ไม่ยากอย่างที่คิด! ศึกษาความพร้อม 6 ข้อ ก่อนเกษียณอายุ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ไม่ยากอย่างที่คิด! ศึกษาความพร้อม 6 ข้อ ก่อนเกษียณอายุ

Date Time: 26 ก.ย. 2560 07:00 น.

Video

เบื่อเป็นลูกจ้าง! หุ้น vs ธุรกิจ ทางไหนพารอด? ฟัง ซัน กระทรวง - เบียร์ ใบหยก | Money Issue EP.46

Summary

สำหรับในช่วงประมาณวันที่ 30 กันยายน ของทุกปี หน่วยงานราชการต่างๆ ต้องสูญเสียกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถจำนวนหนึ่ง เนื่องจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นการครบกำหนดอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ในการรับราชการ..

Latest


สำหรับในช่วงประมาณวันที่ 30 กันยายน ของทุกปี หน่วยงานราชการต่างๆ ต้องสูญเสียกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถจำนวนหนึ่ง เนื่องจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นการครบกำหนดอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ในการรับราชการ..

ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประชากร อันเนื่องมาจากการลดลงภาวะเจริญพันธุ์ ซึ่งจำนวนประชากรของไทยอีก 5 ปี จะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในระดับ 18% สิ่งที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ปัญหาต่างๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เช่น ปัญหาทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพจิตและอารมณ์ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนปัญหาในการปรับตัว

ขณะที่ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ จะเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เกษียณอายุได้เช่นเดียวกัน การที่ผู้เกษียณอายุจะสามารถเผชิญกับสภาวะวิกฤติดังกล่าวได้จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมวางแผนชีวิตก่อน ที่จะก้าวสู่วัยเกษียณหรือวัยสูงอายุในด้านต่างๆ 6 ด้าน ดังนี้

1. เตรียมตัวด้านจิตใจ
คนที่มีอายุใกล้ถึงเกณฑ์เกษียณ ย่อมรู้สึกประหวั่นวิตกกังวลว่า หลังจากเกษียณจะอยู่อย่างไร ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ทำให้มีอารมณ์รุนแรง หงุดหงิด เหงา เบื่อหน่ายชีวิต ควรเตรียมตัวด้านจิตใจ ดังนี้
- สร้างขวัญกำลังใจที่ดี ในการเผชิญหน้ากับวัยเกษียณ ใช้หลักธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
- มองโลกในแง่ดี รู้จักปล่อยวางเมื่อมีปัญหา พร้อมแก้ปัญหาด้วยความมีสติและรู้จักควบคุมตนเอง
- พยายามทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่น ทั้งการทำอาหาร ทำสวน เลี้ยงสัตว์
- ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ทั้ง ฟังเพลง อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์

2. เตรียมตัวด้านร่างกาย
สำหรับสุขภาพร่างกาย เป็นสิ่งที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่ใกล้จะเกษียณอายุควรเตรียมตัวด้านสุขภาพร่างกายให้พร้อม เพราะในวัยนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ชัด เตรียมตัวด้านร่างกาย ดังนี้
- รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เป็นอาหารที่เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย เน้นปลาและผักที่ปลอดสารพิษ 
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว
- นอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
- ตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

3. เตรียมตัวด้านสัมพันธภาพในครอบครัว
เรื่องสัมพันธภาพในครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นครอบครัวจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
- ติดต่อสื่อสารกันเสมอ
- ให้เวลากับสมาชิกในครอบครัว
- เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่คนในครอบครัว
- สอนลูกหลานให้รักและเคารพผู้สูงอายุ

4. เตรียมตัวด้านกิจกรรมการใช้เวลาว่าง
ด้านกิจกรรมยามว่าง เป็นเรื่องสำคัญที่ทำแล้วสบายใจ ควรเลือกกิจกรรมที่มีประโยชน์และถนัด รวมทั้งความเหมาะสมกับกำลัง ดังนี้
- เล่นกีฬา เช่น เดิน ว่ายน้ำ เปตอง เป็นต้น
- ทำงานอดิเรก เช่น เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือทำงานประดิษฐ์
- ร่วมกิจกรรมในสังคม หรือทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อพูดคุยกับเพื่อนใหม่

5. เตรียมตัวด้านที่อยู่อาศัย
เรื่องที่อยู่อาศัย เป็นสถานที่สำคัญต่อมนุษย์ทุกคน การเตรียมที่อยู่อาศัยควรจัดให้พร้อมก่อนถึงวันเกษียณอายุ หากจัดการตอนเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วอาจมีปัญหาบางอย่างซึ่งแก้ไม่ทันการณ์ได้ ควรเตรียมความพร้อม ดังนี้
- บริเวณที่อยู่อาศัย ต้องมีลักษณะเหมาะสม และมีข้อจำกัดในวัยชรา เช่น พื้นบ้านต้องไม่ขัดเงาให้ลื่น เพราะจะทำให้หกล้มได้ง่าย
- สถานที่ตั้งที่อยู่อาศัย ต้องสะดวกในการเดินทาง ไม่ไกลจากแหล่งชุมชน จากญาติหรือเพื่อนสนิท

6. เตรียมตัวด้านทรัพย์สินเงินทอง
ความเป็นจริงแล้ว การวางแผนชีวิตควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อเป็นการวางเป้าหมายในชีวิต เนื่องจากบุคคลเมื่อถึงเวลาเกษียณอายุ รายได้ที่เคยได้รับประจำก็ลดลง ดังนั้นถ้าไม่มีแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุม เงินอาจหมดไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องเตรียมตัวด้านการเงิน ดังนี้
-ประเมินรายจ่ายแต่ละเดือน วิเคราะห์รายจ่ายต่างๆ ทำเป็นตารางงบออกมา ให้เห็นและเข้าใจง่าย
-ประเมินรายรับแต่ละเดือน วิเคราะห์รายรับเพื่อคาดคะเนจำานวนรายได้ เนื่องจากเมื่อเกษียณอายุ รายได้พิเศษต่างๆ อาจสิ้นสุดไป
-ควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านให้สมดุลกับรายได้ ควรหาทางเพิ่มรายได้หรือตัดรายจ่ายไม่จำเป็นออก
-เตรียมสะสมเงินเพื่อสำรองไว้ใช้ยามเจ็บป่วย ฉุกเฉินหรือเมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ควรเริ่มต้นสะสมเป็นเวลาอย่างน้อย 10-15 ปี ก่อนการเกษียณอายุ อาจเป็นการสะสมในรูปอสังหาริมทรัพย์ การซื้อพันธบัตร การประกันชีวิต หรือบริหารเงินที่ได้รับหลังเกษียณ

สำหรับแหล่งเงินได้หลังเกษียณ แบ่งได้ ดังนี้
- กองทุนประกนสังคม หากจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมา 15 ปี พออายุ 55 ปี ก็จะได้ร้บเงินบำนาญชราภาพ ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน คิดจากเพดานเงินเดือนสูงสูด 15,000 บาท ตามข้อกำหนดของกองทุน หากจ่าย เงินสมทบเกินกว่า 15 ปีก็จะได้ โบนัสอีกปีละ 1.5% สมมติเราจ่ายสมทบมา 30 ปีก่อนเกษียณ จะได้โบนัส 15 ปี หรืออีก 3,375 บาท รวมเป็น 6,375 บาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่ได้ปรับด้วยเงินเฟ้อ

- กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กรณีเป็นข้าราชการท่ีเป็นสมาชิกกองทุนจะได้รับเงินบํานาญ
= (เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ) / 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย หรืออาจเป็นเงินบำเหน็จ = เงินเดือน เดือนสุดท้าย x อายุราชการตามเงื่อนไขทางราชการ

- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ลูกจ้างและนายจ้างสมัครใจร่วมกันสมทบเข้ากองทุน ถ้าเราเริ่มทำงานและสะสมเงินเข้ากองทุนน้ีตั้งแต่อายุ 25 ปีโดยสะสม 3% ของเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท ถ้าเงินเดือนเพิ่มขึ้นปีละ 5% นายจ้างสมทบให้ 3% และกองทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% เมื่ออายุ 60 ปีเราจะมีเงินประมาณ 1.2 ล้านบาท จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งจะช่วยสร้างวินัยในการลงทุนให้เราได้ เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเรายังได้รับประโยชน์ทางภาษีในช่วงที่ลงทุนอีกด้วย ปัจุบันมีกองทุนรวม RMF มากมาย ใหเราเลือกได้ตามนโยบายการลงทุนที่ต้องการ


อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวในด้านต่างๆ ควรปฏิบัติและทำให้สำเร็จก่อนเกษียณอายุทำงาน เพราะต้องใช้เวลานานและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หากได้เตรียมความพร้อมไว้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้คุ้นชินกับการเกษียณอายุอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น.


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ