ตรึงแอลพีจี 363 บาทถึงสิ้นปีนี้ เพิ่มเพดานขึ้นอีกหรือไม่แนะรอรัฐบาลชุดใหม่

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ตรึงแอลพีจี 363 บาทถึงสิ้นปีนี้ เพิ่มเพดานขึ้นอีกหรือไม่แนะรอรัฐบาลชุดใหม่

Date Time: 6 ธ.ค. 2561 09:35 น.

Summary

รัฐบาลอุดหนุนราคาแอลพีจีเหลือเพียง 0.84 บาทต่อ กก. หลังราคาโลกลดลง กระทรวงพลังงานมั่นใจ วงเงินที่กำหนดไว้ 7,000 ล้านบาท เพื่อดูแลราคาแอลพีจีถัง 15 กก.ไม่เกิน 363 บาท

Latest

ฉ่ำเย็น สงกรานต์ 21 วัน สาดสนุกปลุกวิถีไทยฉลองใหญ่ทั้งเดือน เทศกาลที่มีชีวิตชีวายาวนานที่สุดของโลก

รัฐบาลอุดหนุนราคาแอลพีจีเหลือเพียง 0.84 บาทต่อ กก. หลังราคาโลกลดลง กระทรวงพลังงานมั่นใจ วงเงินที่กำหนดไว้ 7,000 ล้านบาท เพื่อดูแลราคาแอลพีจีถัง 15 กก.ไม่เกิน 363 บาทเอาอยู่ได้ถึงสิ้นปีนี้ ล่าสุดใช้เงินไปดูแลติดลบแล้ว 5,092 ล้านบาท แต่ปีหน้า จ้องขยับเพดานราคาเพิ่มขึ้นเกิน 363 บาทต่อ กก. สมาคมผู้ค้าแอลพีจีสนับสนุนให้ดูแลไปจนกว่าจะมีรัฐบาลชุดใหม่มาพิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบดูไบที่ปรับลดลงเฉลี่ยมาอยู่ที่ 60-61 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ได้สะท้อนมายังราคาก๊าซปิโตรเลียมเหลว หรือก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ตลาดโลก ให้สามารถปรับตัวลดลง โดยเคลื่อนไหวเฉลี่ย 450 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน จากที่เมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา ราคาแอลพีจีตลาดโลกราคาพุ่งไปสูงแตะในระดับ 500 เหรียญฯต่อตัน ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงมั่นใจว่ากรอบวงเงินของกองทุนน้ำมัน ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่มีนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รมว.พลังงาน เป็นประธาน ได้กำหนดไว้ที่ 7,000 ล้านบาท เพื่อนำมาใช้ดูแลราคาแอลพีจีถังครัวเรือน 15 กิโลกรัม (กก.) ไม่เกิน 363 บาทต่อถัง จะสามารถใช้ดูแลราคาขายปลีกแอลพีจีในระดับดังกล่าว จนถึงสิ้นปีนี้ ตามเป้าหมายที่ กบง.กำหนดไว้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ราคาแอลพีจีตลาดโลกที่ไต่ระดับลดลงดังกล่าว ส่งผลให้ขณะนี้กองทุนน้ำมัน ซึ่งเงินในส่วนบัญชีแอลพีจีถูกนำไปชดเชยราคาแอลพีจีเหลือเพียง 0.84 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) จากเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา ได้ใช้ชดเชยสูงถึง 7.58 บาทต่อ กก. ส่งผลให้สภาพคล่องของกองทุนน้ำมันปรับตัวดีขึ้นเหลือเงินไหลออกเฉลี่ยหลัก 100 ล้านบาทต่อเดือนเท่านั้น และเงินบัญชีแอลพีจี ณ วันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ติดลบที่ 5,092 ล้านบาท ทำให้ กบง.มั่นใจว่าวงเงินที่กำหนดไว้ 7,000 ล้านบาท จะสามารถดูแลระดับราคาแอลพีจีในประเทศให้สามารถจำหน่ายไม่เกิน 363 บาทต่อถังได้ โดยไม่ต้องขออนุมัติวงเงินเพิ่มเติมจาก กบง.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ณ ปัจจุบันสถานะกองทุนน้ำมัน มีเงินสุทธิอยู่ที่ 26,172 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมัน 31,264 ล้านบาทและบัญชีแอลพีจีติดลบ 5,092 ล้านบาท และหากพิจารณาราคาแอลพีจี ถัง 15 กก.ที่กำหนดไว้ไม่เกิน 363 บาท ราคาแอลพีจีตลาดโลก จะต้องอยู่ในระดับ 400 เหรียญสหรัฐฯต่อตัน หรือเทียบกับน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ย 500 เหรียญฯต่อบาร์เรล ซึ่งในระยะยาวแล้ว ระดับราคาดังกล่าวมีโอกาสที่จะเกิดขึ้นน้อยมาก จึงทำให้ประเมินว่าที่สุดแล้วประเทศไทย ก็จะยังคงต้องชดเชยราคาแอลพีจีเพื่อช่วยเหลือประชาชนต่อไป

ดังนั้น กระทรวงพลังงานจึงได้เตรียมหารือกับ กบง.ถึงความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องทบทวน การกำหนดราคาขายปลีกแอลพีจีครัวเรือนไว้ไม่เกิน 363 บาทต่อถัง 15 กก.ให้เพิ่มขึ้นในช่วงต่อไป เพื่อลดการชดเชยลง ส่วนโอกาสที่จะไม่มีการชดเชยราคาแอลพีจี โดยปล่อยให้ขึ้นลงตามราคาตลาดโลก กบง.ก็ประเมินว่าคงไปเป็นได้ยาก เพราะจะต้องหารือกับกระทรวงพาณิชย์ในเรื่องนี้ด้วย หากจะมีการเปลี่ยนแปลงราคาชดเชยดังกล่าว เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ในแต่ละช่วงเวลา เพราะหากจะปล่อยให้สูงกว่าราคาที่ชดเชยขณะนี้ก็อาจกระทบต่อภาวะค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งคงจะเป็นเรื่องที่ กบง. ต้องไปพิจารณาดำเนินการในปี 2562

นายชิษณุพงษ์ รุ่งโรจน์งามเจริญ ประธานที่ปรึกษา สมาคมผู้ค้าก๊าซปิโตรเลียมเหลว (แอลพีจี) กล่าวว่า การที่รัฐบาลดูแลราคาแอลพีจีถังครัวเรือน 15 กก.ไว้ที่ไม่เกิน 363 บาท ถือเป็นนโยบายที่ดีและเหมาะสมกับปัจจุบัน เพราะหากจะมีการเปลี่ยนแปลงการดูแลเรื่องราคาก็ขอให้เป็นเรื่องของรัฐบาลชุดใหม่ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้แม้ว่าเศรษฐกิจจะมีการขยายตัวจากปีที่ผ่านมา แต่ค่าครองชีพของคนระดับฐานรากไม่สู้ดีนัก เพราะราคาสินค้าเกษตรหลายรายการมีราคาตกต่ำ ประกอบกับผู้ใช้แอลพีจีภาคครัวเรือน มีสูงถึง 20 ล้านครัวเรือน และแอลพีจีก็ยังเกี่ยวข้องกับทุกอาชีพ อาทิ ร้านอาหารริมทาง แผงลอยข้างถนน เป็นต้น

“สมาคมฯมองว่าการที่รัฐบาลจะช่วยเหลือแอลพีจีราคาถูก ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่ก็เพียง 45 บาทต่อ 3 เดือนเท่านั้น ถือว่ายังน้อยมาก จึงคิดว่าการคงราคาไม่เกิน 363 บาทต่อถัง 15 กก. จะเข้าถึงผลประโยชน์ของประชาชนได้มากกว่าการช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

สำหรับสถานการณ์แอลพีจีภาคขนส่งในช่วงที่ระดับราคาน้ำมันลดลง ก่อนหน้านี้ส่งผลให้เจ้าของธุรกิจปั๊มแอลพีจีมีการประกาศขายกิจการทิ้ง และบางส่วนหันไปเปลี่ยนเป็นปั๊มจำหน่ายน้ำมันแทน เนื่องจากรถยนต์รุ่นใหม่ๆแทบไม่มีการใช้แอลพีจีแล้วในขณะนี้ ขณะเดียวกันรถยนต์รุ่นเก่าๆก็หันไปเติมน้ำมันแทน แต่จากราคาน้ำมันที่เริ่มสูงขึ้นและทรงตัวช่วงนี้ การขายปั๊มแอลพีจี และเปลี่ยนไปเป็นปั๊มน้ำมันก็จะเริ่มทรงตัว.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ