IMF เปิด 3โจทย์ใหญ่ AI พลังงาน หนี้ เขย่าเศรษฐกิจโลกเตือนรัฐบาลเร่งฟื้นพื้นที่การคลังก่อนวิกฤตใหม่

Economics

Global Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

IMF เปิด 3โจทย์ใหญ่ AI พลังงาน หนี้ เขย่าเศรษฐกิจโลกเตือนรัฐบาลเร่งฟื้นพื้นที่การคลังก่อนวิกฤตใหม่

Date Time: 7 ต.ค. 2569 19:55 น.

Video

ปี 2570 โจทย์ใหญ่ไม่ใช่แค่ “ขายอะไร” แต่คือ “ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลับมา” | Money Issue EP.77

“Summary“

IMF ระบุว่า AI เป็นทั้งเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและปัจจัยเสี่ยงต่อตลาดการเงินและตลาดแรงงาน หากบริหารจัดการไม่ดีอาจเพิ่มความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศ

  • ราคาพลังงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอัตราเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และต้นทุนทางการเงินทั่วโลก
  • หนี้สาธารณะทั่วโลกมีแนวโน้มทะลุ 100% ของ GDP ซึ่งจำกัดขีดความสามารถของรัฐบาลในการรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจรอบใหม่
  • กอร์เกียวาเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกเร่งทำแผนปรับฐานะการคลังระยะกลางเพื่อสร้างพื้นที่ทางการคลังและปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง
  • ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมประจำปี IMF-WBG ในวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 เพื่อหารือแนวทางรับมือกับความท้าทายทางเศรษฐกิจโลก

Latest


IMF ชี้ โลกกำลังเผชิญ 3 แรงปะทะครั้งใหญ่ ทั้งการมาถึงอย่างรวดเร็วของ AI ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และหนี้สาธารณะที่พุ่งแตะระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่โจทย์สำคัญไม่ใช่เพียงการประคองเศรษฐกิจให้เติบโต แต่สิ่งที่ผู้นำโลกต้องให้ความสำคัญ คือ การเร่งฟื้นพื้นที่ทางการคลัง ก่อนที่วิกฤตครั้งใหม่จะมาถึง

ก่อนการเปิดฉากการประชุมประจำปีสภาผู้ว่าการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ  (International Monetary Fund: IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group: WBG) หรือ IMF-WBG Annual Meetings ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคม 2026 คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF กล่าวปาฐกถา Curtain Raiser ในหัวข้อ “Outlook for the Global Economy and Policy Priorities” ที่สิงคโปร์ เพื่อวางกรอบโจทย์เศรษฐกิจโลกที่บรรดาผู้กำหนดนโยบายจะต้องหารือกันที่กรุงเทพฯ

3 แรงปะทะ “AI พลังงาน หนี้”

กอร์เกียวา ระบุว่า การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความไม่แน่นอนสูงและการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้ภาพรวมการเติบโตของโลกยังเดินหน้าต่อได้ แต่เบื้องหลังตัวเลขเฉลี่ยกลับมีความแตกต่างกันอย่างมากระหว่างแต่ละประเทศ

โดยสิ่งที่จะเป็นตัวชี้ว่าโลกจะสามารถรักษาความแข็งแกร่งและยกระดับอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างน่าผิดหวังในทศวรรษนี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการรับมือกับสิ่งที่เธอเรียกว่า Three Major Crosscurrents หรือ "3 แรงปะทะ" ที่กำลังดึงเศรษฐกิจโลกไปคนละทิศ ได้แก่

1. การมาถึงอย่างรวดเร็วของ AI

2. ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง

3. หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์

กอร์เกียวา อธิบายภาพเศรษฐกิจโลกในเวลานี้ว่า กำลังถูกดึงไปในสองทิศทางพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือ แรงกระแทกด้านอุปทานจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ขณะที่อีกด้านคือ แรงกระตุ้นด้านอุปสงค์จากการลงทุนใน AI ซึ่งผลที่เกิดขึ้นจึงแตกต่างกันอย่างมากในแต่ละประเทศ โดยเฉพาะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากสงครามโดยตรง รวมถึงประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานและมีพื้นที่ทางนโยบายจำกัด เป็นกลุ่มที่เปราะบางกว่า

ขณะที่บางประเทศกลับมีแนวโน้มเติบโตได้ดีขึ้นจากการลงทุนและการขยายตัวของ AI ส่งผลให้ AI ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของเทคโนโลยีอีกต่อไป เพราะปัจจุบันได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเทคโนโลยีนี้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสามารถในการแข่งขันและชะตากรรมทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศ

ความเสี่ยงหลายมิติจากการลงทุน AI โดยเฉพาะ Financial Risk

กอร์เกียวา ระบุว่า การลงทุนด้าน AI เมื่อเทียบกับ GDP โลก มีแนวโน้มจะไปถึงหรืออาจสูงกว่าระดับการลงทุนที่โลกเคยใช้สร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ในอดีต ทั้งระบบรถไฟ โครงข่ายไฟฟ้า และเครือข่ายโทรคมนาคม ขณะที่ AI Hardware และผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องคิดเป็นมากกว่า 1 ใน 10 ของการค้าโลกในหมวดสินค้า

หากบริหารจัดการได้อย่างถูกต้อง AI สามารถกลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญของการเติบโตในระยะยาว โดยงานวิจัยของ IMF ประเมินว่า AI อาจช่วยเพิ่มการเติบโตของเศรษฐกิจโลกได้ถึง 0.5% ต่อปี

อย่างไรก็ตาม AI เป็นหนึ่งในแรงปะทะที่ IMF จับตา โดยเธอให้ความเห็นว่า การเติบโตของการลงทุน AI ในปัจจุบันยังไม่ได้กระจายประโยชน์ไปทั่วโลก หากประเทศส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าร่วมในห่วงโซ่การผลิตและเทคโนโลยี AI ได้ ความแตกต่างทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศมีโอกาสยิ่งกว้างขึ้น

ปัจจุบันศูนย์กลางของการลงทุน AI ยังกระจุกตัวอยู่ในบางประเทศ นำโดยสหรัฐฯ จีน และอินเดีย ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่นำเข้าฮาร์ดแวร์ AI เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานและพัฒนาตัวเองไปสู่ผู้ให้บริการ AI รายสำคัญ ขณะที่ประเทศในเอเชียอีกหลายแห่งอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ไมโครโปรเซสเซอร์ระดับสูง หน่วยความจำ เครื่องจักรผลิตชิป ไปจนถึงหุ่นยนต์

โดยเธอยังบอกอีกว่า ประโยชน์ที่แท้จริงไม่ได้มาจากการทุ่มเงินสร้างศูนย์ข้อมูลหรือโครงสร้างพื้นฐาน AI เพียงอย่างเดียว เพราะผลประโยชน์ระยะยาวจะเกิดขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เมื่อ AI ถูกนำไปใช้ในระบบเศรษฐกิจ

ดังนั้น ประเทศต่าง ๆ ต้องเตรียมทั้งโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ความพร้อมของแรงงาน และมาตรการกำกับดูแล เพราะในอีกด้านหนึ่ง AI ก็มีความเสี่ยง ทั้งการกระทบตลาดแรงงานครั้งใหญ่ ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ และความเสี่ยงจากโมเดล AI ขั้นสูงที่อาจพัฒนาไปไกลจนยากต่อการควบคุม รวมถึงความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น

Outlook for the Global Economy and Policy Priorities , 2026 Annual Meetings Curtain Raiser
Outlook for the Global Economy and Policy Priorities , 2026 Annual Meetings Curtain Raiser

อีกหนึ่งความเสี่ยงที่ กอร์เกียวา ชวนให้ความสนใจ คือ AI อาจไม่ได้สร้างความเสี่ยงแค่ต่อตลาดแรงงาน แต่รวมถึง ตลาดการเงิน เนื่องจากในเวลานี้กำไรของบริษัทเทคโนโลยีและ AI กำลังช่วยผลักดันราคาหุ้นและสร้างความมั่งคั่ง ทำให้นักลงทุนรู้สึกมั่งคั่งขึ้น

แต่หากผลประกอบการในอนาคตต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่มีการกู้ยืมในระดับสูง และการถือครองหุ้นสหรัฐฯ ของนักลงทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้น ความผิดหวังจาก AI อาจขยายตัวเป็นแรงกระแทกต่อระบบการเงินในวงกว้าง

ดังนั้นการกำกับดูแลและการตรวจสอบสถาบันการเงินจึงเป็นแนวป้องกันด่านแรก ขณะเดียวกัน ประเทศต้องเตรียมความพร้อมด้าน AI เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวประโยชน์จาก AI และลดผลกระทบด้านลบไปพร้อมกัน

พลังงานแพง ลาก เงินเฟ้อ-ดอกเบี้ย-ต้นทุนการเงิน ขึ้นตาม

เมื่อกล่าวถึงราคาพลังงานที่สูงขึ้น กอร์เกียวา ระบุว่า ผลกระทบนั้นไม่ได้กระทบเพียงต้นทุนเชื้อเพลิงเท่านั้น แต่ยังส่งผ่านไปยังปุ๋ย อาหาร และวัตถุดิบสำคัญในภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารยังเพิ่มขึ้นจากสภาพอากาศสุดขั้ว

แม้เศรษฐกิจโลกสามารถรับแรงกระแทกไว้ได้ระดับหนึ่งจากการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การกระจายแหล่งเชื้อเพลิง การปล่อยน้ำมันสำรอง และการปรับตัวของห่วงโซ่อุปทาน โดยเธอเตือนว่าแรงกดดันยังไม่จบเท่านั้น

ราคาน้ำมันยังอยู่ใกล้ระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่กำลังการกลั่นที่ขาดแคลนเพิ่มต้นทุนของผลิตภัณฑ์กลั่น และความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติเหลวผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังสร้างแรงกดดันต่อราคาพลังงาน ทำให้ภูมิภาคยุโรปและเอเชียจึงเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาเป็นพิเศษ

มากไปกว่านั้น แม้สงครามในอ่าวจะยุติลงในระยะสั้น แต่ราคาพลังงานอาจยังอยู่ในระดับสูงต่อไปอีกระยะหนึ่ง โดยแรงกดดันดังกล่าวจะส่งต่อเป็นลูกโซ่ กล่าวคือ พลังงานแพงอาจกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ดอกเบี้ยสูงขึ้น และทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นตามลำดับ และนั่นกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ขึ้น เพราะอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของสหรัฐฯ เยอรมนี และญี่ปุ่น อยู่ในระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2007, 2008 และ 1996 ตามลำดับ และยังมีแรงกดดันให้สูงขึ้นต่อไป 

หนี้สาธารณะ “ระเบิดเวลา” ลูกที่สามของเศรษฐกิจโลก

แรงปะทะสุดท้าย คือ การขาดดุลการคลังที่สูง หนี้สาธารณะในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และภาระดอกเบี้ยจากหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดย กอร์เกียวา ระบุว่า หนี้สาธารณะทั่วโลกกำลังอยู่ใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และมีแนวโน้มทะลุ 100% ของ GDP

โจทย์สำคัญ คือ ในอดีตหลายประเทศเคยได้ประโยชน์จากสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจ ทำให้ภาระหนี้บริหารจัดการได้ง่ายกว่า แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป ดอกเบี้ยกำลังสูงขึ้น ขณะที่การเติบโตของเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามที่หวัง

กอร์เกียวา จึงเตือนว่า โลกไม่สามารถหวังพึ่งการเติบโตเพียงอย่างเดียวเพื่อพาตัวเองออกจาก หลุมการคลัง ได้ หากไม่มีความพยายามด้านการคลังอย่างจริงจัง ก็ไม่สามารถกลับไปสู่ความยั่งยืนทางการคลังได้ ดังนั้นสิ่งที่จำเป็น คือ การสร้างพื้นที่ทางการคลังกลับคืนมา (Fiscal Space) เพื่อให้รัฐบาลยังมีเครื่องมือเพียงพอสำหรับรับมือกับวิกฤตครั้งต่อไป

Outlook for the Global Economy and Policy Priorities , 2026 Annual Meetings Curtain Raiser
Outlook for the Global Economy and Policy Priorities , 2026 Annual Meetings Curtain Raiser

“นโยบายการคลัง” โจทย์ใหญ่ก่อนวิกฤตรอบใหม่

จาก 3 แรงปะทะ กอร์เกียวา จึงยกระดับประเด็น นโยบายการคลัง (Fiscal Policy) ขึ้นมาเป็นโจทย์เร่งด่วน เพราะเป็นจุดที่แรงกดดันจาก AI พลังงาน เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย มาบรรจบกัน โดยข้อความสำคัญที่เธอส่งถึงผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก คือ “โลกไม่สามารถเลื่อนการดำเนินนโยบายที่จำเป็นออกไปได้อีก เพราะเครื่องมือมีอยู่แล้ว สิ่งที่ต้องมี คือ ปัญญาในการใช้เครื่องมือเหล่านั้น”

สำหรับประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้วที่มีหนี้สูง IMF ต้องการเห็นแผนปรับฐานะการคลังระยะกลาง (Credible Medium-Term Fiscal Consolidation Plans) ที่น่าเชื่อถือ รวมถึงมาตรการทางการคลังที่สามารถเริ่มดำเนินการได้ เพื่อช่วยลดแรงกดดันที่ตกอยู่กับนโยบายการเงิน

ส่วนตลาดเกิดใหม่ต้องรับมือทั้งต้นทุนการกู้ยืมที่สูงขึ้นและกระแสเงินทุนที่ผันผวน จึงควรเพิ่มพื้นที่ทางการคลังและสร้างเงินสำรองเงินตราต่างประเทศ ขณะที่ประเทศรายได้น้อยกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านเงินทุน ฐานภาษีที่เล็ก และเงินช่วยเหลือที่ลดลง จนอาจถูกบีบให้ต้องตัดงบประมาณเพื่อการพัฒนา ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อเศรษฐกิจและประชาชน

ทั้งนี้เธอยอมรับว่า การปรับฐานะการคลังเป็นเรื่องยาก เพราะหลังจากเกิดวิกฤตอย่างต่อเนื่องและรัฐต้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชนหลายครั้ง ผู้คนย่อมคุ้นเคยกับการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้นการปรับฐานะการคลังจึงเป็นทั้งโจทย์เศรษฐกิจและโจทย์การเมือง

กอร์เกียวา เสนอว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องอธิบายให้ประชาชนเข้าใจว่าเหตุใดการปรับฐานะการคลังจึงจำเป็น และเหตุใดจึงเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา ยอมรับความเจ็บปวดบางส่วนในวันนี้ เพื่อสร้างการเติบโตในวันข้างหน้า

ขณะเดียวกันต้องออกแบบนโยบายให้ลดผลกระทบต่อการเติบโตในอนาคต และปกป้องกลุ่มเปราะบางในสังคม และที่สำคัญต้องทำควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทักษะแรงงาน ตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่นขึ้น การทำให้ธุรกิจเข้าสู่และออกจากตลาดได้ง่ายขึ้น การเข้าถึงเงินทุนระยะยาว และความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงการลดกฎระเบียบที่ล้าสมัยและปลดล็อกพลังของผู้ประกอบการ

ทั้งนี้ กอร์เกียวา ยังกล่าวถึงความเสี่ยงของภาวะการคลังครอบงำนโยบายการเงิน เมื่อรัฐบาลมีหนี้สูงและพื้นที่ทางการคลังลดลง ภาระจากวิกฤตครั้งใหม่อาจตกไปอยู่กับธนาคารกลางมากขึ้น หากเกิดสภาวะเศรษฐกิจถดถอย หรือวงจรการลงทุน AI กลับทิศอย่างรวดเร็ว จนรัฐบาลไม่มีพื้นที่การคลังเหลือพอที่จะเข้าไปช่วยเศรษฐกิจ ธนาคารกลางอาจกลายเป็นผู้เล่นหลักที่ต้องเข้ามาลดดอกเบี้ยหรือกลับมาใช้มาตรการอัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ

สิ่งนี้อาจนำไปสู่ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าระดับที่เหมาะสม การก่อหนี้ที่สูงขึ้น และท้ายที่สุดคือความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินที่ลดลง ดังนั้นเธอจึงย้ำว่าความเป็นอิสระของธนาคารกลาง ต้องได้รับการปกป้อง และธนาคารกลางต้องยึดภารกิจด้านของเสถียรภาพด้านราคาเป็นหลัก

กรุงเทพฯ คือ เวทีถัดไปของโจทย์เศรษฐกิจโลก

ท้ายที่สุด ทั้งปาฐกถาชี้ให้เห็นว่า เศรษฐกิจโลกอาจยังไม่ได้เข้าสู่ภาวะวิกฤต แต่กำลังสะสมแรงกดดันจาก 3 แรงปะทะ “AI พลังงาน และ หนี้” พร้อมกัน

AI กำลังดึงดูดการลงทุนมูลค่ามหาศาล และมีศักยภาพเพิ่มประสิทธิผล แต่แลกมาซึ่งความเสี่ยงต่อตลาดแรงงาน พลังงาน และอาจเพิ่มความเปราะบางในตลาดการเงิน ราคาพลังงานกำลังผลักเงินเฟ้อและต้นทุนทางการเงินขึ้น ขณะที่หนี้สาธารณะทำให้รัฐบาลมีพื้นที่ในการรับมือกับวิกฤตครั้งใหม่ลดลง

นโยบายการคลังจึงกลายเป็นโจทย์ที่ IMF ต้องการเห็นการลงมืออย่างจริงจัง ไม่ใช่เพียงการลดการขาดดุล แต่คือการสร้างพื้นที่การคลังกลับคืนมา ผ่านการใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิรูปโครงสร้าง การปกป้องกลุ่มเปราะบาง และการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจเติบโตในระยะยาว

ทั้งหมดนี้คือโจทย์ที่กำลังถูกยกขึ้นสู่เวที IMF-World Bank Annual Meetings 2026 ที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 12-18 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นเวทีรวมรัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารกลาง ภาคธุรกิจ และผู้กำหนดนโยบายจากทั่วโลก เพื่อหาคำตอบว่าเศรษฐกิจโลกจะรับมือกับแรงปะทะครั้งใหม่อย่างไร

อ่านข่าวเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ กับ ThairathMoney เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดี ได้ที่ 

https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้  https:// www.facebook.com/ThairathMoney 



Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ