
World Bank ชี้ว่าในอีก 15 ปีข้างหน้าจะมีคนหนุ่มสาวเข้าสู่ตลาดแรงงาน 1,200 ล้านคนทั่วโลก จึงจำเป็นต้องมุ่งเน้นการสร้างงานที่มีผลิตภาพผ่านการใช้ AI ขนาดเล็ก (Small AI)
เริ่มต้นงาน 2026 IMF-World Bank Annual Meeting กับการดึงประเด็นเรื่อง AI ที่กำลังฝังรากลึกเป็นสิ่งที่ต้องจับตาทั้งในฝั่งภาครัฐและเอกชนขึ้นมาเป็นการเสวนาในระดับโลก บนเวที “Small AI: More and Better Jobs” เมื่อ AI กระทบงาน นั่นเท่ากับว่า AI กำลังกระทบคน และกระทบเศรษฐกิจประเทศ
แล้วในประเทศกำลังพัฒนา อย่างเช่นประเทศไทยที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นสัดส่วนสำคัญของเศรษฐกิจประเทศ จะทำอย่างไรให้ AI เกิดผลิตภาพมากที่สุด ถอดบทสรุปจากบทสนทนาในช่วงแรกระหว่าง
กับการตอบคำถามที่ว่า “เราจะใช้ AI ให้เกิดประโยชน์ เพื่อสร้างงานและขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างไร?”
Ajay Banga, President ของ World Bank Group ระบุชัดเจนว่า ภารกิจทั้งหมดของธนาคารโลกตอนนี้ต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างงาน เพราะตัวเลขสำคัญที่เห็นในอนาคตอีก 15 ปีข้างหน้านี้คือ จะมีคนหนุ่มสาวจำนวน 1,200 ล้านคนทั่วโลกที่มีอายุครบ 18 ปี และนั่นคือโอกาสที่โลกจะมีประชากรวัยหนุ่มสาวจำนวนมากมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก
นอกจากปัจจัย 4 ที่ต้องมีแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้อีกอย่างคือ “โอกาสในการทำงานและการเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่สร้างคุณประโยชน์ได้”
“งาน” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงแค่การทำงานให้กับบริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดเล็ก หรือการเป็นผู้ประกอบการเท่านั้น แต่หมายถึงการได้ทำงานอย่างมีผลิตภาพและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม รวมถึงการมีความหวังต่ออนาคต และการมีศักดิ์ศรีในชีวิตจากการมีรายได้เลี้ยงตัวเองและเป็นส่วนหนึ่งของระบบเศรษฐกิจและสังคม
และตอนนี้หลีกหนีไปไม่ได้กับการเข้ามาของ AI โดยเฉพาะในประเทศตลาดเกิดใหม่ การพูดคุยเรื่อง AI ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่โมเดลภาษาขนาดใหญ่ (Large Language Models) แต่สิ่งสำคัญคือการนำ AI ไปประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ไม่ว่าจะเป็นการยกระดับการทำงานด้านการศึกษา ระบบสาธารณสุข หรือแม้แต่ภาคเกษตรกรรม
“นี่คือสิ่งที่เรากำลังให้ความสำคัญ นั่นคือการผลักดัน Small AI หรือ AI ขนาดเล็กให้เข้าถึงประเทศตลาดเกิดใหม่ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเพิ่มผลิตภาพในการทำงาน” Ajay Banga กล่าว
Tharman Shanmugaratnam, President ของ Republic of Singapore เริ่มต้นด้วยคำกล่าวที่ว่า “เรื่อง [AI] นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น เรายังอยู่ในยุคแรกของการเปลี่ยนแปลง นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ช็อกที่เกิดขึ้นฉับพลัน และไม่ใช่การแพร่ระบาด แต่เป็นการก้าวเข้าสู่ยุคใหม่โดยสิ้นเชิง”
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปที่จีน อินเดีย และประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะเห็นว่าเศรษฐกิจของประเทศกำลังเติบโตได้ค่อนข้างดี แต่การสร้างงานกลับยังอยู่ในระดับต่ำ นั่นหมายความว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจกับการสร้างงานเริ่มแยกออกจากกันแล้ว และหากเราไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง AI ก็จะยิ่งทำให้ช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้กว้างขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่เราต้องให้ความสำคัญอย่างมากคือ การเกิดขึ้นของเศรษฐกิจรูปตัว K (K-Shaped Economy) และตลาดแรงงานรูปตัว K (K-Shaped Workforce) และในการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบอัตโนมัติระลอกแรก ผู้ที่ได้รับผลกระทบคือแรงงานระดับล่างในภาคการผลิต โดยบางส่วนย้ายไปทำงานในภาคบริการ งานรับจ้างผ่านแพลตฟอร์ม หรือ Gig Economy และงานประเภทอื่น ๆ
แต่ในตอนนี้ สิ่งที่เราต้องกังวล คือ แรงงานกลุ่มใหญ่ที่อยู่ตรงกลางของตลาดแรงงาน เราไม่สามารถปล่อยให้ตลาดแรงงานหรือประชากรแบ่งออกเป็นสองกลุ่มอย่างชัดเจน จนคนกลุ่มหนึ่งเติบโตต่อไปได้ ขณะที่แรงงานกลุ่มใหญ่ตรงกลางซึ่งมีทักษะสะสมอยู่จำนวนมากกลับถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ทั้งนี้ ส่วนตัว Tharman Shanmugaratnam เขายังมองในแง่ดีว่า ยังมีหลายภาคส่วนในเศรษฐกิจโลกที่มีศักยภาพสูง และสามารถสร้างโอกาสให้แก่ประเทศกำลังพัฒนาได้อย่างมาก
“AI จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างการเป็นลูกจ้างกับการเป็นผู้ประกอบการเริ่มเลือนรางลง” Tharman Shanmugaratnam กล่าว พร้อมระบุว่า เรากำลังเห็นปรากฏการณ์ใหม่ที่เรียกว่า “บริษัทคนเดียว” (One-person Company) หรือธุรกิจที่เริ่มต้นจากคนเพียงคนเดียว ก่อนจะค่อย ๆ มีคนอื่นเข้ามาร่วมงานเพิ่มขึ้น ปรากฏการณ์นี้กำลังเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ ทั้งในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศพัฒนาแล้ว
ทั้งรัฐและเอกชนจำเป็นต้องสนับสนุนให้ธุรกิจลักษณะนี้เติบโต เพราะนี่คือรูปแบบการจ้างงานใหม่ แต่มีความแตกต่างตรงที่ผู้ประกอบการสามารถกำหนดทิศทางและตัดสินใจดำเนินธุรกิจของตัวเองได้มากขึ้น ส่วนผู้ประกอบการรายเล็กสามารถใช้ AI เข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีได้ง่ายขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีต้นทุนต่ำกว่าที่เคยเป็นมาอย่างมาก
“ไม่ว่าเราจะรัก AI เกลียด AI หรือหวาดกลัว AI แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือ AI ได้เข้ามาอยู่ในโลกของเราแล้ว และเรากำลังเห็นผลกระทบระลอกแรกของเทคโนโลยีนี้เกิดขึ้นแล้ว” Kristalina Georgieva, Managing Director ของ IMF กล่าวเปิด
ผลกระทบดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นผ่านแรงกระแทกด้านอุปสงค์ (Demand Shock) และแรงกระแทกด้านการลงทุน (Investment Shock) ที่เข้ามาช่วยผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจในบางประเทศให้สูงขึ้น โดยมีปัจจัยสำคัญจากการก่อสร้าง Data Center และการลงทุนพัฒนาโมเดล AI ที่เป็นกลไกขับเคลื่อนเทคโนโลยีนี้
หากพิจารณาห่วงโซ่อุปทานของ AI โดยภาพรวม จะเห็นว่ามี 3 ประเทศที่เป็นผู้ผลิต AI รายสำคัญที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา จีน และอินเดีย แต่ก็ยังมีกลุ่มประเทศที่ทำหน้าที่สร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI ซึ่งหลายประเทศอยู่ในเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย
การลงทุนที่เร่งตัวขึ้นในห่วงโซ่อุปทานเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้ประมาณ 3% แม้จะเผชิญแรงฉุดจากวิกฤตด้านอุปทานพลังงานก็ตาม
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น และยังไม่ใช่ส่วนที่น่าตื่นเต้นที่สุดของเรื่องราว AI เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในระลอกต่อไปคือ การนำ AI ไปใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งเป็นช่วงที่ทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้
อย่างไรก็ตาม เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ประเทศกำลังพัฒนายังจำเป็นต้องมีเงื่อนไขพื้นฐานบางประการก่อนที่จะสามารถนำ AI มาใช้ได้อย่างเต็มศักยภาพ ซึ่งรายงานของธนาคารโลกได้ระบุเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน ประกอบไปด้วย
อย่างไรก็ตาม มีคาดการณ์ว่า อนาคตยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก จากการประเมินของ IMF เศรษฐกิจเอเชียที่พัฒนาแล้วอาจมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 0.5-1 จุดเปอร์เซ็นต์ ส่วนเศรษฐกิจเอเชียเกิดใหม่อาจเติบโตเพิ่มขึ้นประมาณ 0.2-0.8 จุดเปอร์เซ็นต์
แต่เมื่อพูดถึงตัวเลขเหล่านี้ หลายคนมักตั้งคำถามว่า “แล้วยังไง? การเติบโตเพิ่มขึ้น 1% มีความสำคัญยังไง?” เธอมีการอธิบายให้เห็นภาพว่า สำหรับประเทศในเอเชียที่พัฒนาแล้ว ซึ่งกำลังเผชิญกับสังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว หาก AI ช่วยเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อีก 1 จุดเปอร์เซ็นต์ ก็จะเป็นผลบวกที่มากพอจะชดเชยผลกระทบจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยได้มากกว่าทั้งหมด
กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ AI อาจช่วยชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการที่ประชากรมีอายุมากขึ้น และยังอาจสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการชดเชยผลกระทบดังกล่าวอีกด้วย เพราะ AI เป็นเทคโนโลยีที่สามารถพลิกโฉมโลกได้อย่างแท้จริง โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานและการใช้ชีวิตของเราไปอย่างสิ้นเชิง
Kristalina Georgieva กล่าวว่า AI เป็นเหมือนคลื่นสึนามิที่ค่อย ๆ เคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้า ๆ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นคลื่นสึนามิอยู่ดี โดย IMF มีการประเมินว่า ในระยะยาวงานทั่วโลกประมาณ 40% จะได้รับผลกระทบจาก AI ไม่ว่าจะเป็นการทำงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การถูกลดบทบาทหรือระดับความสำคัญลง หรือการถูกแทนที่จนหายไป
โดยในประเทศพัฒนาแล้วงานประมาณ 60% ได้รับผลกระทบจาก AI ขณะที่ในประเทศรายได้ต่ำ ตัวเลขอยู่ที่ 23% แต่ถึงอย่างนั้น ประเทศรายได้ต่ำนั้นไม่ใช่ว่าจะได้รับผลกระทบน้อยกว่า แต่เป็นเพราะ AI ยังเข้าไม่ถึงประเทศเหล่านั้นอย่างทั่วถึง
จากการศึกษาตลาดแรงงานในสหรัฐอเมริกาของ IMF พบว่า ปัจจุบันงานประมาณ 10% ต้องการทักษะด้าน AI ซึ่งเป็นทักษะระดับสูงกว่า และงานเหล่านี้ก็ให้ค่าตอบแทนที่ดีกว่า ขณะเดียวกัน งานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและต้องทำซ้ำ ๆ กำลังลดจำนวนลง
แต่สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ งานที่มีค่าตอบแทนต่ำกลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยการเติบโตนี้เกิดขึ้นในสองทิศทาง ได้แก่ งานก่อสร้าง Data Center และงานในภาคบริการ ทั้งนี้ แม้มีงานเพิ่มขึ้นมากกว่างานที่หายไป แต่เธอกล่าวว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราควรฉลอง เพราะงานที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่เป็นงานที่ให้ค่าตอบแทนต่ำกว่า
และเมื่อพิจารณาสิ่งเหล่านี้ จะพบว่ากลุ่มคนที่ควรให้ความสำคัญและเป็นห่วงมากที่สุดเป็นอันดับแรก คือ คนหนุ่มสาวที่กำลังก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงาน เพราะโดยปกติแล้ว คนกลุ่มนี้จะเริ่มต้นจากงานที่มีลักษณะเป็นกิจวัตรและต้องทำซ้ำ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ สั่งสมประสบการณ์และเติบโตไปสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น แต่หากงานเริ่มต้นเหล่านั้นหายไป พวกเขาก็อาจสูญเสียโอกาสในการเริ่มต้นและพัฒนาตัวเองในเส้นทางอาชีพ
ดังนั้น สิ่งแรกที่อยากเน้นย้ำจากผลการศึกษานี้คือ ต้องศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นให้ชัดเจน พร้อมทั้งทำลายความเชื่อที่ว่า AI กำลังทำให้ความต้องการแรงงานลดลง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ AI กำลังเปลี่ยนแปลงรูปแบบและทิศทางความต้องการแรงงานมากกว่า ไม่ใช่ทำให้ความต้องการแรงงานลดลงทั้งหมด
หันมามองที่ประเทศไทย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ขึ้นกล่าวในช่วง Keynote ของเวทีเดียวกันว่า “สำหรับประเทศไทย เรามุ่งเน้นไปที่ 3 เป้าหมายสำคัญ”
โดยนิยามแนวทางนี้ว่า “AI in All, All in AI และ AI for All” แบ่งได้ดังนี้
ประเทศไทยจำเป็นต้องทำให้งานและธุรกิจที่มีอยู่สามารถสร้างผลิตภาพได้มากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐจึงได้เปิดตัวโครงการสนับสนุนทางการคลังเพื่อช่วยให้พ่อค้าแม่ค้ารายย่อยรับมือกับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน
ซึ่งนั่นเป็นที่มาของ “นกกระซิบ” AI ผู้ช่วย ทำหน้าที่เสมือนที่ปรึกษาธุรกิจขนาดเล็ก คอยช่วยเหลือพ่อค้าแม่ค้าทั่วไปในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ณ เวลานี้ มีพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยเกือบ 1 ล้านรายกำลังใช้งานนกกระซิบ เพื่อช่วยบริหารจัดการสินค้าคงคลังและคำนวณผลกำไรของตัวเอง
นอกจากนี้ ในอนาคต หากได้รับความยินยอมจากผู้ใช้งาน ข้อมูลเหล่านี้ ยังอาจช่วยให้ธนาคารเข้าใจลักษณะการดำเนินธุรกิจได้ดียิ่งขึ้นด้วย เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับพ่อค้าแม่ค้ารายย่อยที่อาจไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหรือประวัติสินเชื่ออย่างเป็นทางการ
ประเทศไทย จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถที่จำเป็นต่อการสร้างงานรูปแบบใหม่ ซึ่งปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังดึงดูดการลงทุนขนาดใหญ่ในธุรกิจ Data Center เซมิคอนดักเตอร์ บริการคลาวด์ และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยไม่สามารถมุ่งลงทุนเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานได้เท่านั้น แต่ต้องทำให้มั่นใจด้วยว่า การลงทุนเหล่านี้จะช่วยสร้างงานให้แก่คนไทย จึงเป็นเหตุผลให้เกิดโครงการ SkillBridge โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อจัดฝึกอบรมทักษะที่เหมาะสม และเชื่อมโยงนักลงทุนกับแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของธุรกิจ
พร้อมกันนี้ ก็ได้มีการลงทุนเพิ่มขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลและคลาวด์ เราต้องการลดต้นทุนการใช้งาน AI ลงด้วย รวมถึงต้นทุนของโทเคน (Tokens) ที่ใช้ในการประมวลผล AI
ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยให้สตาร์ทอัพ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงมหาวิทยาลัย สามารถพัฒนาและใช้งานเครื่องมือ AI ได้เช่นกัน แทนที่จะปล่อยให้โอกาสเหล่านี้ตกอยู่ในมือของบริษัทขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว
“เราต้องมั่นใจว่าจะไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง” ดร.เอกนิติ กล่าว เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่า ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถปรับตัวเข้ากับ AI ได้รวดเร็วเท่ากัน แรงงานบางกลุ่มจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ ธุรกิจบางแห่งต้องการเวลาและความช่วยเหลือเพิ่มเติม ขณะที่งานบางประเภทก็จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย
ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาล คือ การช่วยให้ผู้คนสามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่โลกการทำงานรูปแบบใหม่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสำหรับประเทศไทย ตอนนี้กำลังดำเนินงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลผ่านโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะดิจิทัล (Digital Public Infrastructure) ควบคู่ไปกับโครงการต่าง ๆ เพื่อให้ภาครัฐเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า ผู้คนแต่ละกลุ่มต้องการความช่วยเหลือในรูปแบบใด
ท้ายที่สุดแล้ว เพียงแค่ประเทศไทยอย่างเดียวจะไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ได้ หากแต่มีกรอบแนวคิดและความร่วมมือที่ได้รับจากองค์กรระหว่างประเทศเข้ามา เพื่อให้ประชาชนและคนไทยได้รับประโยชน์จาก AI อย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน ยังต้องปกป้องประชาชนจากความเสี่ยงรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นกลโกงออนไลน์หรือสื่อปลอมที่สร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี Deepfake รวมถึงร่วมมือกันในระดับนานาชาติ เพื่อให้มั่นใจว่า AI จะได้รับการกำกับดูแลและนำไปใช้อย่างมีความรับผิดชอบ
อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ “การเงินดีชีวิตดี” ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney