
IMF ชี้ว่าประเทศกำลังพัฒนาเผชิญความท้าทายจากต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นและพื้นที่ทางการคลังที่จำกัด ส่งผลให้ต้องเร่งปฏิรูปเพื่อสร้างเสถียรภาพและกระตุ้นการเติบโต
ในวันที่หนี้พุ่ง เงินช่วยเหลือขาด แต่ประเทศต้องไปต่อ จะสร้างภูมิคุ้มกันอย่างไรก่อนวิกฤตครั้งหน้ามาถึง ประเด็นนี้กลายเป็นคำถามใหญ่ของรัฐบาลหลายประเทศ และเป็นสิ่งที่ IMF หยิบมาเตือนบนเวทีเสวนา Building Fiscal Resilience in a Shock Prone World ในงาน IMF-World Bank Group Annual Meetings 2026 พร้อมกับชี้ให้เห็นความจริงที่น่ากังวลว่า แม้เศรษฐกิจโลกโดยรวมจะรับมือกับวิกฤตล่าสุดได้ดีกว่าที่คาด แต่กลับทิ้งร่องรอยของ “ความเหลื่อมล้ำ” ไว้อย่างชัดเจน
ภายในงาน IMF ได้สะท้อนความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ปัจจุบันโดยชี้ว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำและประเทศกำลังพัฒนาต้องรับศึกหนักจากต้นทุน ปัจจัยการผลิต และราคาสินค้าที่สูงขึ้น สวนทางกับรายได้ที่ลดลง ในขณะเดียวกัน พื้นที่ทางการคลัง สำหรับรองรับแรงกระแทกวิกฤตก็กำลังหดหายลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น และความต้องการในการใช้จ่ายที่สูงขึ้น
สถานการณ์เช่นนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าประเทศต่างๆ จำเป็นต้องเร่งสร้างพื้นที่ทางการคลังเพื่อรับมือวิกฤตในอนาคต พร้อมๆ กับการรักษาเสถียรภาพและปฏิรูปเพื่อกระตุ้นการเติบโต
Dan Katz, First Deputy Managing Director of the IMF ย้ำถึงความกังวลนี้ว่า โลกกำลังอยู่ในยุคที่อัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นและความช่วยเหลือทางการเงินจากภายนอกลดลง ขณะที่ Rodrigo Valdés, Director of the IMF’s Fiscal Affairs Department ชี้ให้เห็นว่า หลายประเทศยังคงมีปัญหาการขาดดุลงบประมาณที่ขยายตัวใหญ่กว่าที่คาดการณ์ไว้ การรวมกันของระดับหนี้ที่สูงและอัตราดอกเบี้ยที่แพงขึ้นได้กลายเป็นความท้าทายที่ซับซ้อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องมายังประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่
ดังนั้นในเมื่อพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากภายนอกได้ยากขึ้น รัฐบาลจึงต้องเริ่มสร้างความยืดหยุ่นทางการคลังด้วยตนเองตั้งแต่วันนี้ ก่อนที่วิกฤตครั้งหน้าจะมาเยือน ยกตัวอย่าง
ยกระดับการจัดเก็บและปรับโครงสร้างภาษี: การมีสัดส่วนรายได้ภาษีเพียง 10% ของ GDP นั้นไม่เพียงพอต่อการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานหรือการศึกษา การปรับโครงสร้างภาษีให้ดีขึ้นสามารถช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้โดยไม่สูญเสียรายได้รัฐ
การรักษาสัดส่วนรายได้ภาษีให้เกิน 15% ของ GDP: งานวิจัยของ IMF บ่งชี้ว่า ประเทศต่างๆ จะสามารถรับมือกับแรงกระแทกและเติบโตอย่างยั่งยืนได้ หากสามารถรักษาอัตราส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ไว้ที่ระดับสูงกว่า 15%
ใช้จ่ายอย่างคุ้มค่าและสร้างกันชน (Buffers): การเพิ่มรายได้อย่างเดียวไม่พอ การบริหารรายจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและการตรวจสอบทางการคลังที่ดี จะช่วยพัฒนาผลลัพธ์ของนโยบายได้โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มรายจ่ายรวม
บนเวทีเสวนายังมีเนปาลกับแซมเบีย สองประเทศที่มาร่วมเปิดเผยข้อมูลให้ประสบการณ์
Swarnim Wagle รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งประเทศเนปาล เปิดเผยว่า เนปาลเผชิญแรงกระแทกแทบไม่เว้นว่าง ตั้งแต่ภัยพิบัติใหญ่เมื่อ 11 ปีก่อนที่คร่าชีวิตเกือบ 9,000 ราย การปิดกั้นทางการค้าในช่วงปี 2015-2016 แรงกระแทกด้านเงินตราต่างประเทศหลังโควิด-19 จนถึงน้ำป่าไหลหลากครั้งรุนแรง แต่แม้ว่าจะเจอทั้งภัยธรรมชาติ วิกฤตด้านการค้า และการหยุดชะงักของการไหลเวียนสินค้าและบริการ แต่รายได้ล่าสุดใกล้เคียงเป้าหมาย และสูงกว่าปีก่อนราว 18-20%
สัดส่วนภาษีต่อ GDP ของเนปาลอยู่ที่เกิน 20% ซึ่งสูงมากสำหรับประเทศยากจน แต่รัฐมนตรียอมรับว่าตัวเลขนี้ซ่อนความเปราะบาง เพราะพึ่งภาษีการค้าในสัดส่วนสูง จึงใช้กลยุทธ์ระดมรายได้ในประเทศ (domestic revenue mobilization strategy) ที่ได้ความช่วยเหลือจาก IMF ช่วยระบุช่องโหว่ของระบบภาษี ไม่ว่าจะเป็นการยกเว้นภาษีที่เกิดจากเหตุผลทางการเมือง ซึ่งคิดเป็นค่าใช้จ่ายภาษีราว 2.7% ของ GDP และภาษีสรรพสามิตกว่า 52 รายการ ราว 1.7% ของ GDP เมื่อมีข้อเสนอแนะที่เป็นกลางและอิงหลักฐาน ก็นำไปปฏิบัติในงบประมาณติดต่อกันสองปี รวมถึงงบประมาณที่ประกาศเมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้
รัฐมนตรีแบ่งแรงกระแทกเป็นสามกลุ่ม พร้อมเครื่องมือรับมือที่ต่างกัน
โดยยังเตือนอีกว่าแรงกระแทกจำนวนมากเชื่อมโยงกันข้ามพรมแดน ความร่วมมือระดับภูมิภาคจึงสำคัญ หรืออาศัยองค์กรอย่างธนาคารโลกและสหประชาชาติช่วยประสานงาน แต่ทั้งหมดต้องมี “ฐานการคลังที่มั่นคง” เป็นรากฐาน เพราะเบาะรองรับและโครงสถาบันคือคำตอบที่แท้จริง
ขณะที่แซมเบียนำเสนอเรื่องการเก็บภาษีได้มากขึ้นผ่านดิจิทัลและข้อมูล Situmbeko Musokotwane รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและการวางแผนแห่งชาติ เปิดเผยว่า แซมเบียผ่านวิกฤตซ้ำซาก ตั้งแต่หนี้สาธารณะจนถึงภัยแล้ง แต่เป็นเวลาห้าปีที่แซมเบียฟื้นเสถียรภาพการคลังและความยั่งยืนของหนี้ได้สำเร็จภายใต้โครงการกับ IMF ที่สิ้นสุดต้นปี 2026 ท่ามกลางแรงกระแทกดังกล่าว สัดส่วนที่หน่วยงานจัดเก็บภาษีมีส่วนสนับสนุนเพิ่มจาก 49% ในปี 2021 เป็นราว 73% ในปี 2025 จากการวองกรอบการประเมินระบบบริหารภาษีในปี 2022 ที่พัฒนาไปสู่ยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยมีหลักการสำคัญ เช่น การจัดตั้งสำนักงานผู้เสียภาษีรายใหญ่ และหน่วยงานเฉพาะด้านเหมืองแร่ ซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญของประเทศ
การทำระบบดิจิทัล Tax Online ให้เสถียร เชื่อมระบบเข้าด้วยกัน และใช้ข้อมูลจากบุคคลที่สาม การสร้างขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อบริหารความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อน โดยได้รับการสนับสนุนจากกรมกิจการการคลังของ IMF และการใช้ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-invoice) เพื่อแก้ปัญหาประสิทธิภาพการจัดเก็บ VAT
แต่แซมเบียยอมรับตรง ๆ ว่า “ยังไม่พ้นผลกระทบจากแรงกระแทก” ทั้งการคืน VAT ที่เคยจ่ายได้เพียงราว 50% ของยอดที่ขอจนเกิดยอดค้างจ่ายสะสม และการผ่อนคลายมาตรการบังคับใช้ช่วงเกิดแรงกระแทกที่ทำให้วินัยการชำระภาษีอ่อนแอลง จึงต้องทบทวน แต่สิ่งที่ทำให้ประสบการณ์ได้ผล คือ การระบุปัญหาจากการประเมินเชิงวินิจฉัย การเชื่อมยุทธศาสตร์กับแผนของรัฐและพันธมิตร และการออกแบบให้เปลี่ยนจาก “โครงการ” เป็นงานประจำตั้งแต่แรก เช่น สร้างทีมบริหารความเสี่ยงในหน่วยงานเองทำงานเคียงข้างผู้ให้ความช่วยเหลือ สร้างระบบในองค์กรเอง และตั้งหน่วย AI เพื่อให้ความรู้อยู่กับทีมในประเทศ เมื่อผู้ให้ทุนถอนตัวก็ไม่ล้มเหลว
แม้เวทีนี้จะไม่ได้พูดถึงประเทศไทยโดยตรง แต่โจทย์ที่ IMF ชี้ให้เห็นก็ใช้ได้กับหลายประเทศ คือ ปัจจัยมหภาคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อดอกเบี้ยสูงและความช่วยเหลือจากภายนอกหดลง รัฐต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศขนาดเล็กและขนาดกลางในเอเชียที่เสี่ยงต่อภัยพิบัติ ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ผันผวน และความปั่นป่วนทางการค้า
ข้อสรุปจึงอยู่ที่การเตรียมตัวก่อนวิกฤต ด้วยรายได้ที่แข็งแรง รายจ่ายที่คุ้มค่า เบาะรองรับทางการคลัง และสถาบันที่ประเทศเป็นเจ้าของเอง เพราะเมื่อวิกฤตมาถึงแล้ว ต้นทุนจะสูงกว่ามาก ในโลกที่แรงกระแทกถี่ขึ้นและเงินช่วยเหลือลดลง
มากไปกว่านั้นการลดพึ่งพาความช่วยเหลือจากภายนอกและสร้างความยั่งยืนจากภายใน รวมถึงการเร่งถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อยกระดับบุคลากร จะช่วยสร้างรากฐานและเป็น “ยาขนานเอก” ที่จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้ประเทศพร้อมรับมือทุกวิกฤตในอนาคตได้อย่างยั่งยืน
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney