
สศค.ปรับลดเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้เหลือ 3.8% จากเดิม 4% หลังการค้าโลกชะลอตัว ฉุดส่งออกไทยเดี้ยง พร้อมชง “ครม.” วันนี้ (30 เม.ย.) เคาะมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เชื่อดันเติบโตได้อีก 0.1% พร้อมคาดเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังสดใส หลังการลงทุนภาครัฐเริ่มเห็นผล
นายลวรณ แสงสนิท ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทย (จีดีพี) ปี 62 เหลือเพียง 3.8% ชะลอลงจากปี 61 ซึ่งขยายตัว 4.1% และลดลงจากคาดการณ์เดือน ม.ค.62 ที่คาดขยายตัว 4% โดยเป็นผลมาจากภาวะการค้าโลกชะลอตัว ความต้องการซื้อสินค้าของต่างชาติลดลง ส่งผลให้การส่งออกไทยลดลงตาม และ สศค.ได้ปรับลดเป้าหมายส่งออกไทยปีนี้เหลือ 3.4% จากเดิมคาด 4.5% รวมทั้งผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน ที่ยังไม่ชัดเจน ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงต้องออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ และจะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาวันที่ 30 เม.ย.นี้ คิดเป็นวงเงินงบประมาณที่ใช้ดำเนินการกว่า 10,000 ล้านบาท คาดว่า จะผลักดันให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นได้ 0.1%
“ยังตอบไม่ได้ว่า รัฐบาลจะเลือกมาตรการใด เพราะแต่ละมาตรการมีต้นทุนต่างกัน และรัฐบาลต้องคำนึงถึงเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ด้วย โดยมาตรการที่ สศค.เสนอ จะไม่ใช้ยาแรงแบบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะแค่มาตรการพยุงเศรษฐกิจ ก็น่าจะเพียงพอแล้วถ้าถูกนำไปใช้อย่างตรงจุด”
นอกจากนี้ การที่ต้องเร่งออกมาตรการพยุงเศรษฐกิจ เนื่องจากหากปล่อยให้เศรษฐกิจตกต่ำไปมากกว่านี้ และออกมาตรการแก้ไขปัญหาภายหลัง จะใช้งบประมาณมากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม สศค.มองว่า ครึ่งแรกของปี 62 เศรษฐกิจไทยจะเติบโต 3% ส่วนครึ่งปีหลังจะเติบโต 4.5-4.6% และหากการส่งออกไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้น และเติบโตมากกว่า 3.4% คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ถึง 4% ตามเป้าหมาย โดยได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนโครงการต่างๆของภาครัฐจะเริ่มเห็นผล โดยเฉพาะโครงการร่วมลงทุนของภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) รวมถึงการบริโภคภาคเอกชนที่คาดขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากรายได้ครัวเรือนนอกภาคการเกษตรที่ปรับตัวดีขึ้นจากการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น
“แต่ต้องติดตามทิศทางเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด แม้จะมีมาตรการพยุงเศรษฐกิจแล้ว เพราะเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก เช่น นโยบายกีดกันทางการค้า ความผันผวนของตลาดเงินโลก และอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนปัจจัยภายในประเทศยังมีสัญญาณที่ดี เช่น การลงทุนภาครัฐและเอกชน ภาคการท่องเที่ยว เป็นต้น”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มาตรการพยุงเศรษฐกิจที่จะเสนอให้ ครม.พิจารณาวันที่ 30 เม.ย.62 คาดว่าจะมี 7 มาตรการ เช่น 1.ขยายเวลามาตรการลดหย่อนภาษีท่องเที่ยวเมืองรองที่สิ้นสุดเดือน ธ.ค.61 โดยจะขยายไปถึงการท่องเที่ยวเมืองหลัก โดยให้นำค่าใช้จ่ายจากค่าที่พักและการเดินทาง มาหักค่าลดหย่อนภาษีได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคนมาตรการ 2 จะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ วงเงิน 13,000 ล้านบาท ประกอบด้วย กลุ่มที่มีบุตรกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาคนละ 500 บาท เพื่อซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน ในเดือน พ.ค.นี้ จำนวน 2.6 ล้านคน, กลุ่มเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 4 ล้านคน จะได้รับเงินซื้อปุ๋ย 1,000 บาท, กลุ่มคนพิการ 1 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มคนละ 200 บาท และกลุ่มคนจนที่ขึ้นทะเบียนไว้ 14.5 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มขึ้นเป็นคนละ 500 บาท เพื่อซื้อของผ่านร้านธงฟ้าประชารัฐ โดยมาตรการนี้รวมกันจะใช้งบประมาณ 13,000 ล้านบาท เป็นต้น.