
น.ส.ภัทรวดี กล่อมจรูญ นายกสมาคมผู้ประกอบการรถโดยสารประจำทาง (รถร่วม ขสมก.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ส.ค.นี้ จะเข้าพบนายสมศักดิ์ ห่มม่วง รองปลัดกระทรวงคมนาคม เพื่อขอความเป็นธรรม เนื่องจากรถร่วม ขสมก.ได้รับผลกระทบจากนโยบายการปฏิรูปรถเมล์ จึงขอให้ช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วม ด้วยการให้สัมปทานการเดินรถให้ผู้ประกอบการ 7 ปี โดยไม่ต้องเข้าร่วมประมูล เพราะการใช้มาตรา 44 กำหนดให้สัญญาสัมปทานการเดินรถหมดลงภายใน 2 ปี ไม่ว่าผู้ประกอบรายนั้นๆจะเหลือสัญญาสัมปทานการเดินรถเท่าใด ทำให้ผู้ประกอบการรถร่วมได้รับความเดือดร้อน เนื่องจากบางรายมีสัมปทานเหลือระหว่าง 5-15 ปี เป็นต้น เพราะสถาบันการเงินก็จะไม่ปล่อยกู้เพราะเห็นว่าอายุของสัญญาสัมปทาน เหลืออีกไม่มากนัก ทำให้บางรายขาดสภาพคล่อง
“องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ขอให้รถร่วม ขสมก.ปรับปรุงการบริการ และจูงใจให้ซื้อรถใหม่และขยายสัมปทานการเดินรถให้กับรถร่วม ซึ่งการนำรถเมล์ใหม่มาวิ่งให้บริกาต้องกู้เงินมาซื้อรถ ถือว่ามีภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายและหวังว่าการมีอายุสัญญาสัมปทานตามที่ ขสมก.กำหนด จะทำให้มีรายได้มาบริหารงานและชำระหนี้เงินกู้ แต่เมื่อนำมาตรา 44 มาใช้และสัญญาสัมปทานจะหมดลงในอีก 2 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการต้องเข้าร่วมประมูลอีก ซึ่งไม่รู้ว่าจะประมูลเส้นทางเดินรถได้หรือไม่ หากไม่ได้ก็จะทำให้ลำบาก เนื่องจากมีภาระหนี้ต้องจ่ายทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยกับธนาคาร ”
นอกจากนี้ ได้ขอให้มีการลดภาระการจัดเก็บค่าตอบแทน ของรถเมล์ร้อนให้เหลืออยู่ที่ 15.30 บาทต่อคันต่อวัน รถโดยสารปรับอากาศอยู่ที่ 30 บาทต่อคันต่อวัน จากปัจจุบันที่รถร้อนจัดเก็บ 120 บาทต่อคันต่อวัน และรถปรับอากาศอยู่ที่ 60-280 บาทต่อคันต่อวัน เนื่องจากได้รับหนังสือทวงหนี้ค่าตอบแทนจาก ขสมก.ในขณะนี้ ซึ่งเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนปี 2548 จำนวนหลายร้อยล้านบาท ทั้งที่ช่วงนั้นรัฐบาลรับปากช่วยเหลือผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก.ด้วยการลดค่าตอบแทน หรือหนี้ที่เกิดขึ้นก่อนปี 2548 เพื่อแลกกับการปรับขึ้นค่าโดยสาร จึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องมาทวงถามให้จ่ายเงินอีก และยังขอให้มีการคิดค่าโดยสาร เป็นแบบเหมาจ่ายตลอดสายและรถเป็นสีเดียวกันทั้งหมด เช่น ราคา 35-40 บาท หรือเป็นการจ่ายค่าโดยสารเพียงครั้งเดียว แต่ผู้โดยสารสามารถนั่งรถโดยสารได้ตลอดทั้งวันที่เป็นรถร่วม.