
สสน.ห่วงแล้งปีนี้ ภาคเหนือ-กลาง เผชิญภัยแล้งรุนแรง ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังฝนน้อย ตกท้ายเขื่อน ทำน้ำไหลเข้าเขื่อนน้อย รวมทั้งยังต้องเร่งระบายน้ำช่วยไล่น้ำเค็ม อีกทั้งการใช้ประโยชน์พื้นที่เหนือเขื่อนแย่ สร้างถนน ทางรถไฟขวางทางเดินน้ำ แนะเกษตรกรปลูกพืชใช้น้ำน้อยแทน พร้อมโชว์ตัวอย่างความสำเร็จแก้ภัยแล้ง น้ำท่วมซ้ำซากใน 1,700 หมู่บ้าน
นายรอยล จิตรดอน ประธานกรรมการคณะกรรมการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เปิดเผยถึงสถานการณ์น้ำในประเทศปีนี้ ว่า ในแต่ละปีไทยมีฝนตกเฉลี่ยมากถึงปีละ 754,720 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) แต่กลับมีน้ำที่ไหลลงอ่างเก็บน้ำเฉลี่ยเพียงปีละ 42,620 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปริมาณน้ำใช้การในอ่างเก็บน้ำ หรือเขื่อนขนาดใหญ่และกลางที่เฉลี่ยปีละ 52,165 ล้าน ลบ.ม. จากความจุอ่างที่กว่า 76,000 ล้าน ลบ.ม. “แม้ว่าปีนี้พื้นที่ส่วนใหญ่ของประเทศจะมีปริมาณฝนมาก และคาดว่าฝนมาเร็วตั้งแต่เดือน เม.ย. จากปกติจะมาเดือน พ.ค. แต่ภาคเหนือและภาคกลาง คาดว่าปีนี้จะมีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติ เหมือนกับปีที่ผ่านมา และมีน้ำไหลเข้าอ่าง หรือเขื่อนน้อยมาก จึงอาจเกิดภัยแล้งในทั้ง 2 ภาคได้”
ขณะเดียวกัน จากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า ไทยมีความต้องการใช้น้ำปีละกว่า 153,000 ล้าน ลบ.ม. และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 25% ใน 20 ปีข้างหน้า ซึ่งมากกว่าปริมาณน้ำใช้การในอ่างมาก จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะเกิดภาวะน้ำ ไม่เพียงพอกับความต้องการใช้
ห่วงภาคเหนือ-กลางแล้งต่อเป็นปีที่ 3
นายรอยลกล่าวว่า เป็นห่วงว่าในหน้าแล้งปีนี้ ภาคเหนือ และภาคกลาง อาจประสบภัยแล้งต่อเนื่อง เป็นปีที่ 3 ต่อจากปี 2562 และปีที่ผ่านมา เพราะฝนแปรปรวน ทำให้เกิดฝนตกน้อยติดต่อกัน 2-3 ปีมาแล้ว อีกทั้งการกระจายตัวของฝนในเชิงพื้นที่เปลี่ยนไป ฝนตกท้ายเขื่อนมากกว่าพื้นที่เหนือเขื่อน โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ส่งผลให้น้ำไหลเข้าเขื่อนน้อยลง นอกจากนี้ การใช้ประโยชน์ที่ดินเหนือเขื่อนไม่มีประสิทธิภาพ เช่น มีการสร้างถนน หรือทางรถไฟขวางทางเดินน้ำ ถ้ายังบริหารจัดการน้ำ ไม่ดี ก็จะก่อให้เกิดปัญหาในระยะยาวได้
ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา ใน 4 เขื่อนหลักลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำใช้การรวม 4,000 ล้าน ลบ.ม. แต่ระบายน้ำแล้ว 2,300 ล้าน ลบ.ม. ส่วนเขื่อนลุ่มน้ำแม่กลอง คือ เขื่อนวชิราลงกรณ์และเขื่อนศรีนครินทร์ มีน้ำใช้การ 3,800 ล้าน ลบ.ม. น้อยกว่าปีที่ผ่านมาถึง 3,000 ล้าน ลบ.ม. ทำให้ ระบายมาช่วยลุ่มเจ้าพระยา เพื่อไล่น้ำเค็มได้น้อย
“หน้าแล้งปีนี้อาจจะแล้งมาก เพราะกรม ชลประทานขอความร่วมมืองดทำนาปรังแล้วแต่ภาคกลางก็ยังทำอยู่ถึง 2.6 ล้านไร่ หน่วยงานรัฐต้องสร้างความรู้ ความเข้าใจให้เกษตรกรเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนปลูกข้าว และทำแหล่งเก็บน้ำ ให้มากขึ้น เพราะการใช้กฎหมาย หรือการห้ามเป็นเรื่องง่าย แต่คงไม่สำเร็จ อย่างที่หนองเสือ จ.ปทุมธานี เกษตรกรเปลี่ยนมาทำพืชสวนและใช้ร่องสวนเก็บน้ำ ไม่ต้องรอน้ำจากชลประทานอย่างเดียว”
จับมือชุมชนแก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง
นายสุทัศน์ วีสกุล ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.กล่าวว่า สสน.ร่วมกับชุมชนต่างๆทั่วประเทศ แก้ปัญหาน้ำแล้ง และน้ำท่วมมาตลอด 7 ปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบันมีตัวอย่างความสำเร็จแล้วในชุมชนแกนนำ 60 ชุมชน กว่า 1,700 หมู่บ้าน และชุมชนแกนนำเหล่านี้ได้เป็นพี่เลี้ยงให้กับชุมชนใกล้เคียงในการแก้ปัญหา โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ร่วมกับหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทำให้ชาวบ้านมีน้ำสำรองไว้ใช้ในหน้าแล้ง เกิดความมั่นคง ด้านน้ำ ทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตร ไม่เป็นภาระของรัฐบาลในการจ่ายเงินชดเชยความเสียหายของแปลงเกษตรจากภัยแล้ง หรือน้ำท่วม
สำหรับการทำงานของ สสน.ร่วมกับชุมชน จะเริ่มจากตั้งโจทย์ถามชาวบ้านก่อนว่าในพื้นที่มีปัญหาน้ำท่วม หรือน้ำแล้งหรือไม่ ถ้ามีปัญหาน้ำท่วม ต้องถามต่อว่าจะเก็บน้ำไว้ใช้ในหน้าแล้งอย่างไร ซึ่ง สสน.เริ่มทำงานจากพื้นที่ที่แล้งที่สุดก่อน ที่ชุมชนภูถ้ำภูกระแต จังหวัดขอนแก่น มีปริมาณฝนเพียง 900 มิลลิเมตร (มม.) จากค่าเฉลี่ย 1,400 มม. เพราะคิดว่าหากแก้ปัญหาในพื้นที่ที่แล้งที่สุดได้พื้นที่อื่นๆก็แก้ปัญหาได้เช่นกันซึ่งที่ภูถ้ำภูกระแต สสน.แนะนำให้ทำคลองดักน้ำหลากไว้ใช้ในหน้าแล้ง
“ที่ภูถ้ำภูกระแต ภูมิประเทศเป็นลอนคลื่น มีน้ำไหลจากที่สูง จึงให้ทำคลองดักน้ำหลาก เมื่อฝนตกลงมาก็ไหลมาเข้าคลอง ชาวบ้านจะต่อท่อแจกจ่ายน้ำไปยังบ้านเรือนสำหรับกิน ใช้ และใช้ในแปลงเกษตร โดยจะใช้น้ำจากที่สูงก่อน และลดระดับลงไปเรื่อยๆ ทำให้นำน้ำมาใช้หมุนเวียนได้หลายรอบ”
สำหรับพื้นที่ที่บ้านลิ่มทอง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งแล้งเช่นกัน ได้ทำ “ถนนน้ำเดิน” ระยะทางเกือบ 2 กิโลเมตร โดยใช้ถนนในชุมชน เมื่อฝนตกลงมา ถนนน้ำเดินจะบังคับน้ำให้ไหลไปตามถนน และขุดสระรับน้ำจากถนนน้ำเดิน ปัจจุบันชาวบ้านมีน้ำกิน น้ำใช้อย่างมั่นคง และขยายผลจากชุมชน ที่มีพื้นที่ 3,700 ไร่ ไปสู่ชุมชนใกล้เคียง และเพิ่มพื้นที่เป็น 20,000 ไร่
nความมั่นคงน้ำพลิกชีวิตชาวบ้าน
นายสุทัศน์กล่าวต่อว่า การที่ชาวบ้านมีน้ำกินน้ำใช้อย่างมั่นคง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงชีวิต ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เพราะปลูกพืชที่เหมาะสมกับน้ำ และยังปลูกพืชได้ตลอดทั้งปี และเก็บขายได้ตลอดทั้งปี ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น และในบางชุมชนแกนนำ หน่วยงานรัฐได้เข้าไปทำเรื่องท่องเที่ยว เพิ่มรายได้ให้ชุมชนอีกทาง
“แต่การเปลี่ยนความคิดชุมชนที่จะให้กักเก็บน้ำ หรือเปลี่ยนจากปลูกพืชใช้น้ำมากมาเป็นพืชใช้น้ำน้อย เป็นเรื่องยาก สสน.จึงต้องสร้างตัวอย่างความสำเร็จ หรือตัวอิจฉาก่อน เมื่อชุมชนรอบๆเห็นความสำเร็จ ก็จะทำตาม ถือเป็นการขยายผล ขยายเครือข่ายออกไป บางชุมชน เช่น ที่ลุ่มน้ำลาว จังหวัดเชียงราย ขยายผลเพิ่มเป็น 350,000 ไร่ และมีฝายในพื้นที่กว่า 3,000 ฝาย”
สำหรับสถานการณ์น้ำเค็มรุกเจ้าพระยาว่า คาดว่า จะยังมีอยู่ต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่ง หรือราวเดือน มี.ค.นี้ เพราะน้ำจืดมีน้อยมาก และคาดว่า ฝนจะตกราวเดือน เม.ย.นี้ดังนั้นเกษตรกร ต้องช่วยตัวเอง โดยทำแหล่งกักเก็บน้ำในพื้นที่ของตัวเองเอาไว้ใช้ อย่าเอาระบบชลประทานเป็นเส้นเลือดใหญ่ รวมถึงปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยแทน ส่วนประชาชนทั่วไปควรใช้น้ำอย่างประหยัด เพื่อให้รอดพ้นภัยแล้งปีนี้ไปให้ได้.