
นายวันชัย วราวิทย์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ โรงงานยาสูบได้เข้ามาหารือกับกรมการค้าต่างประเทศ เพราะเกรงว่า บุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศอาจมีการทุ่มตลาดบุหรี่ไทย จนทำให้โรงงานยาสูบเสียส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับบุหรี่นำเข้า รวมถึงมีรายได้ลดลง ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากการที่มีการบังคับใช้ภาษียาสูบใหม่เมื่อวันที่ 16 ก.ย.60 ที่ทำให้บุหรี่ที่ผลิตและขายในประเทศมีราคาสูงกว่าบุหรี่นำเข้าจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ได้ชี้แจงไปว่า กรณีการลดราคาขายของบุหรี่นำเข้า และการที่โรงงานยาสูบเสียส่วนแบ่งการตลาดให้กับบุหรี่นำเข้านั้น ไม่ได้เกิดจากการทุ่มตลาดของบุหรี่นำเข้า แต่เป็นผลจากการปรับโครงสร้างภาษีใหม่ อีกทั้งการทุ่มตลาดภายใต้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต้องพิจารณาจากราคาบุหรี่ที่ส่งออกมายังประเทศไทย จะต้องต่ำกว่าราคาบุหรี่ชนิดเดียวกันที่ขายอยู่ในประเทศผู้ผลิต ไม่ได้ดูแค่การขายต่ำกว่าราคาขายในประเทศไทยอย่างที่เข้าใจกัน
“หากโรงงานยาสูบเห็นว่าบุหรี่นำเข้ามีการทุ่มตลาดและเสียหายจากการทุ่มตลาดดังกล่าวก็สามารถยื่นคำขอให้ดำเนินการพิจารณาตอบโต้การทุ่มตลาดได้ โดยสามารถแสดงข้อมูลและเอกสารหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามีการทุ่มตลาด และโรงงานยาสูบมีความเสียหายจากสินค้าทุ่มตลาดต่อกรมการค้าต่างประเทศได้”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2560และกฎกระทรวงการคลังกำหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต (ฉบับที่ 2) มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 16 ก.ย.60 โดยได้ปรับโครงสร้างภาษียาสูบใหม่ ภายใต้ระบบภาษีแบบผสม คือ อัตราภาษีปริมาณที่ 1.2 บาท/มวน และอัตราภาษีมูลค่าที่มีการแบ่งขั้นบุหรี่ออกเป็น 2 ขั้น (เทียร์) ตามราคาขายปลีก โดยบุหรี่ที่มีราคาขายปลีกถูกกว่า 60 บาท/ซอง เสียภาษีมูลค่าในอัตรา 20% ต่ำกว่าบุหรี่ที่มีราคาเกิน 60 บาท/ซอง ที่เสียภาษี 40% ส่งผลให้บุหรี่นำเข้าบางยี่ห้อ ที่เดิมขายเกินกว่า 60 บาท/ซอง ได้ปรับลดราคาลง เพื่อให้เสียภาษีเพียง 20% ขณะที่บุหรี่ไทยไม่ได้ปรับลดราคา แต่ขึ้นราคา เพราะต้องเสียภาษีมูลค่าที่สูงขึ้น.