
ป้องกันไว้ดีกว่าแก้! กรมทางหลวง เผยยอดอุบัติเหตุบนทางหลวงครึ่งปีแรก 60 พุ่งขึ้น 3% สาเหตุหลักเกิดจากขับขี่รถด้วยความเร็วสูงเกินกว่ากฎหมายกำหนด พร้อมวอนประชาชนผู้ใช้ทางโปรดปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด...
วันที่ 15 ส.ค. 60 นายธานินทร์ สมบูรณ์ อธิบดีกรมทางหลวง เปิดเผยว่า กรมทางหลวง โดยสำนักอำนวยความปลอดภัย ได้สรุปรายงานข้อมูลอุบัติเหตุบนทางหลวงทั่วประเทศ ประจำงวดครึ่งปี 1 ม.ค. – 30 เม.ย. 60 จากการรายงานอุบัติเหตุทางระบบ HAIMS พบว่า ได้มีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบนทางหลวงในความรับผิดชอบของกรมทางหลวง จำนวน 8,302 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1,350 คน ได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 9,682 คน จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุ 12,551 คัน เป็นเหตุให้ทรัพย์สินของกรมทางหลวงเสียหายประมาณ 278 ล้านบาท
เมื่อเปรียบเทียบสถิติอุบัติเหตุ ประจำงวดครึ่งปี 2559 และ 2560 พบว่า ภาพรวมจำนวนอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา 3% ผู้เสียชีวิตลดลง 2% บาดเจ็บเพิ่มขึ้น 14% จำนวนรถที่เกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น 0.2% ซึ่งสาเหตุหลักการเกิดอุบัติเหตุมาจากผู้ขับขี่ขับรถด้วยความเร็วสูงกว่ากฎหมายกำหนด 72% (5,963 ครั้ง) รองลงมา ได้แก่ การตัดหน้าระยะกระชั้นชิด 10% (832 ครั้ง) หลับใน 7% (566 ครั้ง) และอุปกรณ์รถบกพร่อง 3% (254 ครั้ง) สำหรับอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดบริเวณทางตรง 65% (5,374 ครั้ง) รองลงมา คือ ทางโค้งปกติ 15% (1,228 ครั้ง) และทางแยกระดับเดียวกัน 7% (609 ครั้ง)
อีกทั้ง ยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วนใหญ่ ได้แก่ รถปิกอัพบรรทุก 4 ล้อ 29% (3,729 คัน) รถยนต์นั่ง 28% (3,578 คัน) และรถจักรยานยนต์ 18% (2,319 คัน) หากจำแนกตามภาคของการเกิดอุบัติเหตุ พบว่าเส้นทางในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเกิดอุบัติเหตุสูงสุด 22% รองลงมาได้แก่ ภาคใต้ 16% และกรุงเทพฯ และปริมณฑล 14% และหากจำแนกตามรายจังหวัดพบว่า กรุงเทพมหานคร เกิดอุบัติเหตุสูงสุด 474 ครั้ง จังหวัดนครราชสีมา 342 ครั้ง และจังหวัดตาก 285 ครั้ง
นอกจากนี้ กรมทางหลวงได้มีมาตรการแก้ไข ที่ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องร่วมกับตำรวจทางหลวงในการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะการตรวจจับความเร็วยานพาหนะที่วิ่งบนทางหลวง ซึ่งเป็นมาตรการที่สำคัญในการลดและป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม กรมทางหลวงขอความร่วมมือผู้ใช้รถใช้ถนนโปรดขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เคารพกฎจราจร พร้อมทั้งศึกษาเส้นทางที่จะใช้เดินทางเพื่อความปลอดภัยของท่านและผู้ใช้รถใช้ถนน รวมถึงป้องกันการเกิดอุบัติเหตุให้ได้ประสิทธิผลต่อไป.