
เปิดชื่อ 45 CEO ชั้นนำของไทยจัด 4 ทีมดูแผนการวัคซีนโควิด-19 ช่วยรัฐบาล พร้อมยินดีจ่ายค่าวัคซีนให้กับพนักงานของบริษัทรวมแล้วเกือบ 1 ล้านราย เพื่อแบ่งเบาภาระรัฐ
หลังจาก "สนั่น อังอุบลกุล" ประธานกรรมการหอการค้าไทย ได้จัดประชุมระหว่างหอการค้าไทยกับประธานเจ้าหน้าที่บริหาร หรือ CEO ชั้นนำของไทย ไปเมื่อวันที่ 19 เม.ย.64 ที่ผ่านมา โดยมีรายชื่อบริษัทเอกชนที่เข้าร่วมดังนี้
1. บริษัท น้ำตาลมิตรผล จำกัด 2. บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG 3. บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SITHAI 4. บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด(มหาชน) หรือ BDMS 5. บริษัท ซี แวลู จำกัด (มหาชน) หรือ SEA VALUE 6. บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN 7. บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC 8. บริษัท ดิ เอราวัณ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ ERW 9. บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DTC 10. บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด
11. บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด 12. บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE 13. บริษัท ที.ซี.ฟาร์มาซูติคอล อุตสาหกรรม จำกัด 14. บริษัท ไทยน้ำทิพย์ จำกัด 15. บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) หรือ Thai Bev 16. บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU 17. บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) 18. ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) 19. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) 20. ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน)
21. ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 22. ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) 23. บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM 24. บริษัท บางกอก เชน ฮอสปิทอล จำกัด (มหาชน) หรือ BCH 25. บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BIGC 26.COSO Foods Thailand & Vietnam of Pepsi Cola (Thai) Trading Co., Ltd. 27. บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) 28. บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด 29. บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL 30. บริษัท โรงพยาบาลกล้วยน้ำไท จำกัด
31. บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BH 32. บริษัท ไลน์ คอมพานี (ประเทศไทย) 33. บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด 34. บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น จำกัด 35. บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุนเมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ MERCHANT 36. บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด เทสโก้ โลตัส ประเทศไทย 37. บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC 38. บริษัท ไอบีเอ็ม ประเทศไทย จำกัด หรือ IBM 39. บริษัท เอ็ม บี เค จำกัด (มหาชน) หรือ MBK Group 40. บริษัท เฟซบุ๊ก (ประเทศไทย) จำกัด
41. บริษัท กูเกิล (ประเทศไทย) จำกัด 42. บริษัท คาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Kao Industrial 43. บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด ( มหาชน ) หรือ MAKRO 44. บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และ 45. บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด หรือ Nestle
โดยผลการประชุมสรุปได้ว่า CEO ทุกบริษัทเห็นตรงกันว่าขณะนี้ประเทศไทยได้รับการฉีดวัคซีนไปเพียง 0.4% ของประชากรเท่านั้น ซึ่งถือว่าล่าช้ามากสำหรับการที่จะเปิดประเทศที่จะต้องฉีดให้ได้ถึง 70% ของประชากร ภาครัฐจำเป็นต้องจัดหาวัคซีนให้เพียงพอกับทุกคน
โดย CEO ทุกท่านพร้อมที่จะช่วยภาครัฐ ซึ่งหอการค้าไทยพร้อมที่จะเป็นตัวกลางในการ Connect the dots เพื่อฟื้นเศรษฐกิจไทย และเชื่อว่า หากคนไทยทุกคน ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนร่วมแรงร่วมใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน จะทำให้ประเทศไทยของเราฝ่าวิกฤติ COVID-19 นี้ ไปได้อย่างแน่นอน
นอกจากนี้ยังมีการจัดทำแผนรับมือ 4 ทีม โดยให้บริษัทที่ถนัดในธุรกิจนั้นๆ มาช่วยกระจายวัคซีนลอตใหญ่ที่จะเริ่มเข้ามาตั้งแต่เดือน มิ.ย.ดังนี้
TEAM A : Distribution and Logistics ทีมสนับสนุนการกระจายและฉีดวัคซีน ช่วยสนับสนุน สถานที่ บุคลากร อาสาสมัคร และอุปกรณ์ IT เช่น คอมพิวเตอร์ ปริ้นเตอร์ เครื่องอ่านบัตรประชาชน ให้ กทม. เพิ่มจากโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ซึ่งตอนนี้ได้มีการเตรียมและไปลงพื้นที่สำรวจกับ กทม. แล้ว ในระยะแรก จำนวน 10 พื้นที่ใน กทม. ที่เอกชนจะนำร่อง เช่น กลุ่มเซ็นทรัล, SCG, เดอะมอลล์, สยามพิวรรธน์, เอเชียทีค, โลตัส, บิ๊กซี, ทรูดิจิตัลพาร์ค เป็นต้น โดยจะสรุปกับ กทม.ภายในวันที่ 27 เม.ย. 64 นี้ และในระยะถัดไปจะมีการหารือในการจัดทำหน่วยฉีดวัคซีนเคลื่อนที่ไปยังจุดต่างๆ เพื่อลดการเคลื่อนย้ายของประชาชน
TEAM B : Communication ทีมการสื่อสาร เพื่อให้ประชาชนเข้าใจและมาฉีดวัคซีนในสถานที่ที่พร้อม เพราะปัจจุบันหลายคนยังไม่เข้าใจเรื่องการฉีดวัคซีน หลายคนไม่ยอมฉีด ดังนั้นต้องทำความเข้าใจ ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งนี้ ภาครัฐจะทำระบบ หมอพร้อม เสร็จสิ้นในเดือนนี้ ซึ่งจะสามารถระบุสถานที่ต่างๆ ที่ลงทะเบียนฉีดวัคซีน การจัดคิวการฉีดที่ไม่หนาแน่น หรือลำดับการฉีดที่เหมาะสม โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายบริษัท อาทิ Google, LINE, Facebook, VGI และ Unilever เป็นต้น
TEAM C : IT Operation ทีมเทคโนโลยีและระบบ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพการลงทะเบียน ขั้นตอนในการฉีดที่รวดเร็ว และมีระบบการติดตามตัว พร้อมสามารถออกใบรับรองการฉีดวัคซีนได้ โดยมีหลายบริษัท นำทีมโดย IBM เข้ามาสำรวจและปรับปรุงกระบวนการ
TEAM D : Extra Vaccine procurement ทีมจัดหาวัคซีนเพิ่มเติม ร่วมกับภาครัฐและเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชน โดยจะไปสำรวจความต้องการฉีดวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติม เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐบาล และทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้เร็วมากขึ้น นำโดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งในวันนี้ได้มีการหารือกันแล้ว ประเมินว่ายังต้องการวัคซีนทางเลือกเพิ่มเติมอีก 30 ล้านโดส เพื่อให้ครอบคลุม 70% ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งวัคซีนทางเลือก ได้แก่
1. ประเทศสหรัฐอเมริกา วัคซีน Moderna และ Pfizer
2. ประเทศจีน วัคซีน Sinopharm และ CanSino Biologics
3. ประเทศอินเดีย วัคซีน COVAXIN จากบริษัท Bharat Biotech
4. ประเทศรัสเซีย วัคซีน Sputnik V
โดย ภาคเอกชนยินดีที่จะจ่ายค่าวัคซีนให้กับพนักงานของบริษัทรวมแล้วเกือบ 1 ล้านราย เพื่อแบ่งเบาภาระให้กับรัฐบาล