11 วิสัยทัศน์ 11 มุมมอง เศรษฐกิจ'62 "ปีใหม่...ไม่จี๊ด"

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

11 วิสัยทัศน์ 11 มุมมอง เศรษฐกิจ'62 "ปีใหม่...ไม่จี๊ด"

Date Time: 31 ธ.ค. 2561 05:01 น.

Summary

ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยถูกเหวี่ยงขึ้นไปถึงจุดสูงสุด โดยการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 4.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และเริ่มเห็นอานิสงส์หรือเม็ดเงินจากภาคการส่งออก

Latest

ไทยปิดดีล EFM 2026 สวยหรู ดึง 10 กองถ่ายต่างชาติเข้าไทยลงทุนทะลัก

เศรษฐกิจไทยปี 2561 ถือเป็นปีแห่ง “ความผันผวน” !!!

ครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยถูกเหวี่ยงขึ้นไปถึงจุดสูงสุด โดยการขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 4.8% จากระยะเดียวกันของปีก่อน และเริ่มเห็นอานิสงส์หรือเม็ดเงินจากภาคการส่งออก และท่องเที่ยวที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปี 2560 ที่ผ่านมา กระจายลงไปสู่เศรษฐกิจฐานรากมากขึ้น ทำให้การอุปโภคและบริโภค และการลงทุนของไทยมีทิศทางที่ดีขึ้น

แต่ในครึ่งปีหลังกลับกลายเป็นหนังคนละม้วน เมื่อผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน กระทบการส่งออกของไทยเร็วกว่าที่คิด ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวถูกกระทบอย่างหนัก จากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีน หลังเหตุการณ์เรือท่องเที่ยวล่มที่ จ.ภูเก็ต ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 ขยายตัวได้เพียง 3.3%

ขณะที่ในไตรมาสที่ 4 เศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นกว่าไตรมาสที่ 3 แต่การส่งออกที่ยังมีทิศทางชะลอตัวต่อเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลของสงครามการค้า และการท่องเที่ยวไทยที่ยังไม่ฟื้นตัว

จากการคาดการณ์เดิมที่เกือบทุกสำนักมองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 4.5% ลดลงเหลือ 4-4.3%

ขณะที่ในปีใหม่ ปี 2562 จะหวังพึ่งการส่งออกและท่องเที่ยวได้ไม่มากนัก ได้แต่หวังว่า การอุปโภคและบริโภคภาคเอกชนที่ดีขึ้นจะช่วยจุดประกายการเติบโตให้ต่อเนื่องได้ ขณะที่เม็ดเงินที่เริ่มลงไปในระบบเศรษฐกิจจากการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และส่งผลต่อเนื่องถึงการลงทุนภาคเอกชนเป็นเชื้อเพลิงหลักที่จะช่วยขับเคลื่อน

นอกจากนั้น การเลือกตั้งในเดือน ก.พ.ปี 62 และการมีรัฐบาลใหม่ จะเป็นอีกตัวแปรที่สำคัญสำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปี 2562 โดยภาพรวมของเศรษฐกิจในปีหน้าอาจจะไม่ขยายตัวสูงเท่ากับปี 2561 โดยล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประมาณการเศรษฐกิจปีกุนว่าจะโตประมาณ 4%

ขณะที่ภาคส่วนอื่นๆใครจะมีมุมมองอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” สัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ทั้งจากหน่วยงานรัฐ องค์กรระหว่างประเทศ และภาคเอกชน เพื่อสะท้อน“การเติบโต และความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยในปี 62”

เกียรติพงศ์ อริยปรัชญา
นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสประจำประเทศไทย ธนาคารโลก

มุมมองธนาคารโลกต่อเศรษฐกิจไทย เศรษฐกิจไทยในปี 2561 ที่ผ่านมา เริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนของ “การเติบโตภายในประเทศ” ทั้งการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนที่ปรับตัวดีขึ้น รวมทั้ง การลงทุนภาครัฐและเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรารอคอยมาตั้งแต่ปี 2556 แล้วว่า “เมื่อไหร่การบริโภคจะกลับมา”

ขณะที่การลงทุนภาครัฐ ทั้งรถไฟทางคู่ ทางด่วนใหม่ และการลงทุนในเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งส่วนหนึ่งเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแล้ว จะเป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในครึ่งหลังของปี 2561 และปี 2562 โดยตามประมาณ การขณะนี้ ธนาคารโลกประเมินเศรษฐกิจปี 61 ว่าจะเติบโตได้ที่ 4.5% และปี 62 อยู่ที่ 3.9%

“ตัวเลขการขยายตัวในปีหน้า ที่คาดว่าจะโต 3.9% นั้น อาจจะต่ำกว่าปีนี้ แต่เมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจระยะปานกลาง ของไทยซึ่งอยู่ที่ 3.6% แล้ว ถือว่าเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างดี”

โดยมีความเสี่ยง 2 ประการที่มี ความเป็นห่วง คือ การค้าและการส่งออกโลกที่ชะลอตัว ซึ่งอาจจะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยชะลอตัวไปด้วย ซึ่งเราเริ่มมีผลกระทบต่อการส่งออกแล้วในไตรมาสที่ 3 ขณะที่อีกความเสี่ยงมาจากความไม่แน่นอนทางด้านนโยบาย โดยเฉพาะการลงทุนของรัฐ ส่วนที่ยังไม่เข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง

เพราะหากมองการลงทุนภาครัฐช่วงที่ผ่านมา จะพบว่าแต่ละโครงการใช้เวลานานมากกว่าดำเนินการได้สำเร็จ ขณะที่มองย้อนหลังไป 10 ปี ในช่วงที่มีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลใหม่จะมีการทบทวนโครงการขนาดใหญ่ของรัฐมาต่อเนื่อง ซึ่งหากเกิดความล่าช้า หรือไม่ต่อเนื่องจะกระทบต่อความมั่นใจในการลงทุนของภาคเอกชนได้

ไพบูลย์ นลินทรางกูร
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ทิสโก้ และประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ขณะที่มุมมองจากฝั่งตลาดทุน เศรษฐกิจไทยปี 2562 มีแนวโน้มชะลอลงเล็กน้อย โดยจะขยายตัวราว 4% โดยได้ปัจจัยในประเทศเป็นแรงสนับสนุนหลัก จากการบริโภคภาคเอกชนที่จะขยายตัวได้ดีตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล ทั้งการอัดฉีดเงินผ่านบัตรสวัสดิการคนจน และมาตรการช่วยเหลือทางด้านเกษตรต่างๆ รวมทั้งรายได้เกษตรกรที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีตามราคาข้าวที่ยังคงมีความต้องการจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนจะเพิ่มสูงขึ้น ตามความเชื่อมั่นของนักลงทุนภายหลังการเลือกตั้ง และเม็ดเงินลงทุนจำนวนมากของโครงการภาครัฐที่จะทยอยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจะช่วยดึงดูดการลงทุนภาคเอกชนให้ตามมาด้วย

อย่างไรก็ตาม ภาคต่างประเทศที่เป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงหลายปีที่ผ่านมา

มีแนวโน้มแผ่วลง การส่งออกมีแนวโน้มลดลงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า และสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ ขณะที่การท่องเที่ยวชะลอลงจากนักท่องเที่ยวจีนที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจจีนที่ชะลอลง และเงินหยวนที่อ่อนค่า

ส่วนแนวโน้มธุรกิจหลักทรัพย์นั้น ปีหน้าจะยังคงมีการแข่งขันสูง โดยเฉพาะการแข่งขันทางด้าน ราคา จากบริษัทหลักทรัพย์ที่เน้นนักลงทุนรายย่อยเป็นหลัก มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์มีแนวโน้มลดลงจากปีที่แล้ว จากสภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นที่ยังคงมีความผันผวนสูงจากหลายปัจจัยลบเดิมๆ ในต่างประเทศที่ยังไม่คลี่คลาย นอกจากนั้น ยังมีผลจากเสถียรภาพรัฐบาลที่น่าจะลดลงหลังการเลือกตั้ง เนื่องจากมีแนวโน้มสูงที่จะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรค

ลวรณ แสงสนิท
ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)

ด้านมุมมองจากคนทำนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สศค.มองเศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าจะเติบโตในระดับ 4% ซึ่งเป็นระดับ เดียวกับปีนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นการเติบโตที่เป็นบวกต่อเนื่อง แต่คงไม่หวือหวาแบบที่เคยเห็นว่าเศรษฐกิจไทยโต 7-8% อีกแล้ว เนื่องจากการเติบโตในระดับนี้ ถือว่าเติบโตได้เต็มศักยภาพ

แต่ที่น่าสนใจกว่าคือ เสถียร-ภาพทางเศรษฐกิจ ทุนสำรองระหว่าง ประเทศ เงินเฟ้อ การว่างงาน หนี้สาธารณะ ต่อจีดีพีอยู่ในระดับที่ดี ทำให้เศรษฐกิจเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะเติบโตไม่สูง แต่มีความมั่นคงสูง

อย่างไรก็ตาม มี 2 เรื่องที่กังวล เรื่องแรกเป็นเรื่องใกล้ตัว คือ จำนวนนักท่องเที่ยวจะขยายตัวเป็นบวกมากเหมือนทุกปีที่ผ่านมาหรือไม่ หลังจากนักท่องเที่ยวจีนและรัสเซียลดลง รัฐบาลจะเร่งฟื้นความเชื่อมั่นได้สำเร็จหรือไม่ ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องไกลตัว คือ สงครามการค้า ซึ่งแบ่งผลลัพธ์ไว้ 3 ระยะ 1.สงครามครั้งนี้กระทบเศรษฐกิจสหรัฐฯและจีนโดยตรงแค่ไหน 2.ผู้ผลิตชิ้นส่วนและอุปกรณ์จะได้รับผลกระทบจากสินค้าหลักแค่ไหน และ 3.ผลของสงครามครั้งนี้จะก่อให้เกิดการโยกย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ และโฟกัสการลงทุนมาที่เอเชีย ซึ่งจะเกิดผลดีกับไทย

“ประเทศไทยจะต้องสร้างแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งเรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ ซึ่งผมเห็นว่า มาตรการส่งเสริมการลงทุนทางด้านภาษีและสิทธิประโยชน์อื่นๆ มีเพียงพอแล้ว แต่อยากให้เติมการอำนวยความสะดวกและความรวดเร็วลงไป ขณะที่การเลือกตั้งในปีหน้าจะเป็นผลบวกกับเศรษฐกิจไทยค่อนข้างมาก เพราะจะทำให้ต่างชาติเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น”

ประวิทย์ จิตนราพงศ์
กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แบล็คแคนยอน (ประเทศไทย) จำกัด

มาที่มุมมองของคนค้าขาย “แบล็คแคนยอน” มองภาพเศรษฐกิจไทยปี 2562 หลังการเลือกตั้งว่า น่าจะปรับตัวดีขึ้นบ้างแต่คงไม่ดีมากนัก เพราะช่วงนี้เป็นช่วงที่ทั่วทั้งโลกเกิดประสบปัญหาทางเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ไปหมด ไม่ว่าจะเป็น จีน ยุโรป หรือสหรัฐอเมริกาก็แย่ ขณะที่เอเชียก็ซบเซา แตกต่างจากในอดีตที่ผ่านมาที่บางประเทศ บางภูมิภาคเศรษฐกิจแย่ แต่บางแห่งยังทรงตัว หรือดีขึ้นสวนทาง แต่ครั้งนี้เศรษฐกิจทุกภูมิภาคย่ำแย่ไปหมด

เวลานี้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ธุรกิจการค้า บริการ และสื่อสารแย่หมด ราคาทองคำก็ตก ราคาน้ำมันผันผวน ตลาดทุนไม่สดใส ไม่มีข่าวดีอะไรออกมาช่วยกระตุ้นเลย สงครามการค้าที่เกิดขึ้นไม่มีใครยอมใครกระทบไปทั่วโลก และยังอีกหลายๆปัจจัยลบ นอกจากนั้น ประเทศอื่นๆยังมีเสถียรภาพทางการเมืองมั่นคงกว่าไทย โดยมองว่า หากเลือกตั้งเสร็จจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้แค่ระยะสั้นเท่านั้น คงต้องดูหลังเลือกตั้งมากกว่าว่าใครจะเป็นรัฐบาล

“การทำธุรกิจวันนี้ทำได้ แต่ต้องระวังเรื่องการลงทุน และไม่ผลีผลามใช้เงิน แม้การทำธุรกิจจะต้องเดินหน้าต่อก็ตาม แต่เนื่องจากยังไม่เห็นสัญญาณอะไรชัดเจน ประกอบกับยังมีอีกหลายเหตุการณ์ รวมถึงเศรษฐกิจโลก ที่ทำให้ปีหน้าภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังไม่ดีขึ้นอย่างที่หลายคนคาดหวัง”

สิ่งที่รัฐบาลต้องทำเร่งด่วน คือ 1.การทำให้นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะชาวจีนมั่นใจว่ามาเที่ยวไทยปลอดภัยในทุกๆด้าน 2.ลดบทบาทการผูกขาดเพื่อให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม และรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น 3.ช่วยเหลือเอสเอ็มอี ธุรกิจบริการ โรงแรม รีสอร์ต อย่างจริงจัง เพราะปัจจุบันผู้ประกอบการรายใหญ่ผูกขาดตลาดเกือบหมด ทำให้รายเล็กตายมากขึ้น โดยแม้นโยบายรัฐบาลพยายามผลักดันธุรกิจขนาดเล็ก แต่ในทางปฏิบัติยังไม่ได้สนับสนุนเท่าที่ควร

เชื่อว่าทำได้แค่ 3 ข้อนี้เศรษฐกิจดีขึ้นแน่นอน!!

ทศพร ศิริสัมพันธ์
เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

สำหรับมุมมองจากคนรวบรวมตัวเลขจริงของเศรษฐกิจไทย สศช.มองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2562 จะขยายตัวได้ 3.5-4.5% หรือมีค่ากลางอยู่ที่ 4% มูลค่า การส่งออกประมาณการว่าจะขยายตัวได้ 4.6% ลดลงจากปี 2561 ที่คาดว่าทั้งปีการส่งออกจะขยายตัวได้ 7.2% เป็นผลจากการที่ สศช.มองว่าเศรษฐกิจโลกในปี 2562 มีแนวโน้มชะลอตัวลง ขยายตัวได้ 3.8% จากปี 2561 ที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 4%

ผลจากสงครามการค้าระหว่าง จีนและสหรัฐฯ ที่จะทำให้มาตรการกีดกันทางการค้าในตลาดโลกเพิ่มขึ้น และการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจจีน ยูโรโซน และญี่ปุ่น จะส่งผลให้เศรษฐ-กิจประเทศ กำลังพัฒนาและปริ-มาณการค้าของ โลกชะลอตัวลงอย่างช้าๆ ขณะที่อัตราดอกเบี้ยโลกยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นตามทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ

สำหรับในปี 2562 เศรษฐกิจไทยจะมีตัวขับเคลื่อนสำคัญคือการลงทุนที่คาดว่าในภาพรวมการลงทุนจะขยายตัวได้ 5.1% แยกเป็นการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัวได้ 4.7% และการลงทุนภาครัฐจะขยายตัวได้ 6.2% และในปี 2562 จะได้รับผลดีจากมาตรการที่รัฐบาลได้ดำเนินการในด้านการท่องเที่ยวและการลงทุนในปี 2561 จะทำให้ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวขึ้นมาอยู่ในระดับปกติเหมือนเดิม และการลงทุนขยายตัวได้ในเกณฑ์ดี

สุพันธ์ มงคลสุธี
ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.)

ภาคอุตสาหกรรมมีมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไร “ผมมองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2562 โดยเฉพาะในไตรมาสแรก เศรษฐกิจโดยรวมทุกภาคส่วนจะขยายตัวดีจากมาตรการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาลที่ช่วยสนับสนุน รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ที่จะได้ผู้ชนะการประมูล”

ภาพรวมทั้งปีนี้เติบโตสดใสกว่าปีที่ผ่านมา เพราะนอกจากปัจจัยที่กล่าวไปแล้ว ยังมีอานิสงส์จากสงครามการค้า ที่คาดว่าจะทำให้หลายๆประเทศย้ายฐานการผลิตมาไทยมากขึ้น ส่วนการเลือกตั้งหากออกมาเรียบร้อยดีจะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนทั่วโลก แต่หากออกมาแล้วมีการประท้วงเหมือนที่ผ่านมาคงมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่น

ทั้งนี้ ประเด็นสงครามการค้าแม้ส่วนหนึ่งจะมีผลดี แต่ก็มีความเสี่ยงที่ต้องจับตาว่า จะยืดเยื้อ ไปอีกนานเพียงใด มีมาตรการอะไรที่ส่งผลต่อการค้าโลกรุนแรงเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เพราะจะกระทบโดยตรงกับภาคส่งออกของไทยที่คาดว่าขยายตัวอยู่ในกรอบ 4-7% ขณะที่ภาพรวมเศรษฐกิจคาดว่าจะขยายตัวในกรอบ 4.-4.3% โดยต้องติดตามสถานการณ์ดอกเบี้ยโลก และไทยปี 62 ที่อยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะจะกระทบกับต้นทุนการดำเนินธุรกิจเช่นกัน

“สิ่งที่เอกชนอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือ คือ การดูแลราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับสูง เพราะหากทำให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูงในระยะยาวได้ เศรษฐกิจไทยจะมีเสถียรภาพเพิ่มขึ้น ขณะที่การทำธุรกิจ ในฐานะนักธุรกิจมองว่านักธุรกิจมีความมั่นใจ โดยกิจการของตนเอง บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) ซึ่งเป็นธุรกิจจัดจําหน่ายสินค้าเทคโนโลยี และบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด ทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ครบวงจร ปี 61 ทั้งสองธุรกิจเติบโตในอัตราที่สูง”

วิชัย อัศรัสกร
รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

สำหรับหอการค้าไทย คาดปี 62 เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวลงตามเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบ จากสงครามการค้าสหรัฐฯและจีน ซึ่งส่งผลต่อการส่งออกทั่วโลก รวมทั้งไทย การปรับขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ทำให้เงินไหลกลับไปลงทุนในสหรัฐฯ และทำให้ดอกเบี้ยของแต่ละประเทศอยู่ในช่วงขาขึ้น ดอกเบี้ยไทยก็ต้องปรับขึ้น แต่น่าจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป รวมถึงราคาน้ำมันที่ยังผันผวนและแกว่งตัวในระดับสูง

“เศรษฐกิจไทยในปีหน้าคาดว่าขยายตัว 4% ไม่น่าจะหวือหวา ต่ำกว่าปี 61 ที่คาดขยายตัวเกิน 4% เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะการส่งออกของไทย ที่คาดขยายตัวได้เพียง 5-7% จากปี 61 ที่ขยายตัว 8% แต่สงครามการค้าก็น่าจะให้ผลข้างเคียงในทางที่ดีด้วย โดยเฉพาะ การย้ายฐานการผลิต และการลงทุนจากจีนมาไทย”

ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลผลักดันการลงทุนอย่างมาก ทั้งในเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) รถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ เช่น ระบบคมนาคม โครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสาร ฯลฯ ซึ่งทำให้ไทยมีเม็ดเงินลงทุนนับจากนี้ไปอีก 5-6 ปี ขณะที่ท่องเที่ยวปีหน้าจะกลับมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

“ปัญหาใหญ่ของเศรษฐกิจไทยอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะความเหลื่อมล้ำระหว่างเศรษฐกิจมหภาคและฐานราก โดยปัจจุบันแม้เศรษฐกิจมหภาคขยายตัวสูงขึ้น จากการส่งออก ท่องเที่ยว การลงทุนของรัฐและเอกชน แต่เศรษฐกิจฐานรากไม่ได้รับรู้ถึงการขยายตัวดังกล่าว เกษตรกร ชาวบ้านต่างจังหวัด ยังคงใช้จ่ายอย่างฝืดเคืองและระมัดระวังการใช้จ่าย เพราะรายได้ต่ำไม่เพียงพอกับรายจ่าย และยิ่งเทคโนโลยี อุปกรณ์อัจฉริยะ (Smart Devices) เข้ามามากๆ จะยิ่งทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มมากขึ้น เพราะฐานรากตามไม่ทันเทคโนโลยี และแทบไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้เลย ภาครัฐจึงต้องเร่งแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำนี้ ทำให้เศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งขึ้น”

โทชิอากิ มาเอคาวะ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด

ขณะที่มุมมองจากอุตสาหกรรมรถยนต์ ประเมินเศรษฐกิจไทยในปี 2562 ว่ายังคงมั่นคงและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่าจะเป็นอัตราส่วนที่ไม่สูงเท่าในปีที่ผ่านมา เนื่องมาจากทั้งพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง ค่าใช้จ่ายของรัฐบาลที่เพิ่มมากขึ้น และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่เพิ่มมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยลบภายนอกจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจของไทยอย่างมีนัยสำคัญ จากผลกระทบจากความขัดแย้งด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน และความไม่แน่นอนทางการเมืองในหลายภูมิภาคทั่วโลก เช่น ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เยอรมัน ตะวันออกกลาง เป็นต้น

สำหรับยอดขายโดยรวมของตลาดรถยนต์เมืองไทยในช่วง 11 เดือนแรกของปี 2561 คือ 928,358 คัน เพิ่มมากขึ้น 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นที่แน่นอนว่าความต้องการรถยนต์โดยรวมสำหรับทั้งปีจะมากกว่า 1 ล้านคัน อย่างไรก็ตาม การเติบโตของยอดจำหน่ายรถยนต์ภายในประเทศจะลดน้อยลงในปี 2562 เนื่องมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น หนี้สินภาคครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง เงื่อนไขที่เข้มงวดของบริษัทไฟแนนซ์ ราคาน้ำมันที่ผันผวน และอื่นๆ ทำให้คาดการณ์ว่าความต้องการตลาดโดยรวมจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา

โดยสรุปแม้ว่าในปี 2562 ถึงแม้ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจโลกจะเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยก็ตาม คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง และตลาดรถยนต์ภายในประเทศก็จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ศุภชัย เจียรวนนท์
ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ในปีหน้าธุรกิจโทรคมนาคมเป็นอีกภาคส่วนที่น่าจับตา ซึ่งมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจากธุรกิจนี้ “ผมมองภาพรวมเศรษฐกิจโลกไปในทางบวก แม้จะมีความตึงเครียดทางการค้าและการเมืองโลกระหว่างจีนและสหรัฐฯ แต่เศรษฐกิจอเมริกาเติบโตได้ดี จีนจะยังคงเติบโตได้ดี 5-6% เช่นเดียวกับอาเซียนก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมทั้งไทยที่กลับมาเติบโตได้ 4-5% อินเดียก็เติบโตได้ดีมาก ส่วนอียูแม้เติบโตได้น้อย ในระดับต่ำกว่า 2% เเต่ก็ยังเติบโตอยู่

เศรษฐกิจโลกภาพรวมจึงยังคงเติบโตต่อเนื่อง แม้จะโตในอัตราเร่งที่ลดลง ขณะที่ความตึงเครียด ทางการค้าระหว่างอเมริกาและจีน น่าจะส่งผลดีต่ออาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย เพราะจีนจะมุ่งเน้นมาที่นโยบาย belt and road มากขึ้น เพื่อสร้างความสัมพันธ์และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

ปี 2562 จึงน่าจะเป็นอีกปีที่ดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจไทย การเลือกตั้งที่จะมาถึงน่าจะเป็นปัจจัย บวกที่สร้างบรรยากาศให้การลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะจากประเทศที่มีเงื่อนไขทางการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง สิ่งที่รออยากเห็นมากในปีหน้า คือความต่อเนื่องของนโยบายทางเศรษฐกิจ โครงสร้างพื้นฐาน เกษตร และเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

ทั้งนี้ หากจุดยืน ทางความเป็นศูนย์กลาง ด้านการขนส่งหรือ logistic hub ของเราชัดเจน จะนำมาซึ่งการลงทุนสู่ความเป็น hub หรือศูนย์กลางด้านอื่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ศูนย์กลางด้านการค้า การเงิน และเทคโนโลยี

แต่ปัญหาสำคัญที่ตามมาคือการศึกษา การพัฒนาด้านบุคลากรว่าจะพร้อมไหม ถ้าการศึกษาเราไม่ได้เป็นผู้นำในระดับภูมิภาคไปด้วย ก็ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้เต็มร้อยต่อ การลงทุนจากทั่วโลก ซึ่งระหว่างพัฒนาการศึกษาให้พร้อม เราสามารถดึงดูดทรัพยากรบุคคล จากทั่วโลกได้ด้วยโครงสร้างทางภาษีและความง่ายในการทำงาน ขณะที่มาตรการทางภาษีที่เแข่งขันได้ในการดึงดูดการลงทุน จะเป็นอีกปัจจัยพื้นฐานสำคัญ

โดยรวมแล้ว ผมคิดว่าปี 2019 น่าจะเป็นปีที่ดีของประเทศไทย

สุขสันต์ เจียมใจสว่างฤกษ์
ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)

มาที่มุมมองจากธุรกิจอาหารและการเกษตร “เศรษฐกิจประเทศไทย ปี 2562 แปรผันตามภาวะเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน ที่ส่งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมทุกประเทศทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าในปีหน้าภาครัฐจะลงทุนอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในครึ่งหลังปีที่เกี่ยวข้องกับอีอีซี ทั้งที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานและการลงทุนของภาคธุรกิจ

ขณะที่เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากประเทศเศรษฐกิจหลักของโลกอย่างสหรัฐฯ ยุโรป และจีนมีแนวโน้มการเติบโตเศรษฐกิจลดลงเมื่อเทียบกับปี 2561 โดยมีความไม่แน่นอนหลายประการที่ต้องจับตาในปี 62 เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน สถานการณ์การแยกตัวของสหราชอาณาจักรออกจากสหภาพยุโรป (Brexit) รวมถึงแนวโน้มการขึ้นอัตราดอกเบี้ย

โดยในส่วนของซีพีเอฟ ได้กระจายการลงทุนในหลากหลายประเทศ บริหารจัดการความเสี่ยงด้วยการบริหารจัดการต้นทุนทางการเงินผ่านการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะยาว และดูแลคุณภาพและความปลอดภัยในสินค้าเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือและกระจายความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นปีหน้านี้

เศรษฐา ทวีสิน
กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน)

สุดท้าย มุมมองเศรษฐกิจปีหน้าจากอีกภาคหนึ่งที่ร้อนแรงในปีที่ผ่านมา ภาคอสังหาริมทรัพย์ “ผมเห็นว่าปีหน้าซึ่งจะมีการเลือกตั้งมีรัฐบาลใหม่ที่เป็นรัฐบาลที่ตรวจสอบได้ มีรัฐสภา มีฝ่ายค้าน ขณะเดียวกันก็จะมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งหากมีการตอกเสาเข็ม มีการลงทุนจริง น่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจภายในได้ เพราะจะทำให้เกิดการจ้างงาน มีการลงทุนภาคเอกชนตามมา และทำให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในประเทศแน่นอน”

อย่างไรก็ตาม ยังเห็นว่าทางการไม่ควรขึ้นอัตราดอกเบี้ยให้สูงเกินไป ท่ามกลางที่หนี้ครัวเรือนของประเทศยังสูงขึ้น โดยเฉพาะประชาชนระดับฐานราก เพราะการขึ้นดอกเบี้ยทำให้ภาระหนี้สินภาระดอกเบี้ยสูงขึ้น แล้วจะจับจ่ายใช้สอยได้อย่างไร เป็นการเพิ่มภาระให้หนี้ครัวเรือน

“ขณะที่เงินเฟ้อก็ไม่ได้สูงมาก ยังสามารถบริหารจัดการได้ การเติบโตโดยรวมก็ไม่ได้ขยายตัวสูง ขณะที่หนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง การขึ้นดอกเบี้ยยิ่งสร้างภาระให้คนระดับฐานรากที่มีหนี้สิน ซึ่งหนี้ครัวเรือนถือเป็นความเสี่ยงของเศรษฐกิจอีกปัจจัยหนึ่ง ดังนั้นผมจึงยังไม่เห็นด้วยกับการขึ้นดอกเบี้ย”

ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม ควรเป็นมาตรการที่มีความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย หรือเพียงแค่ระยะสั้น ขณะที่การออกมาตรการ กระตุ้นให้มีการจับจ่ายใช้สอยของภาคประชาชน ที่มีการลดแลกแจกแถมนั้น หากจำเป็นต้องทำ ต้องเน้นให้เงินที่ใช้จ่ายไปนั้น มันไปกระตุ้นภาคธุรกิจที่ สามารถไปหมุนเงินต่อไปถึงธุรกิจที่ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ได้หลายรอบ ซึ่งจะมีความยั่งยืนมากกว่า

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ