
กระทรวงการคลัง เปิดให้ลงทะเบียน “คนละครึ่งเฟส 2 อีก 5 ล้านคน” ไปเมื่อวานนี้ตั้งแต่เวลา 06.00-23.00 น. คุณผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ได้เพิ่มประสิทธิภาพระบบรับการลงทะเบียนเพิ่มเป็นสองเท่า สามารถรับการลงทะเบียนได้สูงสุด 500,000 รายการต่อนาที ถ้ามีประชาชนสนใจลงทะเบียนมาก ระบบสามารถรองรับ 5 ล้านสิทธิ์ ได้ภายในเวลา 10 นาที ไม่มีล่มแน่นอน
ผมเชื่อว่า คนละครึ่งเฟส 2 จะได้รับการจองสิทธิ์หมดในเวลาอันรวดเร็ว ทุกคนเห็นประโยชน์แล้ว ช่วยเพิ่มกำลังซื้อรากหญ้าเป็น 15 ล้านคน ไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคมปีหน้า
คุณกุลยา ตันติเตมิท โฆษกกระทรวงการคลัง แถลงว่า โครงการคนละครึ่งเฟส 2 แบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้ลงทะเบียนใหม่ 5 ล้านคน เมื่อได้รับเอสเอ็มเอสยืนยันสิทธิ์แล้ว เริ่มใช้สิทธิ์เงินอุดหนุนจากรัฐบาลคนละ 3,500 บาท ได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 มีนาคม 2564 กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับสิทธิ์คนละครึ่งเฟสแรก มีการใช้สิทธิ์แล้ว 9.5 ล้านคน กลุ่มนี้จะต้องกดปุ่มยอมรับเงื่อนไขสิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งเฟส 2 เพื่อรับเงินเพิ่มอีกคนละ 500 บาท ในแอป
“เป๋าตัง” ถ้าไม่กดก็ไม่ได้รับเงินเพิ่ม 500 บาท แต่ไม่จำกัดเวลา
ข้อมูลล่าสุด คนละครึ่งเฟสแรกมีร้านค้าเข้าร่วมโครงการ 9.7 แสนร้าน น่าจะถึง 1 ล้านร้าน ตามที่ตั้งเป้าไว้ มีผู้ใช้สิทธิ์คนละครึ่งเฟสแรก 9.5 ล้านคน (ถูกตัดสิทธิ์รอบแรกไป 5 แสนคน) มียอดใช้จ่ายสะสมกว่า 43,300 ล้านบาท แบ่งเป็น เงินที่ประชาชนจ่ายเอง 22,100 ล้านบาท (แสดงว่ารากหญ้ายังมีกำลังซื้อ) ภาครัฐจ่ายให้ 21,100 ล้านบาท คาดว่าวันสิ้นสุดโครงการ 31 ธันวาคม จะมีเงินหมุนเวียนเข้าสู้ระบบเศรษฐกิจ 60,000 ล้านบาท จังหวัดที่มีการใช้จ่ายมากที่สุด 5 อันดับแรก คือ กรุงเทพฯ สงขลา ชลบุรี เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช
ผมเคยถามผู้ใช้โครงการคนละครึ่ง เขาบอกว่าดีมาก ช่วยลดค่าใช้จ่ายประจำวันได้จริง แม้เป็นเงินคนละไม่เกิน 150 บาทต่อวันต่อคนก็ตาม คนขับรถตู้คนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเขาทำงานต้องกินข้าวนอกบ้านวันละสองมื้อราว 80 บาท วันนี้เขาจ่ายแค่ 40 บาท แม่บ้านก็ได้รับสิทธิ์ด้วย ก็เอาเงินส่วนนี้ไปซื้อกับข้าวเข้าบ้าน ลดภาระได้เยอะ ร้านไหนไม่เข้าโครงการจะมีลูกค้าน้อย เช่น ร้านอาหารในโรงอาหาร ร้านที่ไม่เข้าโครงการจะมีคนซื้อน้อย บีบทางอ้อมให้ต้องเข้าโครงการ เพื่อให้มีลูกค้ามากขึ้น
“คนละครึ่ง” เป็นโครงการแจกเงินโครงการแรกที่ผมแสดงความชื่นชมรัฐบาล เงินเข้าถึงประชาชนรากหญ้าจริง ทั้งผู้ซื้อผู้ขาย ไม่ถูกโกงกินระหว่างทางเหมือนโครงการอื่น และช่วยเพิ่มธุรกิจในระดับรากหญ้า เมื่อสินค้าขายได้มีคนซื้อ เศรษฐกิจก็เกิดการหมุนเวียน ยั่งยืนกว่าการแจกเงินคนละ 15,000 บาท คิดแล้วยังเสียดายเงินก้อนนั้นจริงๆ
ผมเขียนไปหลายครั้ง ไทยเราโชคดี แม้เจอวิกฤติโควิด-19 แต่เศรษฐกิจไทยยังดีกว่าประเทศอื่น ระบบธนาคารแข็งแรง มีเงินทุน สำรองสูง มีเงินสดล้นประเทศ เสียอย่างเดียว คือ มีรัฐบาลไม่เก่ง บริหารจัดการความมั่งคั่งที่มีอยู่ไม่เป็น แม้แต่เงินกู้ฟื้นฟูเศรษฐกิจแค่ 1 ล้านล้านบาท แจกทิ้งแจกขว้างไปหลายแสนล้านบาท จนถึงวันนี้ก็ยังใช้ไม่หมด
คุณกุลยา โฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังกำลังจะปรับตัวเลขจีดีพีใหม่ หลังจากจีดีพีไตรมาส 3 ติดลบ 6.4% น้อยกว่าที่คาด ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มเศรษฐกิจปี 63 จะขยายตัวดีกว่าเดิม ติดลบไม่ถึง 7.7% ส่วนปีหน้า 2564 มีแนวโน้มฟื้นตัวดีกว่าปีนี้ชัดเจน แต่อาจไม่ถึง 4.5% เพราะฐานปีนี้ดีขึ้นกว่าเดิม
ขนาด ไทยมีรัฐบาลไม่เก่ง จาก รัฐธรรมนูญ 2560 เพื่อต่อท่ออำนาจ ทำให้มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอ ตั้งคนไม่ดีเป็นรัฐมนตรีก็ได้ เศรษฐกิจไทยยังดีได้ขนาดนี้ ถ้า มีรัฐบาลเก่งเป็นประชาธิปไตย ป่านนี้ไทยทิ้งห่าง เวียดนาม ไปแล้ว ไม่ใช่ถูก เวียดนาม ทิ้ง.
“ลม เปลี่ยนทิศ”