
ม.หอการค้าไทย ชี้เศรษฐกิจยังไม่ฟื้น ของแพง คนประหยัด คาดลอยกระทงปีนี้ เงินสะพัด 9.6 พันล้าน ลดลง 2.3% จากปีก่อน เหลือใช้จ่ายคนละ 1,442 บาท จาก 1,556 บาท เผยคนอยากลอยกระทงกับ "ญาญ่า-ลุงตู่" มากสุด...
เมื่อวันที่ 13 พ.ย. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการ ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคในช่วงวันลอยกระทงปี 61 จากกลุ่มตัวอย่าง 1,221 ตัวอย่างทั่วประเทศ ว่า คาดจะมีมูลค่าการใช้จ่ายของประชาชน 9,699 ล้านบาท ลดลง 2.3% จากปีก่อน เพราะประชาชนต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย, ราคาสินค้าแพง และเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัว
นอกจากนี้ ผู้ตอบส่วนใหญ่ 76.4% วางแผนออกไปลอยกระทง เพราะเป็นประเพณี เพื่อขอพร เรียนรู้วัฒนธรรม ส่วนอีก 23.6% จะไม่ไปลอยกระทง เพราะต้องการประหยัดค่าใช้จ่าย กลัวอันตราย และเศรษฐกิจไม่ดี โดยกิจกรรมที่จะทำวันลอยกระทง คือ การไปลอยกระทงและเที่ยวชมสถานที่จัดงานต่างๆ, ทำบุญ, ไปทานอาหารนอกบ้าน แต่การใช้จ่ายลดลง ทำให้รายจ่ายในช่วงวันลอยกระทงปีนี้ ลดลงเหลือคนละ 1,442 บาท จากปีก่อนที่คนละ 1,556 บาท
สำหรับการใช้จ่ายช่วงเทศกาลลอยกระทงในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ในปี 57 มูลค่าการใช้จ่ายอยู่ที่ 11,134 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.4% จากปีก่อนหน้า ส่วนปี 58 มูลค่า 11,413 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.5%, ปี 59 มูลค่า 9,638 ล้านบาท ลดลง 15.6%, ปี 60 มูลค่า 9,928 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3% และในปี 61 มูลค่า 9,699 ล้านบาท ลดลง 2.3%
ส่วนดาราที่ประชาชนต้องการไปลอยกระทงด้วยมากที่สุด 5 อันดับแรกคือ คือ ญาญ่า-อุรัสยา เสปอร์บันด์ รองลงมาเป็น เบลล่า-ราณี แคมเปน, ณเดชย์ คูกิมิยะ, โป๊ป-ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ และ อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ ส่วนนักการเมืองที่ประชาชนต้องการไปลอยกระทงด้วยที่สุดอันดับ 1 คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ตามด้วยนายทักษิณ ชินวัตร, นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายธนากร จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย หลังจากพบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลงต่อเนื่อง 2 เดือนตั้งแต่เดือนก.ย.-ต.ค.61 ประกอบกับ เงินสะพัดในช่วงวันลอยกระทงลดลง เพราะเห็นว่า ประชาชนยังไม่มั่นใจในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจอยู่มาก โดยอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในช่วงไตรมาส 3 และ 4 อาจชะลอตัวลง จากการลดลงของนักท่องเที่ยวจีนและสงครามการค้าที่ยังคงไม่แน่นอน และที่สำคัญยังไม่ชัดเจนว่าการเจรจาระหว่างจีนและสหรัฐฯในเรื่องสงครามการค้าจะเป็นอย่างไร ดังนั้น รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย เพื่อดึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไม่ให้ลดลงมาก
ขณะเดียวกันปัญหาเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว ยังมาจากราคาสินค้าเกษตรหลายรายการตกต่ำ เช่น ปาล์ม, น้ำมัน, ยางพารา, อ้อย และมะพร้าว เป็นต้น ซึ่งจะมีผลต่อรายจ่ายของเกษตรกรและกำลังซื้อในต่างจังหวัดด้วย แต่ยังไม่เปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ ที่คาดว่า ปีนี้จะขยายตัว 4.6% แต่มีโอกาสที่จะขยายตัวเพียง 4.4% ซึ่งต้องติดตามสถานการณ์ต่างๆ อย่างใกล้ชิด เพราะหากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม เป็นห่วงว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ต่างๆ ยาวไปจนถึงปีหน้า.