
ทันทีที่ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาให้ บริษัทไทยทีวี จำกัด ของ นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ “เจ๊ติ๋ม ทีวีพูล” ไม่ต้องชำระเงินค่าประมูลช่องทีวีดิจิทัลหลังยุติการออกอากาศ โดยให้ กสทช.คืนหนังสือค้ำประกันกว่า 1,500 ล้านบาท
เนื่องจาก “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ” หรือ กสทช. ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขการเปลี่ยนผ่านทีวีระบบอนาล็อกไปสู่ทีวีดิจิทัลได้ตามแผนงานก่อให้เกิดความเคลื่อนไหว “ปัดฝุ่น” มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล ที่ กสทช.ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันมาก่อนหน้าอีกระลอก โดย ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เตรียมชงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออก ม.44 ช่วยเหลือทีวีดิจิทัล โดยจะพักชำระหนี้ให้ผู้ประกอบการ 3 ปี ในช่วงปี 2561-2563 พร้อมกับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการมือถือที่ชนะการประมูลใบอนุญาต 4 จี บนคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ด้วยการยืดเวลาชำระค่าธรรมเนียมประมูลใบอนุญาตในงวดสุดท้ายให้ 5 ปี
กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมที่ทำเอารัฐบาล คสช.จ่อจะเรียกแขกให้งานเข้ากับกระแสวิพากษ์ทั้งจาก “ขุ่นแม่เอ็นจีโอ” และนักวิชาการทีดีอาร์ไอ (TDRI) ที่ออกโรงสัพยอกมาตรการช่วยเหลือข้างต้นว่า เป็นมาตรการอุ้มสมผู้ประกอบการภาคเอกชนที่เหมาะสมหรือไม่!
สำหรับผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล เป็นที่รับรู้กันอยู่แล้วว่าต่างอยู่ในสภาพ “หืดจับ-หายใจไม่ทั่วท้อง” จากจำนวนช่องที่มากเกินไป และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปชมผ่านจอมือถือหรือแพลตฟอร์มอื่น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจทำให้ผู้ประกอบการหลายราย ประสบความยากลำบากในการดำเนินธุรกิจ!
ส่วนผู้ประกอบการมือถืออย่าง “เอไอเอส” และ “ทรู” นั้น เป็นผู้ประสบเคราะห์กรรมหลังจากที่ผู้เข้าประมูลคลื่น 900 อย่างบริษัทแจสโมบาย เข้ามาป่วนการประมูลดันราคาใบอนุญาตให้ขยับขึ้นไปสูงถึงกว่า 75,000 ล้านบาท แต่กลับทิ้งใบอนุญาต เพราะไม่สามารถหาเงินมาชำระได้ จนเกือบทำอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยเผชิญทางตัน กสทช.ต้องขอให้นายกฯใช้ ม.44 เปิดประมูลวิธีพิเศษให้ “เอไอเอส” เข้ามารับช่วงใบอนุญาตไปแทน
ก่อนมาตรการช่วยเหลือเหล่านี้จะเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 27 มีนาคมศกนี้ “ทีมเศรษฐกิจ” เปิดใจ “นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ถึงเหตุผลและความจำเป็นในการชงมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในครั้งนี้ ดังนี้ :
เลขาธิการ กสทช.เริ่มบทสนทนากับ “ทีมเศรษฐกิจ” โดยระบุว่า จุดเริ่มต้นของการผลักดันมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและมือถือในครั้งนี้ มาจากเอกชนที่ได้รับใบอนุญาตได้ยื่นหนังสือถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลตั้งแต่ปีที่แล้วเพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุนจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
เมื่อเอกชนร้องไปยังรัฐบาล รัฐบาลได้ทำหนังสือมายัง กสทช.ในฐานะกำกับดูแล และเป็นผู้ออกใบอนุญาตให้เสนอความเห็นมายังรัฐบาลเพื่อนำไปวิเคราะห์ หามาตรการช่วยเหลือ ซึ่งการช่วยเหลือภาคเอกชนนั้น ไม่ได้เฉพาะเจาะจงเฉพาะผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลหรือโทรคมนาคมเท่านั้น อุตสาหกรรมใดที่ได้รับผลกระทบและเดือดร้อน เมื่อยื่นเรื่องร้องเรียนต่อภาครัฐ ภาครัฐก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือ โดยต้องยึดหลักว่ารัฐไม่เสียหาย ประชาชนได้ประโยชน์
“การช่วยเหลือผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลและโทรคมนาคมในครั้งนี้ เชื่อว่ารัฐได้พิจารณาด้วยความรอบคอบถ้วนถี่แล้วว่า ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน รวมถึงช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ไปต่อไป เพราะหากปล่อยให้เกิดปรากฏการณ์ “จอดำ” หรือปิดกิจการเช่นเดียวกับไทยทีวีของ “เจ๊ติ๋ม ทีวีพลู” ที่มีคนตกงาน 300 ชีวิต กระทบต่อครอบครัวของคนเหล่านั้น กลายเป็นลูกโซ่ ซึ่งจะมีผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ”
ภาครัฐจึงจำเป็นต้องยื่นมือเข้ามาช่วยภายใต้ “มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการด้านการสื่อสาร” ซึ่งก็ได้ข้อยุติสำหรับแนวทางความช่วยเหลือไปแล้ว เหลือเพียงการประชุมของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในวันที่ 27 มีนาคมนี้ เพื่อออกเป็นประกาศคำสั่ง คสช.หรือมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 เท่านั้น
ทั้งนี้ แนวทางการช่วยเหลือที่ได้ข้อยุติเป็นที่เรียบร้อยสำหรับทีวีดิจิทัลนั้น คือ 1.พักชำระค่าประมูลทีวีดิจิทัลเป็นเวลา 3 ปี เริ่มตั้งแต่งวดที่ 5 ที่จะครบชำระในวันที่ 25 พ.ค.2561 ไปจนถึง 25 พ.ค.2563 โดยผู้ประกอบการจะไปชำระค่าประมูลงวดที่ 5 ในวันที่ 25 พ.ค.2564 และ 2.กสทช.จะชำระค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัลในอัตรา 50% ของค่าเช่า เป็นเวลา 24 เดือน ภายใต้วงเงิน 2,100 ล้านบาท หากมีการเจรจาต่อรองลดราคาค่าเช่าโครงข่ายลงได้ กสทช.ก็สามารถขยายเวลาช่วยเหลือออกไปได้อีก 1-3 เดือน เพื่อแบ่งเบาภาระค่าเช่าโครงข่ายทีวีดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ในกลางปี 2561 สถานีโทรทัศน์ช่องเดิม อาทิ 7, 9, 11, ไทยพีบีเอส จะยุติการออกอากาศทีวีระบบอนาล็อก ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลเกือบสมบูรณ์ เหลือสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ซึ่งอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทานกับบริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ที่ยังคงออกอากาศด้วยระบบอนาล็อกจนกว่าสัญญาสัมปทานจะสิ้นสุดในปี 2564
“ในช่วง 3 ปีจากนี้ไปเชื่อว่าสถานการณ์ทีวีดิจิทัลจะฟื้นตัวอย่างแน่นอน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลก็ต้องพัฒนาเนื้อหารายการที่มีคุณภาพ โดนใจผู้ชม สร้างความนิยม (เรตติ้ง) ให้รายการของตัวเองเพื่อดึงดูดเม็ดเงินโฆษณาสร้างรายได้ให้ช่อง ผมขอย้ำว่าการช่วยเหลือทีวีดิจิทัล เป็นสิ่งที่ต้องทำ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหม่ ที่ไม่มีต้นทุนมาจากสัญญาสัมปทาน”
ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อกังขาเหตุใดรัฐบาลและ กสทช.ถึงนำเรื่องทีวีดิจิทัลกับกิจการโทรคมนาคมมารวมเป็นเรื่องเดียวกันในการออกคำสั่ง ม.44 นั้น เลขาธิการ กสทช.ระบุว่า เพราะ กสทช.กำกับดูแลทั้งสองอุตสาหกรรม จึงไม่อยากให้รัฐบาลต้องออก ม.44 หลายครั้ง
ทั้งนี้ ในที่ประชุมทุกครั้งหลายคนไม่อยากช่วย เพราะเห็นว่าเอกชนเข้ามาประมูลกันเอง เคาะราคากันเอง จนราคาสูงเกินจริง เช่น ราคาประมูลทีวีดิจิทัลสูงเกินราคาเริ่มต้น 3.2 เท่า ขณะที่ราคาประมูลคลื่น 900 สูงเกินราคาประมูล 6.3 เท่า ซึ่งขอชี้แจงว่าถ้ารัฐไม่ช่วยแล้วใครจะช่วย หากไม่ช่วยมีการปิดกิจการ ผลกระทบจะเป็นลูกโซ่
“เมื่อพินิจพิเคราะห์แนวทางการช่วยเหลือแล้ว รัฐไม่ได้เสียหายก็ควรช่วยเหลือ เพราะเอกชนคือกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ มีอะไรที่ช่วยเหลือได้ ก็ควรช่วยเหลือและสนับสนุน เพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตอย่างยั่งยืน”
ทั้งนี้ ยืนยันว่าทีวีดิจิทัลต้องได้รับการช่วยเหลือ เพราะผู้ประกอบการหลายรายเริ่มต้นใหม่ต้องลงทุนใหม่ ซึ่งใช้เวลา 3-5 ปี จึงจะเริ่มสร้างรายได้ เพราะฉะนั้นในช่วงเริ่มต้นธุรกิจอาจประสบปัญหาบ้าง แต่เมื่อรัฐยื่นมือเข้าช่วยแล้ว รายใดมีการบริหารจัดการที่ดี มีเนื้อหารายการที่ดีก็เชื่อว่าจะเติบโตเข้มแข็งได้ แต่รายใดไปไม่ไหวก็คงต้องยอมรับอาจขายกิจการหรือเปลี่ยนมือไป
ในส่วนของมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการโทรคมนาคมที่ชนะประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์นั้น จะเป็นการยืดชำระค่าประมูลออกไป 5 งวด โดยต้องจ่ายดอกเบี้ยตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด โดยบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลสเน็ทเวอร์ค จำกัด (AWN) ในเครือเอไอเอสที่ชนะประมูลในราคา 75,656 ล้านบาท และบริษัท ทรูมูฟเอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ในเครือกลุ่มทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ชนะประมูลในราคา 76,298 ล้านบาท
สำหรับเงื่อนไขการชำระเงินนั้น เดิมเอไอเอสต้องชำระ 59,574 ล้านบาท ทรู 60,218 ล้านบาท ก็ให้นำมาแบ่งชำระเป็น 5 งวด โดยเอไอเอสจะชำระงวดละ 11,914 ล้านบาท และต้องจ่ายดอกเบี้ย 1,787.20 ล้านบาท ขณะที่ทรูต้องชำระงวดละ 12,043 ล้านบาท และดอกเบี้ย 1,806.60 ล้านบาท
“การจ่ายดอกเบี้ยของผู้ประกอบการ 2 รายนั้น รัฐได้ประโยชน์ทั้งหมด แต่ในส่วนของเอกชนไม่ได้มีภาระแค่นี้ เงินที่นำมาชำระหากต้องกู้เงินจากสถาบันการเงินก็ต้องเสียดอกเบี้ยในอัตรา 3% ขึ้นไป โดยเอไอเอสต้องจ่ายดอกเบี้ยราว 3,574.4 ล้านบาท และทรู 3,613.2 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบข้อดี ข้อเสียและวิเคราะห์ภาพรวมของเศรษฐกิจแล้ว ทุกฝ่ายเห็นควรช่วยเหลือ เพื่อให้เอกชนมีเงินไปลงทุนขยายโครงข่ายโทรคมนาคมให้ครอบคลุมความต้องการใช้บริการของประชาชนในทุกพื้นที่และยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วย”
ที่สำคัญ มาตรการขยายระยะเวลาการชำระค่าประมูลคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ครั้งนี้ จะนำไปเป็นบรรทัดฐานการกำหนดเงื่อนไขการประมูลคลื่น 900 ในครั้งหน้าด้วย
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า มาตรการช่วยเหลือของรัฐในครั้งนี้ เป็นเพียงการแบ่งเบาภาระให้ในช่วง 3 ปีนี้เท่านั้น สิ่งสำคัญที่ต้องแก้ไขคือการแก้ไขกฎหมาย พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ.2560 (พ.ร.บ.กสทช.) ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่จะเปิดทางให้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น การโอนกิจการหรือควบรวบกิจการได้ จากปัจจุบันที่ไม่สามารถดำเนินการได้
“เชื่อแน่ว่าปัญหาทีวีดิจิทัลจะมีทางออกแน่นอน หากมีการแก้ไขกฎหมาย เปิดให้มีการถ่ายโอนกิจการ หรือควบรวบกิจการได้ ก็จะเห็นแสงสว่างทันที ถึงเวลานั้นเชื่อว่าคงไม่มีผู้ประกอบการรายใดขอคืนใบอนุญาต เพราะยังมีระยะเวลาประกอบกิจการเหลือถึง 11 ปี พอที่จะประกอบธุรกิจสร้างรายได้อยู่”
ส่วนอุตสาหกรรมโทรคมนาคมแทบไม่มีอะไรที่ต้องช่วยมาก เพราะเป็นอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง เติบโตมานานกว่า 25 ปีในระบบสัมปทาน และได้เปลี่ยนผ่านสู่ระบบใบอนุญาตได้ราว 5 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศมหาศาล
แต่เมื่อเอกชนมีปัญหาขอความช่วยเหลือ ขอยืดระยะเวลาการชำระค่าประมูลออกไปอีก 5 งวด โดยที่รัฐได้พิจารณาแล้ว รัฐเองก็ไม่เสียหาย แล้วเหตุใดจึงจะไม่ให้การช่วยเหลือ เพื่อให้เอกชนมีเงินไปขยายการลงทุน สร้างงาน ซึ่งจะก่อให้เกิดการหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ
เพราะเอกชนคือฟันเฟืองที่สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และมีส่วนผลักดันทำให้โครงข่ายโทรคมนาคมครอบคลุมทุกพื้นที่ของประเทศ สนองนโยบายรัฐบาลไทยแลนด์ 4.0 “ภาครัฐและเอกชนนั้น จำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่ามองว่าเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนรายใดรายหนึ่ง เพราะการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมทุกภาคส่วนต้องร่วมแรงร่วมใจกัน”
********
สำหรับ “ทีมเศรษฐกิจ” แล้ว ม.44 ที่ให้ข้างต้นยังหาใช่มาตรการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะสถานการณ์ที่แต่ละรายเผชิญอยู่เวลานี้ล้วนหนักหนาสาหัสไม่ต่างจากที่ “เจ๊ติ๋ม-ไทยทีวี” เผชิญด้วยกันทั้งสิ้น มาตรการที่รัฐให้จึงไม่ต่างไปจากการยืดเวลาตายเท่านั้น ไม่ได้ “เศษเสี้ยว” ที่ผู้ประกอบการเผชิญด้วยซ้ำ!
เมื่อ คสช.จะออก ม.44 ทั้งที มันก็ควรจะให้สะเด็ดน้ำ จะเปิดทางให้ผู้ประกอบการคืนใบอนุญาตได้ ยุติการประกอบการหรือ “ตาย” ได้ หรือจะถ่ายโอนหรือควบรวมกิจการได้ให้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลปกครองและร่างแก้ไข พ.ร.บ.กสทช.ที่อยู่ในการพิจารณาของ สนช.ก็ไม่เห็น
จะต้องพะวักพะวงอะไรกับพวก “มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำ” ในเมื่อผลประโยชน์ของผู้ประกอบธุรกิจที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจย่อมสำคัญกว่าการใช้ ม.44 ปลดคนหมาบ้าคนหนึ่งที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรกับประเทศหรือระบบเศรษฐกิจแม้แต่น้อย
จะต้องรอให้ “ผีถึงป่าช้า” ก่อนหรืออย่างไร ถึงค่อยไปคิดอ่านให้ความช่วยเหลือ....ถึงเวลานั้น มาตรการช่วยเหลือที่ให้ มันจะไปมีความหมายอะไร!!!
ทีมเศรษฐกิจ