ปรับแผนผลิต "แบร์ริเออร์" "ศักดิ์สยาม" ยกธงยอมรับต้นทุนแพงขึ้น 2,000%

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ปรับแผนผลิต "แบร์ริเออร์" "ศักดิ์สยาม" ยกธงยอมรับต้นทุนแพงขึ้น 2,000%

Date Time: 29 ส.ค. 2562 08:50 น.

Summary

“ศักดิ์สยาม” ยอมปรับนโยบายแบร์ริเออร์ที่ผลิตจากยางพาราเหตุพบต้นทุนการผลิตสูงถึง 2,000% กลับลำหันไปทำเพียงยางหุ้มแบร์ริเออร์-ลวดสลิงแทน โดยกำหนดรองรับความเร็วกันกระแทกชนที่ระดับ 150 กม.ต่อชม.

Latest

10 ล้านแรงงานไทยเสี่ยงตกงาน  AI–EV เร่งดิสรัปชันจี้สร้างเศรษฐกิจชุมชน

“ศักดิ์สยาม” ยอมปรับนโยบายแบร์ริเออร์ที่ผลิตจากยางพารา เหตุพบต้นทุนการผลิตสูงถึง 2,000% กลับลำหันไปทำเพียงยางหุ้มแบร์ริเออร์-ลวดสลิงแทน โดยกำหนดรองรับความเร็วกันกระแทกชนที่ระดับ 150 กม.ต่อชม.

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยหลังการประชุมทบทวนปริมาณ การใช้ยางพาราในโครงการก่อสร้างของกระทรวงคมนาคมปี 2563 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกยางพาราที่ประสบปัญหาราตกต่ำ ว่าที่ประชุมได้มีมติที่จะให้นำยางพารา มาใช้เป็นส่วนผสมในการผลิตอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ด้านการคมนาคมขนส่งเพิ่มมากขึ้น ในหลายๆรูปแบบทั้งทางถนน ทางรถไฟและทางน้ำ

สำหรับทางถนน ได้สั่งให้มีการยกเลิกการจัดทำเกาะกลางถนนของกรมทางหลวง (ทล.) และกรมทางหลวงชนบท (ทช.) ประจำปีงบประมาณ 2563 ทั้งหมด และให้นำอุปกรณ์ความปลอดภัย มาใช้กั้นถนนแทน ซึ่งที่ประชุมมีมติ 2 ทางเลือก คือ จัดทำแบร์ริเออร์ปูนซีเมนต์หุ้มด้วยยางพารา หรือจัดทำลวดสลิงหุ้มด้วยยางพาราแทน ส่วนการจัดทำแบร์ริเออร์ยางพาราทั้งอัน พบว่ามีต้นทุนที่สูงเกินไป

ดังนั้น จึงได้สั่งการให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกลับศึกษาข้อดี ข้อเสียของอุปกรณ์ทั้ง 2 ชนิด, ขั้นตอนการขอตรวจรับรองมาตรฐานความปลอดภัย อุปกรณ์ซึ่งอาจต้องไปตรวจรับรองที่ประเทศเกาหลีใต้ รวมทั้งประสานไปยังกรมบัญชีกลาง เพื่อให้กรมบัญชีกลาง กำหนดราคากลางอุปกรณ์ ความปลอดภัยทั้ง 2 ชนิดด้วย และให้นำผลการศึกษากลับมาเสนอให้ตนพิจารณาตัดสินใจในต้นเดือน ก.ย.นี้

ขณะที่ผลการศึกษาที่จะต้องตอบในประเด็นที่สำคัญ คือ ราคาต้องไม่แพง, ก่อสร้างได้รวดเร็ว, มีความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล รวมทั้งต้องสามารถช่วยเหลือ เกษตรกรชาวสาวนยางได้ นอกจากนั้นต้องมี การถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ทันสมัยให้ชาวสวนยาง ให้สามารถผลิตน้ำยางข้น ได้ตามมาตรฐานและขายตรงให้กับ ทช. และ ทล. ได้เอง โดยไม่ผ่านบริษัทหรือโรงงาน เพื่อให้เงินตกถึงมือเกษตรกรโดยตรง

“ผลการศึกษาเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์แบร์รี่เออร์ปูนซีเมนต์หุ้มยางพารา และลวดสลิงหุ้มยางพารา มีสัดส่วนการใช้ยางพาราได้มากถึง 95% ถือว่ามากกว่าการนำยางพาราไปทำถนนในปัจจุบัน ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ยางพาราเพียงแค่ 5%เท่านั้น ทำให้ที่ผ่านมาเรา มีปริมาณการใช้น้ำยางสดในการทำถนนน้อยมาก โดยปีงบประมาณ 2562 ทล. และทช. ใช้ปริมาณน้ำยางสดรวมกันเพียง 34,300 ตันเท่านั้น และที่สำคัญเงินไม่ถึงมือเกษตรกรด้วย ซึ่งในอนาคตอาจจำเป็นต้องลดการทำถนนยางพาราลงด้วย”

ทั้งนี้ หากสามารถนำน้ำยางดิบมาผลิตเป็นแบร์รี่เออร์หรือสลิง ก็จะทำให้ภาครัฐมีสัดส่วนการใช้ปริมาณยางพาราเพิ่มมากขึ้น จึงได้ตั้งเป้าหมายว่าจะใช้ไม่ต่ำกว่าปีละ 200,000 ตัน เพื่อช่วยดึงราคายางพาราให้สูงขึ้นได้ ส่วนการรองรับการกระแทก ได้กำชับว่า ต้องให้รองรับความเร็วของการขับขี่รถยนต์ที่ระดับ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

“ขณะนี้มีถนนของ ทล. และ ทช.ที่ยังไม่มีเกาะกลางถนน และสามารถเปลี่ยนเป็นแบร์ริเออร์หุ้มยางหรือรวดสลิงหุ้มยางได้รวม 2,203 กิโลเมตร แบ่งออกเป็นถนน ทล. 1,994 กิโลเมตร และทช.209 กม. และที่ประชุมยังมีการพิจารณาแนวทาง การนำยางพารามาใช้ในวัสดุอื่นๆอีก เช่น ยางกันกระแทกท่าเรือ แผ่นรองรางรถไฟ เสาหลักนำทาง เสาป้ายจราจร หลักกิโลเมตรย่อย เสาล้มลุก ขอบคันหินทางเท้า แผ่นทางเท้า”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่นายศักดิ์สยาม ได้สั่งปรับเปลี่ยนจากการใช้แบรร์รี่เออร์ยางพารา เป็นแบรร์ริเออร์เคลือบยางพารามาทำเกาะกลางถนนแทน เพราะจากผลการศึกษาของ ทล. ปรากฏว่าหากนำยางพารามาเป็นส่วนประกอบ ในการผลิตแบร์เออร์ยางพารา ทั้งอันทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาก ส่งผลให้แบร์ริเออร์ยางพาราทั้งอัน มีราคาสูงกว่าแบร์ริเออร์ปัจจุบัน ที่ทำจากปูนซีเมนต์มากถึง 2,000% โดยแบร์ริเออร์ปูนซีเมนต์ราคาอยู่ที่ 2,000 บาทต่อเมตร

สำหรับ แบร์ริเอร์ยางพาราอยู่ที่ 42,000 บาทต่อ เมตร ส่วนอุปกรณ์อื่นๆ ก็จะมีราคาเพิ่มขึ้นดังนี้ เช่น หลักกิโลเมตร ราคาจะเพิ่มจาก หลักละ 500 บาท เป็น 1900 บาท เสาป้ายจราจร เพิ่มจากต้นละ 1050 บาท เป็น 5000 บาท เสาหลักนำทาง เพิ่มจากหลักละ 750 บาท เป็น 1950 บาท เสาล้มลุกจะลดลงจากต้นละ 1774 บาท เหลือ 700 บาท เป็นต้น.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ