
นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาก้าวสู่ปีที่ 10 สำนักข่าวออนไลน์ไทยพับลิก้า “ESG อนาคตประเทศสู่ความยั่งยืน” ในหัวข้อ ESG Empowering Sustainable Thailand’s Growth ว่าที่ผ่านมาประเทศไทยเติบโตโดยไม่ได้นึกถึงความยั่งยืนเท่าที่ควร เน้นการโตระยะสั้น และไม่ได้คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
เช่น การท่องเที่ยวที่เน้นจำนวนหัวและไม่ได้ดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสม ด้านสังคมการเติบโตส่วนใหญ่เกิดจากการกระตุ้นการใช้จ่าย โดยมาตรการรัฐที่เน้นก่อหนี้เป็นหลัก ทำให้ขณะนี้เกิดปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงมาก “ภาครัฐ ดัชนีการคอร์รัปชันของไทยอยู่ในระดับสูง ขณะที่สิงคโปร์อยู่อันดับที่ 4 และที่ผมรับไม่ได้คือ เราอยู่อันดับต่ำกว่าเวียดนาม และอินโดนีเซีย ด้านสิ่งแวดล้อมเราปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมาก เมื่อเทียบกับสัดส่วนของประเทศ และอนาคตเราเป็นประเทศที่จะถูกกระทบ จากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอย่างมาก อากาศที่ร้อนขึ้นกระทบต่อการทำเกษตร ขณะเดียวกันเราเป็นประเทศที่เสี่ยงน้ำท่วมเป็นอันดับ 7 ของโลก ที่ผ่านมาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ได้เห็นชัดเจนต่อเศรษฐกิจไทย โดยปี 54 ที่ไทยน้ำท่วมใหญ่ เศรษฐกิจโตเพียง 0.1% และปีหลังจากนั้น เราเจอภัยแล้งต่อทันที ทำให้ช่วงนั้นรายได้ภาคเกษตรหายไปราว 15,000 ล้านบาท ดังนั้นหากเราต้องการเติบโตแบบยั่งยืน เราต้องเปลี่ยนการเติบโตของประเทศเราใหม่”
ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวต่อว่า ข้อความแรกที่จะส่งคือจากนี้เศรษฐกิจไทยต้องคำนึงถึงการเติบโตแบบยั่งยืนมากขึ้น หรือทำให้การเติบโตแบบยั่งยืนนี้ มาเป็นหนึ่งในเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย และธุรกิจที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน ก็เป็นทิศทางที่เศรษฐกิจไทยจะต้องเดินไปอยู่แล้ว โดยภาคส่วนแรกคือ การเติบโตด้วยธุรกิจสุขภาพ การสร้างเสริมบริการทางสุขภาพที่ดี ซึ่งเป็นทิศทางที่เหมาะสมกับไทย เพราะเราสามารถคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดี เป็นที่ยอมรับในด้านการแพทย์ ขณะที่การท่องเที่ยวสามารถสอดรับกับเรื่องนี้เน้นคุณภาพของนักท่องเที่ยวให้มาอยู่นานขึ้น ใช้จ่ายมากขึ้น หรือกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สามารถทำงานทุกที่ได้ ซึ่งอยากมาใช้ชีวิตในประเทศไทย รวมทั้งเน้นการดูแลสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติของการท่องเที่ยวมากขึ้น
ขณะที่อุตสาหกรรมอาหารต้องทำให้เป็นออร์แกนิก ปลอดสารพิษมากขึ้น เป็นการเพิ่มมูลค่าสินค้า รวมทั้งภาคการเกษตรของไทย ขณะที่ต้องเปลี่ยนอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวโน้มอนาคตที่กำลังเกิดขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมที่เป็นการส่งออกหลักของเรา 3 ตัวคือ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเคมี ก็ต้องเปลี่ยนแปลงเช่นกัน เพราะมีคำถามเกี่ยวกับการสูญเสียทรัพยากร ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น ทำให้การเติบโตแบบเดิมๆ ไม่สามารถขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจได้อีก
สำหรับในส่วนของผู้ดูแลนั้น ธปท.ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาด หลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และกระทรวงการคลัง เพื่อเดินแนวทางนี้ด้วยกัน โดย ธปท.ผลักดันให้ธนาคารพาณิชย์ลงนามในมาตรฐานการเติบโตของธนาคารที่ยั่งยืน และการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
“ข้อความที่ 2 ที่ผมอยากส่งคือการเปลี่ยนแปลงสู่การเติบโตแบบยั่งยืนนี้ อยากให้เอกชนทำด้วยตัวเองได้เลยและทำทันที ไม่จำเป็นต้องรอภาครัฐ เพราะเอกชนไทยมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำ และสามารถหาแนวทางในการเติบโตที่เหมาะสมกับธุรกิจของตนเองได้ดีกว่า ผมไม่คิดว่ากลไกที่จะนำไปสู่การเติบโตแบบยั่งยืนจะนำโดยภาครัฐ ที่ผ่านมาเมื่อมีปัญหาเรารอให้รัฐแก้ไข ซึ่งบางครั้งเป็นการซ้ำเติมปัญหามากกว่าการแก้ปัญหา เพราะการสั่งการ หรือการออกมาตรการมาบังคับ เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง อาจก่อปัญหามากขึ้น เพราะภาครัฐอาจไม่มีความเชี่ยวชาญหรือมีข้อมูลไม่เพียงพอ และที่ผ่านมากฎเกณฑ์ภาครัฐจำนวนมากเป็นปัญหาต่อการดำเนินธุรกิจของไทย”
นายเศรษฐพุฒิกล่าวต่อว่า การสร้างการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เกิดการเติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งทุกภาคส่วน รวมทั้งผู้กำกับดูแลในภาคการเงินทั่วโลกกำลังทำอยู่ เช่น การให้สินเชื่อโดยต้องมีแบบทดสอบด้านภูมิอากาศ หรือสิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจจะยากและต้องใช้เวลา ดังนั้น อยากให้เอกชนกำหนดแนวทางในการเติบโตในทิศทางของตนเองมากกว่าที่จะให้รัฐเป็นตัวนำ
“ข้อความสุดท้ายที่อยากส่งให้วันนี้ ยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงสู่การเติบโตแบบยั่งยืนอาจไม่ง่าย แต่ทำได้ ผมเชื่อว่า ได้มีการเปลี่ยนความคิดหลักของการทำธุรกิจไปแล้ว จากเดิมภาคธุรกิจที่มองเพียงผู้ถือหุ้นและกำไรเป็นหลัก แต่ขณะนี้ธุรกิจใหญ่ในสหรัฐฯเปลี่ยนเป็นแนวคิดว่า ทุกคนทั้งผู้ถือหุ้น พนักงานและลูกค้าเป็นความสำเร็จของธุรกิจ ดังนั้นเมื่อบริษัทใหญ่เปลี่ยนแนวคิด ประเทศไทยก็มีโอกาสทำได้ หากมองย้อนวิกฤติปี 40 ขณะนี้เรามีธรรมาภิบาลที่ดีขึ้นมาก ทั้งธรรมาภิบาลภาคเอกชนและภาครัฐ มีความโปร่งใสขึ้น วิกฤติโควิด-19 ครั้งนี้ก็เช่นกันเป็นโอกาสที่เราจะเปลี่ยนเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมของประเทศสู่การเติบโตที่ยั่งยืนและพลิกเศรษฐกิจไทยให้ดีกว่าเดิมได้”.