
“ผมไม่ใช่คนเห็นแก่เงิน เงินไม่ใช่กุญแจสู่ความสำเร็จ แต่เงินเอาไว้ซื้อกุญแจได้” คำพูดคมกริบของ “สุวัฒน์ เชาว์ปรีชา” ประธานกรรมการบริษัท ฤทธา จำกัด ในวัย 74 ปี คงพอสะท้อนถึงแนวคิดนอกกรอบของเจ้าพ่อวงการก่อสร้างไทย ซึ่งเป็นต้นแบบลูกจ้างอาชีพ ที่ได้เป็นเจ้าของกิจการตอนวัยกลางคน โดยเป้าหมายของเขาไม่ได้อยู่ที่ความรวย แต่อยากเป็นผู้ให้บริการวิศวกรรมก่อสร้าง ที่คำนึงถึงคุณภาพคู่คุณธรรม
คุณสุวัฒน์เป็นคนนครสวรรค์ ครอบครัวมีธุรกิจเดินเรือชื่อ “ส. ฤทธา” ให้บริการรับส่งผู้โดยสารและสินค้าในแม่น้ำเจ้าพระยา กระนั้นเมื่อการขนส่งทางบกพัฒนาขึ้น ธุรกิจเดินเรือต้องเลิกกิจการไป เขาก็เหมือนเด็กหนุ่มบ้านนอกทั่วไป เข้ามาเรียนในเมืองกรุง แล้วก็ต้องดิ้นรนหางานทำเลี้ยงชีพ หลังเรียนจบวิศวะ จุฬาฯ สาขาวิศวกรรมโยธา ในปี 2510 เขาได้งานทำที่กรมทางหลวง โดยอยู่กองวิเคราะห์วิจัย ถูกส่งไปคุมงานก่อสร้างถนนสายกาฬสินธุ์-สกลนคร ทำอยู่ได้ปีเดียวจึงลาออกไปทำงานกับบริษัทเอกชน ทั้งไทย, ญี่ปุ่น และอเมริกา ทำให้มีประสบการณ์ด้านวิศวกรรมโยธาอย่างโชกโชนเป็นเวลากว่า 20 ปี
หลังลาออกจากกรมทางหลวง ผมไปทำรับเหมาก่อสร้างกับบริษัท ประสบผล จำกัด ปรับปรุงถนนจากอุตรดิตถ์เข้าไปจุดที่จะสร้างเขื่อนสิริกิติ์ ระยะทาง 60 กิโลเมตร ต่อมาทำงานกับบริษัทอเมริกันบูรณะราดยาง โอเวอร์เลย์รันเวย์ฐานทัพบินอู่ตะเภาทั้งหมด แล้วก็ไปทำงานกับบริษัทญี่ปุ่นชื่อ “ไทย-ญี่ปุ่น ก่อสร้าง” ได้ทำถนนจากอุทัยธานีมาสิงห์บุรีและเขื่อนเจ้าพระยา ระยะทาง 38 กิโลเมตร ผมได้ประสบการณ์จากบริษัทนี้เยอะ ตั้งแต่เข้าไปเป็นโปรเจกต์เอนจิเนียร์ จนได้เป็นไดเรกเตอร์ ทำงานบริษัทนี้อยู่ 10 ปี โดยมีงานใหญ่คือ การทำอุโมงค์ส่งน้ำประปาของการประปานครหลวงช่วงเฟสแรก ความยาว 10,229 เมตร ต้องเจาะอุโมงค์ใต้ดินลึก 20 เมตร เส้นทางจากโรงกรองน้ำบางเขนมาตามถนนประชาชื่น เจาะลอดคลองประปามาถึงถนนประดิพัทธ์ ทำงานช่วงแรกเจาะไปได้ 93 เมตร ดินพังน้ำไหลบ่าเข้ามา ผมกับทีมช่าง 11 คน ติดอยู่ในอุโมงค์ใต้ดินหลายชั่วโมง นึกว่าคงไม่รอดซะแล้ว ใช้เวลาทำอุโมงค์ 4 ปี จนได้โปรโมตเป็นไดเรกเตอร์ ขณะเดียวกัน ก็รับเป็นที่ปรึกษาให้บริษัทไทยหลายแห่ง รวมถึงบริษัท สามประสิทธิ์ จำกัด ไปปรับปรุงระบบประปาในพื้นที่สัตหีบ และร่วมสร้างโรงเรียนนายร้อย จปร.ที่เขาชะโงก ตอนนั้นเงินเดือนเป็นแสน และได้ค่าที่ปรึกษาจากอีก 2-3 บริษัท
ตอนอายุ 40 ผมแต่งงานมีครอบครัว มานั่งถามตัวเองว่าเราก็ทำงานมีประสบการณ์เยอะ จับงานเป็นร้อยเป็นพันล้านมาสารพัดโครงการ มันถึงเวลาแล้วที่จะเป็นเจ้าของกิจการ ตอนนั้นชักชวนเพื่อนวิศวกรรุ่นน้องอีก 2 คน มาร่วมก่อตั้งบริษัท ด้วยทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท โดยผมเอาชื่อเรือของพ่อ “ส. ฤทธา” มาตั้งชื่อเพื่อความเป็นสิริมงคล คำว่า “ฤทธา” เป็นคำสันสกฤต หมายถึงความสำเร็จ
ความสุขของผมอยู่ที่เราสามารถทำในสิ่งที่รักและเป็นไปตามอุดมการณ์ ผมทำงานมาหลายบริษัทได้เห็นนายจ้างทำอะไรหลายอย่างที่อึดอัดใจ เช่น จ่ายเงินคนงานไม่ตรงเวลา เอาเปรียบลูกจ้าง ใช้นโยบายทำกำไรให้สูงสุดโดยไม่คำนึงถึงลูกค้า ผมตั้งปณิธานว่าถ้าเปิดบริษัทของตัวเอง อะไรที่ไม่ตรงใจจะไม่ทำเด็ดขาด
เปิดบริษัทปี 2532 มีวิศวกร 3-4 คน งานแรกที่ได้คือซ่อมอุโมงค์ส่งน้ำประปาเฟสแรกของการประปานครหลวง ซึ่งผมเคยคุมงานก่อสร้างตอนทำบริษัทญี่ปุ่น นอกนั้นเป็นงานซับคอนแทกต์โครงการละไม่กี่ล้านบาท เราเพิ่งเติบโตแบบก้าวกระโดด 10 ปีนี้เอง เพราะได้งานใหญ่สร้างห้างฯเทสโก้ โลตัส ทั่วประเทศ สร้างไป 70-80 แห่ง ทำให้มีงานหลั่งไหลเข้ามา ปัจจุบันบริษัทมีวิศวกร 700 คน และคนงานเป็นหมื่นคน เราทำรายได้เฉลี่ยปีละ 15,000 ล้านบาท แต่ถึงบริษัทจะโตขนาดไหน ผมบอกน้องๆเสมอว่าฤทธาต้องทำตัวเป็นผู้ให้บริการงานวิศวกรรมด้านก่อสร้าง ไม่ใช่ผู้รับเหมา คือคุณภาพ ต้องมาก่อน ไม่ใช่คำนึงแต่กำไรสูงสุด พนักงานของฤทธาไม่ค่อยมีใครลาออก ถือเป็นภารกิจของผมต้องเลี้ยงดูลูกน้องที่มีคุณภาพและจริงใจกับองค์กร
งานของฤทธาส่วนใหญ่เป็นตึกสูงพรีเมียม ศูนย์การค้าใหญ่ๆ คอนโดมิเนียมหรู อาคารที่อยู่อาศัย และโรงพยาบาล ลูกโลกยักษ์วัดพระธรรมกายก็เป็นผลงานของเรา ตอนเริ่มตั้งบริษัทยังไม่มีเงินทุนพอ จะกู้ 5 ล้าน 10 ล้าน ยากเย็นเต็มที ฤทธาจึงไม่ยุ่งเรื่องงานสร้างเขื่อนสร้างถนน แต่เน้นรับงานโครงสร้างเป็นหลัก ผมตั้งโจทย์ว่าเราเป็นน้องใหม่ต้องหาจุดเด่นให้ได้ว่าทำไมคนถึงต้องจ้างฤทธา งานก่อสร้างจะดู 4 เรื่องหลักคือ คุณภาพ, ราคา, เวลา และบริการหลังการขาย ผมตั้งกติกาชัดเจนว่า ถ้าลูกค้าอยู่ในกรุงเทพฯ วิศวกรต้องไปพบภายใน 1 วัน เราเน้นเรื่องบริการเป็นอันดับแรก ขณะที่เรื่องคุณภาพก็เข้มงวด ต้องเอาผลงานเป็นหลัก ไม่ใช่เอาตัวเงินเป็นตัวตั้ง สำหรับผมแล้วกำไรและค่าตอบแทนขอให้ได้รับเท่าที่เป็นธรรม สังคมรับได้ ไม่ใช่ตั้งหน้าฟันกำไร
คนอื่นอาจสาหัสในปี 2540 แต่บริษัทเราไม่กระทบ เพราะผมตกลงกันว่า 10 ปีแรกจะไม่เอาเงินทุนออกมาใช้ ไม่มีการปันผล เงินเราจึงเหลือกองเป็นร้อยล้าน ฤทธาไม่เคยมีปัญหาเรื่องการเงิน เพราะผมไม่นิยมทำงานเกินตัว และไม่เคยใช้เงินผิดประเภท ผู้รับเหมาบางคนรับงานปุ๊บเซ็นสัญญาได้เงินล่วงหน้า 10% ก็เอามาซื้อเบนซ์ซื้อโรเล็กซ์ แต่ปล่อยงานให้เจ๊ง เงินเดือนไม่จ่ายลูกน้อง ติดเงินซัพพลายเออร์ สำหรับผมไม่มีทางทำแบบนั้น ผมกล้าประกาศว่าตั้งบริษัทมา ฤทธาไม่เคยผิดนัดเรื่องการเงินแม้แต่ครั้งเดียว ไม่เคยจ่ายเช็คเด้งแม้แต่ใบเดียว เวลาเกิดวิกฤติแรงงาน เราเป็นบริษัทสุดท้ายที่ได้รับผลกระทบ ถามคนงานว่าอยากทำที่ไหน ทุกคนตอบว่าทำงานกับฤทธา เพราะจ่ายเงินตรง
วันนี้ฤทธามีมูลค่าบริษัทเกือบหมื่นล้าน เราเป็นบริษัทก่อสร้างเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศ ก็ถือว่าน่าพอใจ แต่เงินไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด!! ผมเคยบอกน้องๆวิศวกรว่าอาชีพเราคงไม่รวย เพราะเรียนมาทำงานไม่ใช่เรียนมาทำเงิน เราจะประสบความสำเร็จได้ต้องยึดมั่นในจรรยาบรรณ ทุกอย่างต้องโปร่งใส ผมให้ความสำคัญที่สุดกับเรื่องความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ ความตรงต่อเวลา และความเห็นใจผู้อื่น
เห็นแข็งแรงแบบนี้ ผมเคยเจอวิกฤติใหญ่ต้องลุกขึ้นปฏิวัติตัวเองใหม่หมด ตอนอายุ 50 ปลายๆ ผมเป็นโรคหลอดเลือดสมองเกือบอัมพาต ครึ่งซ้ายขยับไม่ได้ ปากเบี้ยว มือยกไม่ขึ้น ต้องใช้เวลาฟื้นฟู 2 ปี แถมเส้นเลือดหัวใจโป่ง และเป็นหอบหืดอย่างหนัก เพราะสูบบุหรี่จัด ผมพูดอย่างไม่อายว่าผมหายเพราะไปฉีดเฟรชเซลล์ที่เยอรมนีมา 7 ครั้ง ไปกับ “เวิลด์คลินิกเอเชีย” มีคนถามเยอะว่าได้ผลไหม สำหรับผมได้ผลดีมาก อาการหอบหืดหายหมด พอร่างกายแข็งแรงขึ้นก็หันมาดูแลสุขภาพออกกำลังกายทุกวัน ระวังเรื่องอาหารการกิน ผมเชื่อว่าสุดท้ายชีวิตนี้ไม่มีอะไรดีกว่าใครมีสุขภาพดีกว่ากัน อายุเท่าผมมีเงินพันล้าน แล้วไปไหนไม่ได้มันจะมีประโยชน์อะไร รอให้ป่วยหนักแล้วค่อยมารักษากี่สิบล้านก็ต้องสู้ มันไม่มีประโยชน์
ถ้าพรุ่งนี้หมดลมหายใจไป ผมก็ไม่มีอะไรต้องห่วง เพราะได้ทำสิ่งที่อยากทำจนหมดแล้ว ทรัพย์สมบัติในชาตินี้ตายไปก็ใช้ไม่หมดแล้ว ผมเชื่อว่าเราทำทุกอย่างเพราะมีหน้าที่ต้องทำ ผมถือหลักคนมีส่วนร่วมต้องมีส่วนได้ และเป็นส่วนได้ที่เป็นธรรม ไม่ใช่เราคิดคนเดียวนะ ต้องให้วิญญูชนคิดว่าเป็นธรรมด้วย ฤทธาเปิดมา 30 ปี ไม่เคยมีข้อขัดแย้งเรื่องเงินทองในบริษัท เพราะทุกคนถือหลักใครมีหน้าที่อะไรก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด.
ทีมข่าวหน้าสตรี