
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยในพิธีเปิดงาน “Thailand Rubber Expo 2019” ว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมยางของไทยกำลังเผชิญกับความท้าท้ายจากภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศที่เป็นตลาดหลักยางพาราที่ไทยต้องพึ่งพาเพื่อการส่งออก เช่น สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป มีการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ รวมทั้งจีนที่ต้องการเป็นศูนย์กลางสินค้ายางพาราระดับโลก มีการลงทุนปลูกยางในประเทศอื่นเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งจะทำให้จีนสามารถเพิ่มผลผลิตยางพาราเพื่อใช้ภายในประเทศมากขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการนำเข้าของไทยได้
“ประเทศไทยต้องทำงานเชิงรุกเพื่อแสวงหาและขยายไปยังตลาดใหม่ที่มีศักยภาพอื่นๆ เช่น อินเดีย ตุรกี เยอรมนี โดยเฉพาะแอฟริกาที่กำลังพัฒนา มีการก่อสร้างถนน อาคารต่างๆ จำนวนมาก จะเป็นโอกาสของไทยหากสามารถเจาะตลาดได้ก่อน” พล.อ.ประยุทธ์กล่าว
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อผลักดันให้ราคายางสูงขึ้น กระทรวงเกษตรฯร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ หาตลาดส่งออกมากขึ้น ควบคู่ไปกับการใช้ในประเทศ โดยในส่วนของกรมชลประทานคาดว่าจะใช้ยางในการปรับปรุงซ่อมอ่างเก็บน้ำรวมทั้งถนน 10,000 ตัน ส่วนราคายางขณะนี้ปรับเพิ่มขึ้นแล้วแต่ไม่มาก เป็นลักษณะค่อยๆปรับทีละน้อย ซึ่งก็เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นก็อยากเห็นราคายางที่เกินกว่ากิโลกรัมละ 50 บาทขึ้นไป
นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ทางสถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยได้แจ้งว่า มีบริษัทเอกชนจีนจะเข้ามาลงทุนด้านยางพาราในโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) เป็นการลงทุนขนาดใหญ่ที่ใช้ยางพารามากกว่าปีละ 200,000 ตัน.