
ในที่สุด ชื่อบุคคลสำคัญรายหนึ่งขององค์การคลังสินค้า (อคส.) ก็ปรากฏในสื่อเป็นครั้งแรก คลายปมสงสัยในใจของใครหลายคนว่า ยังมีใครอีกบ้างที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้อถุงมือยางแสนล้าน!!
ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง” ส.ส.นครราชสีมา เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้อภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กรณี อคส.ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ทุจริตจัดซื้อถุงมือยาง 500 ล้านกล่อง มูลค่า 112,500 ล้านบาท ซึ่ง อคส.จ่ายเงินค่ามัดจำสินค้าให้บริษัท การ์เดียน โกลฟส์ จำกัด ผู้ผลิตคู่สัญญาของ อคส. 2,000 ล้านบาทด้วย
โดยนายประเสริฐได้เปิดเผยชื่อ “นายสุชาติ เตชจักรเสมา” ประธานกรรมการ คณะกรรมการ (บอร์ด) อคส. ตัวละครใหม่ในมหากาพย์ “ทุจริตจัดซื้อถุงมือยาง” ว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตครั้งนี้ และทำให้รัฐเสียหาย 2,000 ล้านบาท นอกเหนือจาก “พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ พุทธิยาวัฒน์” อดีตรักษาการผู้อำนวยการ อคส. และเจ้าหน้าที่ อคส. 2 ราย ตัวละครเก่า ที่ถูกเปิดเผยมาตั้งแต่แรก
อีกทั้งยังมีคลิปเสียงของ “นายสุชาติ” ที่บันทึกในช่วงการประชุมบอร์ด อคส.เมื่อวันที่ 26 ส.ค.63 ซึ่งวันนั้น พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ ได้รายงานการทำสัญญาขายถุงมือยางต่อบอร์ด แต่ “นายสุชาติ” พูดตัดบทว่า “อ้าว ต้องลับก่อน” และเมื่อบอร์ดท้วงติงเรื่องสัญญาซื้อขายถุงมือยาง มีมูลค่าสูงเกินอำนาจผู้อำนวยการ อคส.จะอนุมัติได้ แต่ “นายสุชาติ” กลับย้ำอีกครั้งว่า เป็นเรื่องลับ รอรัฐมนตรีมากดเดิน
นี่คือเนื้อหาบางส่วนที่นายประเสริฐ อภิปรายเมื่อวันที่ 18 ก.พ. เกี่ยวกับ “นายสุชาติ” ซึ่งเนื้อหาตรงกับที่ “พ.ต.อ.รุ่งโรจน์” เคยเล่าให้ผู้สื่อข่าวหลายคนฟังว่า การซื้อถุงมือยางเป็นนโยบายของผู้บริหาร เมื่อเจ้านายสั่งมา ตนก็ต้องปฏิบัติตาม โดยการจัดซื้อถุงมือยาง เป็น 1 ใน 4 นโยบายที่ผู้บริหารสั่งมา มีทั้งการซื้อถุงมือยาง การค้าทุเรียน การค้าไข่เค็ม การทำโรงงานน้ำมันปาล์ม ซึ่งตนได้ดำเนินการแล้ว ยกเว้นการค้าไข่เค็ม และรายงานให้บอร์ดทราบต่อเนื่อง
นอกจากนี้ คำบอกเล่าของ “พ.ต.อ.รุ่งโรจน์” ยังตรงกับที่เจ้าหน้าที่ อคส.ระดับนักบริหาร 8 ทั้ง 2 ราย ได้ให้ปากคำต่อคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงการจัดซื้อถุงมือยาง มีนายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ซึ่งมีเนื้อหาว่า การดำเนินการต่างๆในการจัดซื้อถุงมือยาง เป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของ “ประธานบอร์ด”
อีกทั้งเจ้าหน้าที่ อคส.ที่ให้ปากคำ ยังลำดับเหตุการณ์ต่างๆในการจัดซื้อ ไล่ตั้งแต่ขั้นตอนก่อนจัดซื้อ การจัดซื้อ การร่างสัญญา การโอนเงิน 2,000 ล้านบาท ฯลฯ โดยชี้ให้เห็นว่า “นายสุชาติ” มีส่วนเกี่ยวข้องตรงจุดใดบ้าง
ซึ่งภายหลังการอภิปรายจบ ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อไปที่ “นายสุชาติ” ทั้งโทรศัพท์ และส่ง SMS เพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงหลังถูกพาดพิงในสภา “นายสุชาติ” รับโทรศัพท์ และบอกเพียงว่า ไม่สะดวก กำลังขับรถ
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้ เป็นเพียงข้อมูลที่ได้จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐสภา และได้จากการให้ปากคำของบุคคลที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ยังไม่ได้ชี้ชัด หรือสรุปว่า ใครมีความผิด ทุจริต หรือเกี่ยวข้องกับกรณีนี้จริงๆบ้าง ต้องรอผลการไต่สวนของ “ป.ป.ช.” ที่จะชี้มูลความผิดได้ คาดว่า ผลจะออกมาในเร็วๆนี้ และน่าจะสาวถึงตัว “ผู้บงการ” ได้แน่นอน
แต่เมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดทางคดีอาญาแล้ว ไม่จบเพียงแค่นี้แน่ เพราะ “นายจุรินทร์” กำชับให้ “นายเกรียงศักดิ์ ประทีปวิศรุต” ผู้อำนวยการ อคส.คนปัจจุบัน ดำเนินคดีทุกคนให้ถึงที่สุด ทั้งคดีอาญา คดีแพ่ง และเอาผิดทางวินัยเจ้าหน้าที่ อคส. รวมถึงต้องเอาเงิน 2,000 ล้านบาท ค่ามัดจำถุงมือยาง ที่จ่ายให้กับการ์เดียน โกลฟส์ พร้อมดอกเบี้ย มาคืน อคส.ให้ได้ หากใครไม่มีทรัพย์สินจะต้องถูกยึดทรัพย์!!
“ผมไม่มีวันยอมกับการทุจริต ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ อคส.ร่วมมือกับฝ่ายกฎหมายเต็มกำลัง เพื่อเอาคนผิด ที่ไม่ว่าจะใหญ่แค่ไหนก็ตาม มาลงโทษให้ได้ โดยเมื่อ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดและส่งอัยการฟ้องศาลแล้ว ป.ป.ช.ก็จะส่งเรื่องให้ ปปง. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน) ยึดทรัพย์ ผมก็ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการ อคส.ยื่นฟ้องคดีแพ่งควบคู่กับคดีอาญาด้วย ไม่ใช่แค่ตัดสินว่า จำคุกกี่ปี แต่ต้องฟ้องแพ่งเอาเงิน 2,000 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยมาคืน อคส. รวมถึงลงโทษทางวินัยด้วย” ประกาศิตนายจุรินทร์
ขณะนี้ อคส.กำลังเดินหน้าสืบสวนสอบสวน เพื่อเอาผิดทางวินัย พ.ต.อ.รุ่งโรจน์ และพวกอีก 2 รายอย่างเร่งด่วน คาดว่า จะทราบผลเร็วๆนี้ เบื้องต้นมีความผิดทางวินัยร้ายแรงถึงขั้น “ไล่ออก” แน่นอน
เพราะเมื่อพิจารณาพฤติกรรมเบื้องต้นแล้ว พบว่า มีความผิดหลายฐาน ทั้งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต อีกทั้งยังใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ทำให้รัฐเสียหาย และยังเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือโดยทุจริต ซึ่งจะมีโทษหนักทั้งจำและปรับ โดยโทษจำ มีตั้งแต่ 1–20 ปี หรือจำคุกตลอดชีวิต ส่วนโทษปรับ มีตั้งแต่ปรับ 2,000–40,000 บาท
อีกไม่นานเกินรอ ความจริงจะปรากฏ และคนผิดจะถูกลงโทษ!!
สิริวรรณ พงษ์ไพโรจน์