
นายอำนวย ปรีมนวงศ์ อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า ในปีงบประมาณ 2562 กรมได้รับมอบหมายจัดเก็บรายได้จากการเช่าที่ราชพัสดุและค่าธรรมเนียมต่างๆประมาณ 7,000 ล้านบาท แต่คาดว่า ผลการจัดเก็บรายได้จะสูงถึง 10,000 ล้านบาท หลังจากได้ปรับปรุงอัตราค่าเช่าที่ราชพัสดุทั่วประเทศใหม่ และสะสางโครงการเก่าๆที่ยังดำเนินการก่อสร้างไม่เสร็จ 3 โครงการใหญ่ ที่เข้าข่ายโครงการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (พีพีพี) คือ โครงการพัฒนาที่ราชพัสดุหมอชิต โครงการร้อยชักสามโรงแรมหรูติดแม่น้ำเจ้าพระยา โครงการศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ของบริษัท เอ็นซีซี มูลค่ารวมกันมากกว่า 6,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีโครงการขนาดกลางอีกประมาณ 50 โครงการ ที่ได้เช่าที่ราชพัสดุไปแล้ว แต่ยังไม่มีการก่อสร้างมูลค่ารวมกันประมาณ 2,000-3,000 ล้านบาท
“ในช่วง 2 เดือนก่อนสิ้นปีนี้ วางแผนที่จะเชิญผู้เช่าที่ราชพัสดุที่มีปัญหามาหารือในแล้วเสร็จ โดยเฉพาะโครงการขนาดเล็กที่ไม่เข้าข่ายพีพีพีนั้น จะเชิญมาหารือเป็นรายบริษัท ซึ่งหากติดขัดข้อกฎหมายหรือปัญหาใดๆ ก็พร้อมที่จะแก้ไขเพื่อให้โครงการเดินหน้าต่อไปได้ แต่หากไม่ยอมดำเนินการใดๆ กรมจะยกเลิกสัญญาเพื่อเปิดทางให้รายใหม่เข้ามาเช่าที่ราชพัสดุเพื่อพัฒนาและเพิ่มมูลค่าให้กับที่ราชพัสดุ”
นอกจากนี้ จะปรับปรุงค่าเช่าที่ราชพัสดุใหม่สำหรับที่ดินเชิงพาณิชย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ กรมได้ปรับอัตราค่าเช่าขึ้นไปแพงมากจนมีผู้เช่าร้องเรียนเข้ามาจำนวนมาก เนื่องจากมีอัตราค่าเช่าเฉลี่ย 5% ของราคาที่ดิน แต่อัตราใหม่จะปรับลดลงเหลือ 3% ของราคาที่ดิน ซึ่งจะทำให้สัญญาการเช่าและการเก็บค่าเช่าดีขึ้น ส่วนที่ราชพัสดุสำหรับอยู่อาศัยและเพื่อการเกษตรจะไม่มีการแตะต้องหรือปรับปรุงใดๆทั้งสิ้น.