาติระดับโลก ที่มีองค์การอนามัยโลก หรือ WHO เป็นโต้โผใหญ่) ทำให้เราเสียโอกาส ยิ่งวัคซีนช้า ก็ทำให้การระบาดยืดเยื้อยาวนาน เร่งเอางบมาซื้อวัคซีนเพื่อฉีดให้ประชาชนเร็วกว่าจะคุ้มกว่า เพื่อให้ประเทศได้กลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้เร็วที่สุด เพราะไม่เช่นนั้น เราก็ต้องแจกเงินเยียวยาไปเรื่อยๆทุกครั้งที่เกิดระบาดใหญ่

อย่างไรก็ตาม เห็นว่าการใช้เงินกู้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจในโครงการเงินกู้ 1 ล้านล้านบาท ที่มีหมื่นกว่าโครงการ กลับล่าช้า และมีช่องโหว่ให้รั่วไหลง่าย ซึ่งจนป่านนี้ หลายธุรกิจยังไม่ได้รับการเยียวยาจากรัฐบาลเลย โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร โรงแรม สายการบิน และเอสเอ็มอี ควรเร่งเข้าไปเยียวยาด่วนที่สุด

ส่วนจะเยียวยาอย่างไร เท่าไรนั้น อาจจะเทียบจากมูลค่าการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ที่หายไป ระหว่างปี 2562 กับปี 2563 ที่เริ่มเกิดวิกฤติโควิด แล้วให้รัฐจ่ายเงินช่วยเหลือฟื้นฟูให้ตามเปอร์เซ็นต์ของตัวเลขที่หายไป เช่น 20 - 30% ของรายได้ที่ลดลง โดยมีเงื่อนไขว่าต้องรักษาการจ้างงานให้ได้ 85% เป็นต้น

บรรยงปิดท้ายว่าเงินกู้ฉุกเฉิน เพิ่มเติมอีก 700,000 ล้านบาทนี้ รัฐไม่ควรทำเป็นวาระลับ อนุมัติกันเงียบๆควรจะเปิดเผยและตั้งโต๊ะอธิบายชี้แจงให้ประชาชนและภาคธุรกิจรับรู้เลยว่า จะนำมาใช้ฟื้นฟูเยียวยาอะไรอย่างไรบ้าง ภาคเอกชนจะได้เตรียมการรับมือและวางแผนธุรกิจถูก ควรรีบทำควบคู่กันทั้งเยียวยา ฟื้นฟูและวัคซีน การกู้เงินมากู้เศรษฐกิจไม่ได้ผิด แต่ต้องชัดเจน โปร่งใส อธิบายได้ ไม่จำเป็นอย่าหมกเม็ด

อาทิตย์ นันทวิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ในช่วงปลายปี 2563 รัฐควบคุมการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ เศรษฐกิจเริ่มกลับมาดีอย่างรวดเร็ว ความเชื่อมั่นประชาชนกลับมา เกิดกิจกรรมสันทนาการ การเดินทาง และโรงแรมและภัตตาคารดีขึ้น คนกล้าจับจ่ายใช้สอย ช่วงนั้นธุรกิจโรงแรมเริ่มกลับมา อัตราการเข้าพักเพิ่มขึ้น เกิดการจ้างงานใหม่ เศรษฐกิจเริ่มหมุนเวียน แต่พอเกิดโควิด-19 ระลอก 3 ขึ้นมาในเดือน เม.ย.64 ทุกอย่างกลับไปหยุดชะงักอีกครั้ง รัฐต้องใช้เงินเพื่อเยียวยาต่อไป

อาทิตย์ นันทวิทยา
อาทิตย์ นันทวิทยา

“ถ้าถามว่าออก พ.ร.ก.กู้เงินอีก 700,000 ล้านบาท จะเพียงพอต่อการเยียวยาและฟื้นฟูเศรษฐกิจหรือไม่ ตรงนี้ต้องกลับไปดูว่าการแพร่ระบาดระลอก 3 จะจบเมื่อไร จะมีระลอก 4 หรือระลอก 5 อีกหรือเปล่า ความเชื่อมั่นจะกลับมาตอนไหน ไม่เช่นนั้นเงินก็จะหมดไปกับการเยียวยา เพื่อประคับประคองคนที่ได้รับความเดือดร้อนไปเรื่อยๆ ยิ่งรัฐกู้เงินเพิ่มไปเรื่อยๆ เพดานหนี้สาธารณะก็จะเต็ม ถึงวันหนึ่งหมดกระสุน ก็จะไม่มีเงินมาฟื้นฟูเศรษฐกิจอีกต่อไป”

“ในช่วงที่เศรษฐกิจยังไม่ดี รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้น้อย เงินที่จะนำมาใช้จ่ายก็ลดลง ไม่มีเงินมาลงทุนในโครงการภาครัฐ หากกู้เงินไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาใช้จ่าย หนี้จะเต็มเพดานหนี้สาธารณะในที่สุด”

การแก้ไขปัญหาโควิด-19 สิ่งที่ต้องทำเร่งด่วนคือการรีบสร้างความมั่นใจ เร่งฉีดวัคซีนโควิด-19 หยุดการแพร่ระบาดโดยเร็ว ธนาคารไทยพาณิชย์ประเมินว่าการหยุดการแพร่ระบาดโควิด-19 ในรอบนี้ จะใช้เวลา 3-5 เดือน และเมื่อหยุดการแพร่ระบาดได้ คนไทยมีความมั่นใจ กลับมาใช้จ่ายอีกครั้ง กิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มเดินปีนี้ การบริโภคกับการส่งออกจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

เมื่อเศรษฐกิจกลับมาดีขึ้น รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้มากขึ้น มีเงินลงทุนเพิ่มขึ้น และรวมเงินฟื้นฟูเศรษฐกิจ จากเงินกู้ 700,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจากที่ใช้เยียวยาหรือใช้จ่ายในด้านของสาธารณสุข รัฐสามารถนำมาใช้สร้าง Productivity นำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มศักยภาพของประเทศ เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน เช่น การเข้ามาลงทุนในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) หรือการใช้นโยบายภาษี หรือมอบสิทธิประโยชน์อื่นๆ

ที่ผ่านมาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้ช็อกเศรษฐกิจไปทั่วโลก ผลกระทบขึ้นอยู่กับโครงสร้างเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ ในส่วนของประเทศไทยได้รับผลกระทบมาก เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจของเราพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวในระดับสูง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารไทยพาณิชย์ ปิดท้ายว่าการแก้ไขปัญหาโควิด-19 ต้องทำ 2 ส่วนคือ 1.การเยียวยา 2.การฟื้นฟูเศรษฐกิจ นับตั้งแต่เริ่มเกิดการระบาดโควิด-19 จนถึงปัจจุบัน เป็นเวลากว่า 1 ปี รัฐบาลกู้มา 1 ล้านล้านบาท เงินหมดไปกับการเยียวยา ซึ่งการช่วยเหลือบรรเทา ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นเรื่องจำเป็นรัฐบาลต้องทำ คนไหนเดือดร้อนต้องได้รับเยียวยา แต่การใช้เงินเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจยังไม่เกิดขึ้น.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ