เปิดแผนผู้ว่า กนอ.คนใหม่ วิ่งสู้ฟัดฝ่าวิกฤติโควิด-19

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

เปิดแผนผู้ว่า กนอ.คนใหม่ วิ่งสู้ฟัดฝ่าวิกฤติโควิด-19

Date Time: 18 พ.ค. 2564 05:05 น.

Summary

ด้วยวัยเพียง 46 ปี “วีริศ อัมระปาล” อาจถูกมองว่ายังน้อยเกินไป กับการขึ้นมารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ “การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (กนอ.) ในตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่

Latest

ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

ด้วยวัยเพียง 46 ปี “วีริศ อัมระปาล” อาจถูกมองว่ายังน้อยเกินไป กับการขึ้นมารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดของ “การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย” (กนอ.) ในตำแหน่งผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่

โดยจากนี้ไปอีก 4 ปีข้างหน้าเขาจะต้องมากำกับดูแลนิคมอุตสาหกรรมต่างๆของ กนอ.และนิคมอุตสาหกรรมที่ กนอ.ร่วมดำเนินการ ทั้งประเทศรวมทั้งสิ้น 62 แห่งใน 16 จังหวัด ท่ามกลางสถานการณ์การระบาดอย่างรุนแรงในทั่วโลกของโรคโควิด-19 ที่กำลังสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว จนทำให้หลายๆประเทศทั่วโลกต่างต้องปรับกลยุทธ์ในการดึงดูดการลงทุนที่มีอยู่น้อยนิดในภาวะเช่นนี้ ให้เข้าสู่ประเทศตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้พลิกฟื้นกลับมาโดยเร็วที่สุด ให้เกิดการจ้างงานต่อเนื่อง เร่งการส่งออกเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ

“วีริศ อัมระปาล” ผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ กล่าวกับทีมเศรษฐกิจ “ไทยรัฐ” ว่า อายุไม่ใช่ประเด็นหลัก เพราะตนได้ผ่านงานด้านวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย ตลอดจนงานด้านการเมืองที่เป็นที่ปรึกษานายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรมที่พร้อมจะดึงศักยภาพเหล่านี้มาบริหารงาน กนอ.

“จากนี้ไป โครงการสำคัญๆที่ กนอ.จะต้องเร่งดำเนินการ เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภค ให้พร้อมรองรับการลงทุนในอนาคต ที่เป็นการต่อยอดจากแผนงานเดิมที่มีอยู่ให้แล้วเสร็จตามกำหนด เพราะเชื่อมั่นว่าเมื่อหลายๆประเทศทยอยฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ก็จะทำให้บรรยากาศการลงทุนของโลกจะฟื้นกลับมา ซึ่งประเทศไทยเป็นอีกหนึ่งประเทศที่นักลงทุนจะให้ความสนใจเข้ามาลงทุน”

ดังนั้น โครงการที่จะต้องดำเนินการเร่งด่วน มีอาทิ ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุดเฟส 3 ที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งเป็นท่าเรืออุตสาหกรรมขนส่งก๊าซธรรมชาติ และพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีชั้นสูงที่สำคัญในอนาคตที่บริษัท กัลฟ์ เอ็มทีพี แอลเอ็นจี เทอร์มินอล จำกัด ได้สิทธิการร่วมลงทุนกับ กนอ. รวมทั้งโครงการนิคมอุตสาหกรรมสมาร์ทปาร์คที่อยู่ในพื้นที่มาบตาพุด คอมเพล็กซ์ จ.ระยอง และเป็นพื้นที่ใกล้เคียงกับท่าเรือมาบตาพุดเฟส 3 เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทคที่มีนวัตกรรมตามโจทย์ที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายไว้ เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์ ตลอดจนอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพสูง

นอกจากนี้เพื่อจัดระเบียบองค์กรให้กระชับตอบโจทย์ประเทศไทยยุค 4.0 จึงได้แบ่งงานออกเป็น 6 กลุ่มใหญ่ที่สำคัญๆ อาทิ แผนการหาแนวทางการดึงดูดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมให้เพิ่มมากขึ้น โดยจะใช้ทั้งมาตรการการตลาดและมาตรการเชิงรุก ออกไปหารือกับนักลงทุนโดยตรง รวมทั้งเร่งสื่อสารทางการตลาดประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลศักยภาพของนิคมอุตสาหกรรม แก่นักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศผ่านระบบออนไลน์

แผนการพัฒนาโครงการนิคมอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษชายแดน (SEZ) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดน ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรม สระแก้ว นิคมอุตสาหกรรม สงขลา

แผนลดความเสี่ยง โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำและพลังงาน ซึ่งจะต้องมีเพียงพอทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยคำนึงถึงสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงต่างๆ เช่น การจัดทำแผนงานและแนวทางการบริหารแหล่งน้ำดิบ ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า การหาและสร้างระบบจัดเก็บแหล่งน้ำดิบสำรอง การส่งเสริมระบบบำบัดน้ำเสียเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ (Water Recycle) และการใช้เทคโนโลยีเอไอ

ผู้ว่าการ กนอ.ย้ำว่า สถานการณ์ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรม ขณะนี้ แม้เป็นช่วงโควิด-19 ระบาด แต่ยอดการขยายกิจการของโรงงานเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตหรือขยายไลน์การผลิตสินค้าใหม่ๆ ยังคงเพิ่มขึ้น

ล่าสุด พบว่าผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรมได้ ขอขยายพื้นที่เพื่อรองรับการลงทุนในปีนี้ รวม 3,680 ไร่ วงเงินลงทุนรวม 103,000 ล้านบาท คาดว่าจะก่อให้เกิดการจ้างงาน 26,000 คน มากกว่าปีที่ผ่านมาที่ขอขยายพื้นที่ 2,500 ไร่ ขณะที่เมื่อปี 2562 มีการขอขยายพื้นที่ 2,222 ไร่ ซึ่งเม็ดเงินลงทุนจากการขอขยายพื้นที่ดังกล่าวจะทยอยลงทุนจริงในปีนี้และต่อเนื่องไปถึงปี 2566

ผู้ว่าการ กนอ.คนใหม่ได้ย้ำทิ้งท้ายว่า ในเร็วๆนี้ ก็จะมีนิคมอุตสาหกรรมเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง อาทิ นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก จ.ระยอง นิคมอุตสาหกรรมโรจนะหนองใหญ่ จ.ชลบุรี

ณ ขณะนี้ประเทศไทยมีพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมสะสมรวม 177,890 ไร่ มีพื้นที่เหลือขายหรือเช่า 27,706 ไร่ มีมูลค่าการลงทุนรวม 4.69 ล้านล้านบาท มีการจ้างงานในระบบ 548,682 คน จากจำนวนโรงงานทั้งหมด 5,080 แห่ง

ดังนั้น ประเทศไทยคือจุดปักหมุดเช็กอินของบรรดานักลงทุนทั่วโลกอย่างแน่นอน หากสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ได้คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น!!!

เกรียงไกร พันธุ์เพ็ชร


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ