
น.ส.ชุติมา บุณยประภัศร รมช.พาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ว่าที่ประชุมได้พิจารณาข้อเสนอมาตรการดูแลราคายา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ ของคณะอนุกรรมการพิจารณากำหนดมาตรการยาและเวชภัณฑ์ บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล โดยได้มีมติเห็นชอบกำหนดมาตรการให้โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า ผู้จำหน่ายต้องแจ้งราคาซื้อขายให้แก่กรมการค้าภายใน (คน.) เพื่อเผยแพร่ราคาจำหน่ายของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่งผ่านเว็บไซต์กรม และให้โรงพยาบาลเอกชนจัดแสดง QR Code ไว้ให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลได้ ส่วนกรณีที่โรงพยาบาลจะเปลี่ยนแปลงราคายา เวชภัณฑ์และค่าบริการทางการแพทย์ ต้องแจ้งให้ คน.ทราบก่อนปรับราคาไม่น้อยกว่า 15 วัน
“การแจ้งราคาซื้อขายยา จะนำร่องรายการยาที่อยู่ในบัญชีของ UCEP (นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่) ที่มีรายการยาที่จำเป็น 3,892 รายการ จากบัญชียาและรหัสยามาตรฐานของไทย (TMT) ที่มีอยู่ 30,103 รายการ เพราะถือเป็นยาที่คนใช้มากและเป็นยาจำเป็น แต่ต่อไปจะดูรายการยาที่จำเป็นอื่นๆ ที่อยู่นอกเหนือจากบัญชี UCEP เพิ่มเติม สำหรับการประกาศราคาซื้อขายยาในเว็บไซต์ จะเป็นการแจ้งให้ผู้บริโภคทราบว่าราคาขายยาของโรงพยาบาลเอกชนแต่ละแห่ง หากพบว่าราคาสูงไปกว่าที่แจ้งไว้สามารถร้องเรียนเพื่อดำเนินการตามกฎหมายได้”
นอกจากนี้ กกร.ยังได้มีมติให้โรงพยาบาลเอกชนจะต้องจัดทำใบสั่งยาตามมาตรฐานการประกอบวิชาชีพเวชกรรมและใบแจ้งราคายา โดยจะต้องมีการระบุชื่อยา ทั้งที่เป็นชื่อทางการค้า ชื่อทางวิทยาศาสตร์ และระบุราคายาแต่ละชนิดด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยานอกโรงพยาบาลได้
ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน (คน.) กล่าวว่า กรมในฐานะฝ่ายเลขานุการ กกร. จะยกร่างประกาศ และนำลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้ และเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว หากไม่ปฏิบัติตามจะมีโทษตามกฎหมาย คือ ไม่แจ้งราคาซื้อขาย มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และกรณีไม่ปฏิบัติตามระเบียบในเรื่องใบสั่งยา มีโทษจำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนั้น คน.เตรียมเชิญ รพ.เอกชน 70 รายมาร่วมแก้ไขปัญหาราคายาสูงเกินจริง เพราะจากการตรวจสอบพบว่าบางรายสูงถึง 800-900%.