
กระทรวงพลังงานเตรียมปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้า โดยจะกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ให้สูงขึ้นเพื่อนำส่วนต่างมาลดภาระค่าไฟให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรม
นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างค่าไฟฟ้าว่ากระทรวงพลังงานมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ยุติธรรมและสะท้อนต้นทุนจริง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เนื่องจากการปรับค่าไฟฟ้านั้นจะกระทบทั้งประชาชน และการไฟฟ้าฯ ซึ่งรอผลจากการรับฟังความคิดเห็นในเรื่องนี้
อย่างไรก็ตามในอนาคต รัฐบาลมีความตั้งใจให้ประชาชนได้ใช้ไฟฟ้าถูกลง โดยในส่วนของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าของบ้านที่อยู่อาศัย ที่ให้ผู้ที่ใช้ไฟมากจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงกว่า อาจจะมีการทบทวน เพราะในที่สุดในเรื่องค่าไฟฟ้า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำมีหลายส่วนที่เกี่ยวข้องกัน เช่น เรื่องของการแก้ปัญหาโรงไฟฟ้าที่มีรูปแบบสัญญาที่ไม่เป็นธรรมกับรัฐหรือสัญญาทาส เช่น ที่ขายไฟฟ้าในรูปแบบแอดเดอร์ ต้องมีการเปลี่ยนแปลง รวมทั้งเรื่องของความสูญเสียในระบบ (Loss) สายส่งสายจำหน่าย หรือเรื่องไฟสาธารณะก็นำมาบวกในค่าไฟฐานและบิลค่าไฟฟ้าของประชาชน พวกนี้ต้องจัดการใหม่ทั้งหมดให้มีประสิทธิภาพ
นอกจากนี้ มาตรการสำคัญในระยะต่อไป คือการกำหนดประเภทผู้ใช้ไฟฟ้าใหม่ คือประเภทที่ 9 หรือกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) ให้จ่ายค่าไฟฟ้าแพงกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นกลุ่มที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงมากและต้องใช้ก๊าซนำเข้าที่มีราคาสูงในการผลิตไฟฟ้า ดังนั้นอัตราค่าไฟของกลุ่มนี้ จะต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและอาจสูงกว่าค่าไฟบ้านเรือน เพื่อนำส่วนต่างมาช่วยอุดหนุนและลดภาระค่าไฟให้ภาคประชาชนและอุตสาหกรรมในประเทศ
นายเอกนัฏ ยืนยันว่าในส่วนของพลังงานสะอาด รัฐบาลจะส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปอย่างต่อเนื่อง โดยจะเร่งรัดกระบวนการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินคืนจากภาคประชาชนให้เสร็จสิ้นภายในเดือนมิ.ย. 2569 พร้อมทั้งชี้แจงว่ามาตรการสนับสนุนงบประมาณของรัฐจะไม่ใช่การแจกเงินฟรี แต่เป็นการช่วยสนับสนุนเงินดาวน์หรือลดดอกเบี้ยผ่านธนาคารของรัฐ เพื่อจูงใจให้ประชาชนติดตั้งโซลาร์เซลล์และเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยปรับเปลี่ยนโครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศให้ยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกปัจจุบัน ซึ่งเริ่มปรับตัวลงหลังการตกลงเจรจาสันติภาพกันระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ที่ผ่านมากระทรวงพลังงานได้ใช้กลไกการบริหารจัดการราคาหน้าโรงกลั่นเพื่อลดภาระประชาชน โดยสามารถดึงเงินกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่น มาช่วยลดราคาหน้าปั๊มได้กว่า 8,300 ล้านบาท ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงต่อเนื่อง มีแนวโน้มจะกลับเข้าสู่สถานการณ์ปกติหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลาย
ส่วนสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบัน ได้สั่งให้ทบทวนตัวเลขใหม่ โดยใช้ตัวเลขจริงแทนการคาดการณ์ พบว่ายอดการติดลบของกองทุนลดลงจากเดิม ที่คาดไว้จากเดิมติดลบกว่า 60,000 ล้านบาท เหลือ 57,000 ล้านบาท นอกจากนี้ มีการอายัดเงินคืนให้แก่ผู้ค้าบางกลุ่ม ที่อยู่ระหว่างการสอบสวนเรื่องการกักตุนกำไรไว้อีกประมาณ 30,000 ล้านบาท ทำให้ในขณะนี้ไม่มีความจำเป็นต้องออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อให้กระทรวงการคลังค้ำประกันเงินกู้เพิ่มเติม เพื่อไม่ให้เป็นภาระหนี้สาธารณะของประเทศ
“กระทรวงพลังงานยังกำลังวางกลไกถาวรในการกำกับดูแลราคาหน้าโรงกลั่นและค่าการกลั่น โดยเฉพาะในช่วงวิกฤตการณ์ ไม่ให้ค่าการกลั่นพุ่งสูงเกินไป โดยจะมีการแก้ไขกฎหมายให้อำนาจแก่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ในการกำกับดูแลได้เต็มที่ในอนาคต”