ปฐมบทสงคราม "ดิจิทัล แบงก์กิ้ง" เดินหน้าธุรกรรมออนไลน์เต็มรูปแบบ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

Tag

ปฐมบทสงคราม "ดิจิทัล แบงก์กิ้ง" เดินหน้าธุรกรรมออนไลน์เต็มรูปแบบ

Date Time: 9 เม.ย. 2561 05:01 น.

Video

ดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อวัน! หนี้นอกระบบดอกเบี้ยโหดขนาดนี้ทำไมคนไทยยังกู้ I Money Issue

“Summary“

ปรากฏการณ์ของดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ดิ่งฮวบลงไปกว่า 40 จุด กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กอดคอกันร่วงยกแผง

ปรากฏการณ์ของดัชนีตลาดหุ้นไทยที่ดิ่งฮวบลงไปกว่า 40 จุด กลางสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะหุ้นในกลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่กอดคอกันร่วงยกแผง เฉลี่ยตั้งแต่ 2.5–7.5% จากความวิตกกังวลถึงผลประกอบการระบบธนาคารพาณิชย์ในอนาคตนั้น

สะท้อนให้เห็นผลกระทบของ “โลกดิจิทัล” ที่กำลังรุกคืบเข้าสู่ธุรกิจต่างๆ

หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานยอดการใช้บริการธุรกรรมการเงินผ่านมือถือหรือ “โมบายแบงก์กิ้ง” ในรอบปี 2560 ที่ผ่านมา มีจำนวนบัญชีลูกค้าใช้บริการรวมกว่า 31.64 ล้านบัญชีจากปริมาณบัญชีทั้งระบบ 90 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้น 10.75 ล้านบัญชี หรือ กว่า 51.52% มีปริมาณธุรกรรมสูงถึง 1,228.27 ล้านรายการ เพิ่มขึ้นถึง
643.28 ล้านรายการ หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 109%

วิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของคนไทยนี้ ส่งผลให้กระแสการแข่งขัน “ดิจิทัลแบงก์กิ้ง” ทวีความดุเดือด โดยคาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธนาคารพาณิชย์ชั้นนำจึง “จุดพลุ” ประกาศยกเลิกค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินผ่านดิจิทัล ซึ่งกลายเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของโลกการเงินไทยที่ไม่เคยมีมาก่อน

ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังผู้ให้บริการทางการเงินอื่นๆ รวมทั้งเคาน์เตอร์เซอร์วิส ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้ประเมินผลกระทบจากการรุกคืบของโมบายแบงก์กิ้งข้างต้นที่คาดว่าจะส่งผลให้รายได้จากค่าธรรมเนียมในระบบธนาคารพาณิชย์หายไปกว่า 9,000 ล้านบาท

การแข่งขันแบบยอมเฉือนเนื้อของตัวเองของธนาคารพาณิชย์ครั้งนี้ จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อตัวเอง ธุรกิจอื่น และโลกการเงินไทยอย่างไร “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สำรวจผลกระทบธุรกรรมการเงินดิจิทัลเบื้องต้น

4 แบงก์นำร่องเลิก “ค่าธรรมเนียม”

ในอดีต “ค่าธรรมเนียม” ถือเป็นรายได้หลักของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งไม่ว่า ธปท. จะกดดันอย่างไรก็ไม่สามารถจัดการ “ขุมทรัพย์” นี้ได้ และไม่น่าเชื่อว่าจะมีวันนี้ที่ธนาคารพาณิชย์แข่งกันฟรีค่าธรรมเนียม

โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค.ที่ผ่านมา “ธนาคารไทยพาณิชย์” เป็นธนาคารแรกได้ประกาศฟรีค่าธรรมเนียม “โอนเงิน-จ่ายบิล-เติมเงิน” พร้อมเปิดตัวแอพพลิเคชั่น “SCB EASY” โฉมใหม่ที่ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมใดๆ บนแอพนี้ เพื่อทำให้ธนาคารเป็น “ดิจิทัลแพลตฟอร์ม” ที่สามารถตอบสนองทุกความต้องการของลูกค้า โดยเชื่อว่าภายในสิ้นปีจะมียอดผู้ใช้งาน SCB EASY เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน

ซึ่งสร้างปรากฏการณ์ “สุดช็อก” ให้กับระบบธนาคารพาณิชย์ ทำให้ “ธนาคารกสิกรไทย” ต้องแก้เกม “ช่วงชิง” พื้นที่ข่าวตัดหน้าประกาศฟรีค่าธรรมเนียม “โอน เติม จ่าย” ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่ K PLUS, K PLUS SME, K-Cyber, K-Cyber SME มีผลตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.จนถึงสิ้นปี 61

ในวันเดียวกัน “ธนาคารกรุงไทย” ก็ได้ประกาศไม่คิดค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามเขต หรือโอนต่างธนาคารรวมไปถึงการจ่ายบิลค่าสินค้าและบริการเติมเงินผ่าน KTB netbank ตั้งแต่วันที่ 29 มี.ค.61 จนถึงสิ้นปี

ก่อนที่ช่วงค่ำวันเดียวกัน “ธนาคารกรุงเทพ” ยักษ์ใหญ่ที่สุด ขยับตัวตามมาประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมการทำธุรกรรมผ่านช่องทางดิจิทัล ทั้งช่องทางบริการผ่านโทรศัพท์มือถือ “บัวหลวง เอ็มแบงก์กิ้ง” และช่องทางอินเตอร์เน็ต “บัวหลวง ไอแบงก์กิ้ง” สำหรับลูกค้าทำธุรกรรมโอนเงินข้ามเขต โอนเงินต่างธนาคารแบบทันที โอนเงินพร้อมเพย์ การชำระบิลค่าสินค้าและบริการ และบริการเติมเงิน ตั้งแต่ 1 เม.ย.61 เป็นต้นไป

พร้อมกันนี้ยังยกเว้นค่าธรรมเนียม ATM ถอนเงินข้ามเขตและโอนเงินข้ามเขต ตั้งแต่วันที่ 1 ถึง 30 เม.ย.61 เพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับผู้ถือบัตรธนาคารกรุงเทพที่ทำธุรกรรมผ่านตู้บัวหลวงเอทีเอ็มในช่วงเทศกาลปีใหม่ไทย

แบงก์กลาง–เล็กเลิกค่าฟรีมีแถม

ขณะที่ธนาคารขนาดกลางและเล็กก็ประกาศสู้สงครามนี้เช่นกัน โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้ประกาศ “ฟรีค่าธรรมเนียม” บนช่องทางดิจิทัล โอนเงินข้ามเขตข้ามธนาคาร จ่ายบิลค่าสินค้าและบริการ เติมเงินมือถือและ
กดเงินไม่ใช้บัตร (Krungsri Cardless) เมื่อทำธุรกรรมผ่าน KMA (Krungsri Mobile Application) และ KOL (Krungsri Online) ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.61 เป็นต้นไป

ขณะเดียวกันธนาคารได้ปรับโฉมผลิตภัณฑ์ “ออมทรัพย์จัดให้” ด้วยโปรโมชั่นพิเศษ รับเงินคืน (Cash Back) 5 บาท ทุกรายการที่จ่ายบิลผ่านช่องทาง KMA และ KOL เป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือสูงสุด 30 บาทต่อเดือน ในโอกาสที่กรุงศรีก้าวขึ้นสู่ปีที่ 74 ของธนาคารอีกด้วย

ขณะที่ ธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์, ธนาคารธนชาต และธนาคารเกียรตินาคิน ต่างก็ทยอยประกาศยกเว้นค่าธรรมเนียมธุรกรรมทางการเงินทุกประเภทผ่านช่องทางออนไลน์ และดิจิทัล มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.และ 3 เม.ย. ตามลำดับ เช่นเดียวกับ ธนาคารทิสโก้ ที่ประกาศฟรีค่าธรรมเนียมทุกธุรกรรมผ่านช่องทาง TISCO Mobile Banking ตั้งแต่วันที่ 5 เม.ย.61 เป็นต้นไป

แบงก์สูญเสียรายได้ 9 พันล้าน

นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวกับ “ทีมเศรษฐกิจ” ว่า ผลของการยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม โอนเงิน จ่ายบิล และเติมเงิน ผ่อนช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ของธนาคารพาณิชย์จะส่ง
ผลกระทบต่อกำไรระยะสั้น เพราะรายได้ค่าธรรมเนียมในปีนี้จะหายไป 9,000 ล้านบาท หรือเติบโตเพียง 2-3% จากปี 60 ที่เติบโตถึง 7.1%

“ปี 2560 ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีกำไรสุทธิรวม 174,000 ล้านบาท มีรายได้ค่าธรรมเนียมสูงถึง 190,000 ล้านบาท หรือ 20% ของรายได้ทั้งหมด แต่หากพิจารณาเฉพาะค่าธรรมเนียมในการโอนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์และพร้อมเพย์ มีสัดส่วนประมาณ 7-10%”

แนวโน้มรายได้ค่าธรรมเนียมในปีหน้านั้นคงต้องประเมินอีกครั้ง เพราะแม้ธนาคารพาณิชย์จะมีรายได้จากค่าธรรมเนียมจากธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ลดลง แต่ยังมีค่าธรรมเนียมอื่นๆ เช่น นายหน้าขายประกัน บัตรเครดิต ปริวรรตเงินตรา ตลาดทุน ที่จะเข้ามาช่วยชดเชยส่วนที่ปรับลดลง ขณะที่ธนาคารยังลดต้นทุนส่วนอื่นเพื่อรักษาผลประกอบการไม่ให้ได้รับผลกระทบ โดยในระยะยาวธนาคารจะได้ประโยชน์ เพราะจะมีจำนวนลูกค้าใหม่ที่เข้ามาใช้ช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะลูกค้ารายย่อยซึ่งธนาคารจะได้ข้อมูลที่นำไปสู่การปล่อยสินเชื่อและบริการอื่นๆ

“อีก 10 ปี การใช้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จะมีสัดส่วนถึง 50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% เพราะในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาธุรกรรมทางการเงินผ่านโมบายแบงก์กิ้ง และช่องทางอิเล็กทรอนิกส์เติบโตสูงถึง 100%”

ค้าปลีกสู้ศึก “บิลเพย์เมนต์”

ทางด้าน นางสาวสลิลลา สีหพันธุ์ รองประธานกรรมการ ฝ่ายกิจการบรรษัท บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารห้าง “เทสโก้ โลตัส” กล่าวยอมรับว่าผลจากการที่แบงก์พาณิชย์ทยอยยกเลิกค่าธรรมเนียมการโอน และค่าบริการบิลเพย์เมนต์ต่างๆนั้นส่งผลกระทบต่อการรับบริการชำระค่าสินค้าและบริการ หรือ “บิลเพย์เมนต์” ผ่านช่องทางแคชเชียร์ของร้านค้าปลีกรวมถึงเทสโก้ โลตัส แต่ไม่มากนัก

เนื่องจากผู้ค้าปลีกต่างๆมีจุดชำระเงินผ่านเครือข่ายสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศเฉพาะสาขาของเทสโก้ โลตัสมีมากถึง 2,000 กว่าสาขา โดยอยู่ในกรุงเทพฯและปริมณฑล 30% ต่างจังหวัด 70% ซึ่งจำนวนสาขาที่กระจายอยู่ทั่วประเทศนั้นช่วยให้ลูกค้ามีความสะดวกและเข้าถึงได้ง่ายในการทำธุรกรรมต่างๆ นอกเหนือจากการช็อปปิ้ง

“มองว่าค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการ 5-10 บาทถือว่าไม่สูงมาก เมื่อเทียบกับความสะดวกในการเข้าถึง และการบริการที่เป็นแบบ one stop service ที่มีทั้งสินค้าและบริการครบ ให้ความสะดวกสบายของลูกค้าที่มาใช้บริการจึงเชื่อว่าในภาพรวมแล้วไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรมากนัก ส่วนการปรับตัวรับสงครามลดค่าธรรมเนียมนั้น ยังไม่ได้คิดแต่ช่วงนี้เทสโก้ โลตัส มีการจัดรายการพิเศษชำระค่าไฟฟ้าและน้ำประปา เสียค่าธรรมเนียมเพียง 5 บาทจนถึง 15 มิ.ย.61 มั่นใจว่าลูกค้าจำนวนมากยังคงใช้บริการต่างๆกับเทสโก้ โลตัสอยู่”

เช่นเดียวกับ “นางสาวปิยะวรรณ ปิยะพงษ์” ผู้ช่วยรองประธานฝ่ายพัฒนาธุรกิจบริการบริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี กล่าว ยอมรับว่าคงได้รับผลกระทบบ้างแต่ไม่มาก เพราะฐานลูกค้าของบิ๊กซีครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศและหลากหลาย

“การที่แบงก์พาณิชย์ไม่เก็บค่าธรรมเนียมทางช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ เป็นการเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีบัญชีเงินฝากกับแบงก์นั้นๆ ซึ่งเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกัน และบิ๊กซีก็มีฐานลูกค้าจำนวนมากเมื่อเทียบกับคนที่มีบัญชีธนาคารพาณิชย์นั้นๆ นอกจากนี้ บิ๊กซียังจัดแคมเปญสำหรับลูกค้าสมาชิกให้สามารถใช้คะแนนสะสม “บิ๊กการ์ด” สำหรับทุกการจ่ายบิลและเติมเงิน โดย “ฟรีค่าธรรมเนียม” เติมเงินมือถือและเกมอยู่แล้วจึงไม่คิดว่าจะมีผลกระทบอะไรมาก”

“เคาน์เตอร์เซอร์วิส” จ่อปรับตัว!

ส่วน “เคาน์เตอร์เซอร์วิส” ธุรกิจรับชำระค่าสินค้าและบริการในร้านสะดวกซื้อ “เซเว่นอีเลฟเว่น” ผู้นำตลาดบริการชำระบิลค่าสินค้าและบริการต่างๆกว่า 1,000 รายการนั้น จากการสอบถามผู้บริหารได้รับคำตอบว่า ปัจจุบันเคาน์เตอร์เซอร์วิสให้บริการกว่า 1.2 หมื่นสาขาทั่วประเทศและกำลังขยายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องอีก 1,000 จุดในปีนี้

นอกจากนี้ยังมีตู้ชำระค่าบริการด้วยตัวเอง “ไอทัช” อีกกว่า 220 เครื่องให้บริการที่ร้านเซเว่นอีเลฟเว่น และตั้งเป้าขยายเพิ่มเป็น 1,000 เครื่องในปีนี้ ซึ่งการให้บริการในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นจะเน้นขายความสะดวกด้วยเครือข่ายทำเลที่ตั้งที่ลูกค้าเข้าถึงง่ายทำให้ราคาหรือค่าบริการไม่มีผลต่อการตัดสินใจของลูกค้า ในอนาคตยังมีแผนพัฒนาช่องทางบริการผ่านเว็บไซต์ “ออลทิกเก็ต www.allticket.com ” เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่อีกด้วย

ด้าน นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจจะมีการสลับบทบาทและหน้าที่มากขึ้น ธุรกิจประเภท “เคาน์เตอร์เซอร์วิส” หรือบริการรับชำระค่าสินค้าและบริการนับจากนี้จะทำหน้าที่แทนธนาคารพาณิชย์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีจำนวนสาขาที่เข้าถึงประชาชนมากกว่า

“แทนที่ผู้บริโภคจะไปแบงก์ต่อไปก็สามารถเบิกเงินได้ที่ร้านค้าปลีก ในทางกลับกันธุรกรรมหลายๆอย่างอาจย้ายไปอยู่บนแพลตฟอร์มของแบงก์มากขึ้นด้วยเช่นกัน”

ทั้งนี้ โดยหลักการทางธุรกิจจะเห็นว่า “คนกลาง” เริ่มหายไปเรื่อยๆ แต่หน้าที่ยังคงอยู่ โดยที่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมีบทบาทหรือเข้ามาทำหน้าที่นั้นๆ เช่น เคาน์เตอร์หรือแคชเชียร์ในร้านค้าปลีกสามารถทำหน้าที่แทนแบงก์ได้ทั้งหมด.

********

เห็นได้ชัดว่าการเข้ามาของ “เศรษฐกิจฐานดิจิทัล” กำลังสร้างสมดุลใหม่ให้กับธุรกิจไทย ซึ่งปรากฏการณ์นี้ไม่ได้แสดง “ผลกระทบ” ต่อธนาคารพาณิชย์เท่านั้น แต่แสดงกระแสการเปลี่ยนแปลงที่ธุรกิจ และสังคมไทยต้องรู้ให้เท่าทัน นำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รวมทั้งช่วยให้คนไทยได้รับบริการที่ดีขึ้น.

ทีมเศรษฐกิจ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ
หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ