จดหมาย "เศรษฐา" ถึงนายกฯ หลังวิกฤติโควิด เสนอวัคซีนฟื้นเศรษฐกิจ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

จดหมาย "เศรษฐา" ถึงนายกฯ หลังวิกฤติโควิด เสนอวัคซีนฟื้นเศรษฐกิจ

Date Time: 28 พ.ค. 2563 08:50 น.

Summary

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลง ณ วันที่ 18 พ.ค.2563

Latest

ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

เศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ได้จัดทำจดหมายเปิดผนึกถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ลง ณ วันที่ 18 พ.ค.2563 ถึงเรื่องการให้ความร่วมมือระดับชาติ เพื่อเอาชนะการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ไปด้วยกันทั้งประเทศ ตามรายละเอียดดังนี้

วิกฤติที่เกิดจากเชื้อโควิด-19 (COVID-19) ครั้งนี้นับเป็นวิกฤติสังคมและเศรษฐกิจที่ผมคิดว่ารุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยและประวัติศาสตร์โลก เป็นความท้าทายอันหนักหน่วงของท่านนายกรัฐมนตรีและทีมงานซึ่งมองผ่านเลนส์คนทำธุรกิจ ผมเห็นด้วยกับแนวทางการรับมือในช่วงที่ผ่านมา โดยสามารถตัดสินใจได้ค่อนข้างเฉียบขาดและดำเนินมาตรการที่แรงและเร็ว เปรียบเหมือนฉีดยารักษาโรคให้แรงไว้ก่อน จะมีผลข้างเคียงเล็กๆน้อยๆ ค่อยมารักษากันภายหลัง

พอได้เห็นมาตรการเหล่านี้เริ่มส่งผลในทางที่ดี ผมจึงตั้งใจเขียนจดหมายเปิดผนึกนี้ถึงท่านนายกฯ เพื่อนำเสนอวัคซีนสูตรที่สอง ที่จะช่วยเสริมความเร็วและความแรง เพื่อกระตุ้นระบบเศรษฐกิจอันยวบยาบในระยะสั้นและกลาง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

1.การลดภาษี มาตรการที่จะใส่เงินเข้ามือประชาชนตรงที่สุด คือการลดภาษีบุคคลธรรมดา ที่นอกจากเพิ่มกำลังซื้อแล้ว ยังเพิ่มแรงจูงใจให้คนทำงานมากขึ้น เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (productivity) อีกทางหนึ่ง ซึ่งเมื่อมีเงินก็มีการจับจ่ายใช้สอย เกิดการบริโภค การผลิต การจ้างงาน ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ซึ่งเรื่องลดภาษีนี้รัฐบาลเคยพูดไว้ตอนหาเสียง ถ้ายังอยู่ระหว่างการพิจารณาระบบภาษีทั้งระบบที่จะทำให้มีฐานภาษีที่กว้างและเป็นธรรม ควรต้องเร่งให้เร็ว อย่ารอช้า

2.ภาคการเกษตร ที่มีมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงและนับเป็นภาคอุตสาหกรรมที่สำคัญต่อประเทศ ควรมีมาตรการช่วยประกันราคาพืชผลให้เกษตรกร โดยเฉพาะผลผลิตทางการเกษตรหลักๆ ที่มีผลผลิตสูงสุด 5 อันดับ คือ ข้าว ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง และอ้อย รัฐบาลต้องรับภาระตรงนี้ไปก่อนอย่างน้อย 2 ปี เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กลับไปสร้างผลิตผลทางการเกษตร แทนที่จะรอเงินช่วยเหลืออย่างเดียว

เร่งช่วยท่องเที่ยวด่วน

3.การท่องเที่ยว หนึ่งในอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบสูงสุด ควรดูแลอย่างใกล้ชิด ต้องประสานให้ดี ทันทีที่ทางสาธารณสุขส่งสัญญาณว่าสามารถผ่อนคลายได้ อย่างแรกที่ต้องทำเลยคือ ต้องเพิ่มการหักลดหย่อนภาษีสำหรับการท่องเที่ยวในประเทศ และขยายเวลาให้สามารถลดหย่อนต่อเนื่องไป 3 ปี ไม่ใช่แค่เป็นช่วงสั้นๆ ตามเทศกาลเท่านั้น ทำแบบนี้ภาคธุรกิจก็จะสามารถวางแผนการปรับตัวได้

4.จากบทบาทในการจัดการโควิด-19 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าระบบสาธารณสุขไทยค่อนข้างมีประสิทธิภาพที่ดี ดังนั้นรัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจและดึงนักท่องเที่ยวกลับมา อย่างตลาดนักท่องเที่ยวจีนหรืออินเดีย ต้องเร่งพิจารณามาตรการยกเว้นการขอวีซ่า

นำเสนอมาถึงตรงนี้จะไม่พูดถึงอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ก็คงไม่ได้ ซึ่งผมต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้ต้องการสร้างประเด็นเพื่อประโยชน์กับกลุ่มธุรกิจนี้แต่อย่างใด แต่ไม่มีใครปฏิเสธว่าอสังหาฯเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณได้สูงมากอุตสาหกรรมหนึ่ง เนื่องจากเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการจัดซื้อและจัดจ้างในหลายภาคตามมา ดังนั้นมาตรการภาษีและดอกเบี้ยต่างๆที่เกี่ยวกับธุรกรรมการซื้อขายอสังหาฯ รัฐบาลต้องมองให้ทะลุ ซึ่งผมมีข้อเสนอเพิ่มเติมต่อจากด้านบนดังนี้

ลดหย่อนภาษีช่วยได้

5.การพิจารณาลดหย่อนภาษีให้กับคนซื้อบ้านหลังแรกเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันให้ที่ 2 แสนบาท ในปีที่โอนกรรมสิทธิ์ปีเดียว ให้เพิ่มไปได้สูงสุด 1-3 ล้านบาทเป็นไปได้หรือไม่ เพราะจำนวนเงินสุทธิที่เข้ากระเป๋าของผู้บริโภคแท้ที่จริงแล้วขึ้นกับอัตราภาษีเงินได้ของเขาในปีนั้น ลดหย่อนรายจ่ายซื้อที่อยู่อาศัย 2 แสนบาท จำนวนเงินที่เข้ากระเป๋าผู้บริโภคจริงๆจะน้อยมาก เทียบเท่ากับ 2 แสนบาทคูณด้วยอัตราภาษี

6.เพิ่มการลดหย่อนเงินประกันสินเชื่อบ้าน หรือชื่อเต็มๆว่า ประกันชีวิตคุ้มครองสินเชื่อ (MRTA) เป็นการทำประกันที่มีจุดประสงค์อยู่ที่การประกันความเสี่ยงให้กับผู้กู้ ซึ่งในกรณีนี้คือสินเชื่อบ้านทำให้แม้ว่าจะเกิดเหตุต่อชีวิตผู้กู้ก็ไม่กระทบต่อการผ่อนชำระสินเชื่อบ้าน เพราะบริษัทรับประกันจะทำหน้าที่ผ่อนชำระแทน ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาปล่อยสินเชื่อง่ายขึ้น รัฐน่าจะยื่นมือเข้ามาช่วยสนับสนุนส่วนนี้ แต่หากเป็นการลดหย่อนดอกเบี้ย ลดค่าธรรมเนียมการโอน ค่าธรรมเนียมการจดจำนอง เรื่องพวกนี้ไม่จำเป็นเพราะผู้ประกอบการเตรียมเอามาจัดเข้าไปเป็นโปรโมชันอยู่แล้ว

7.ยกเลิกมาตรการ LTV สถานการณ์ตลาดตอนนี้ไม่มีใครเก็งกำไรแล้ว และคงไม่ใช่สภาวะที่อสังหาฯจะทำให้ฟองสบู่แตกได้ ผมต้องเรียนว่าผลกระทบของการที่จะสกัดการเก็งกำไร เสียหายลามมาถึงกลุ่มความต้องการซื้ออยู่เอง โดยเฉพาะคนที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยหลังที่ 2 และที่สำคัญส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจในวงกว้าง ซึ่งเริ่มมีสัญญาณที่ไม่ดีตั้งแต่ก่อนที่จะเกิดวิกฤตินี้ด้วยซ้ำ

8.มาตรการทั้งหมดที่พูดมา ต้องอาศัยมาตรการการเงินการคลังที่ผ่อนคลายแบบไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าจะมีการลดดอกเบี้ยมาต่อเนื่อง แต่สุดท้ายจะยังไม่พอสำหรับสถานการณ์ที่ไม่ปกติขนาดนี้ เงินฝากของเศรษฐีที่ถูกเก็บอยู่ในธนาคารต้องนำกลับออกมาเพื่อหมุนเวียนในระบบให้มากที่สุด เพื่อให้เกิดการลงทุน การจ้างงาน และเช่นกันการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณที่ตามมา ต้องคิดว่าเป็นการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมเมื่อวิกฤติจบไป

ประคองตลาดแรงงาน

9.โจทย์ที่สำคัญที่สุดอันหนึ่งตอนนี้คือ ทำอย่างไรให้มีการเลิกจ้างงานน้อยที่สุด ทั้งนี้ตลาดแรงงานไทยมีการจ้างงานนอกระบบและในกลุ่ม SMEs สูงมาก ซึ่งกลุ่มนี้มีความเปราะบางต่อการถูกเลิกจ้าง อย่าลืมว่ายังไม่ได้พูดถึงกลุ่มนักศึกษาจบใหม่กว่า 300,000-400,000 คน พวกเขาจะหางานทำที่ไหนในสภาวะแบบนี้ ท่านนายกฯ ต้องเรียกเจ้าของธุรกิจอันดับต้นๆของประเทศมาชี้แจงถึงความจำเป็นในการคงการจ้างงานและห้ามเลิกจ้างโดยเด็ดขาด ถือเป็นหน้าที่ของภาคธุรกิจที่ต้องช่วยประคองตลาดแรงงานไปด้วยกัน นอกจากนี้รัฐบาลสามารถช่วยรับมือกับปัญหาว่างงาน ด้วยการสั่งหน่วยงานราชการจ้างคนเพิ่มให้มากที่สุดก็เป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นประจำหรือชั่วคราว

“ถึงเวลาแล้วที่เราจะให้ความสำคัญกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ และการลดความเหลื่อมล้ำมากกว่าเสถียรภาพทางการเงิน ผมจึงขอเสนอให้ทางหน่วยงานภาครัฐ “do whatever it takes” หรือ “จัดเต็มให้เร็วและแรง” เพื่อสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจแบบทวีคูณ ผ่านการกระตุ้นปัจจัยทางอุปสงค์เพื่อให้เกิดกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่กิจกรรมต่อเนื่องทางเศรษฐกิจอื่นๆ”

10.อีกเรื่องหนึ่งที่อาจจะเป็นแนวคิดใหม่ๆ อาจจะขัดต่อความเข้าใจเดิมๆอยู่ แต่ในสถานการณ์ที่ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความสามารถในการรับมือกับปัญหา และคว้าเอาโอกาสที่ผ่านเข้ามาให้ทันท่วงทีมีความสำคัญ และเป็นปัจจัยในการอยู่รอดของธุรกิจน่าจะต้องทำ อย่างเรื่องกระบวนการเพิ่มทุนออกหุ้นใหม่ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งผมรู้สึกว่าเป็นอุปสรรคต่อการจัดการ เพราะขั้นตอนที่ค่อนข้างมาก และใช้เวลาเฉลี่ยประมาณ 45-60 วัน ซึ่งอาจทำให้กิจการพลาดโอกาสดีๆไป

อย่างที่ผมบอกในตอนต้นเรื่องนี้ฟังดูแล้วอาจจะขัดกับความรู้สึก หรือตรรกะที่เราเคยเรียนมา แต่ผมเชื่อว่าในเรื่องนี้มีจุดที่สมดุลที่สามารถทำให้เกิดประโยชน์ได้กับทั้งตัวกิจการ และผู้ถือหุ้นของบริษัท และเป็นเรื่องจำเป็นเพื่อความคล่องตัวในการบริหารเงินทุนกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วแบบที่เป็นอยู่ทุกวันนี้

บัญญัติ 10 ประการที่ผมชี้แจงไปนี้เป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด ที่น่าจะช่วยเสริมแนวทางของรัฐบาล ที่ใช้กระสุนที่มีให้หนัก แรง และเร็ว ซึ่งจะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมาอีกครั้ง ซึ่งถ้าการขยายตัวทางเศรษฐกิจกลับมาเร็วเท่าไหร่ก็จะทำให้ภาครัฐกลับมามีรายได้ แต่ที่สำคัญกว่านั้นจะช่วยมีการจ้างงาน และประชาชนมีรายได้.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ