
สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ของไทยรุนแรงมากขึ้นในแต่ละปี จนติดอันดับสูงสุดของโลก และหนึ่งในแหล่งกำเนิดสำคัญ คือ การเผาในภาคเกษตร “สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์” จึงได้ทำวิจัย เพื่อให้เข้าใจสาเหตุว่า เกษตรกรไทยทำไม่ยังต้องเผา จะลดการเผาได้อย่างไร และข้อเสนอเชิงนโยบายที่ทำได้จริง
โดยทำผ่านงานวิจัยเชิงทดลองภาคสนาม 3 ชิ้น ภายใต้หัวข้อ “ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: ข้อค้นพบจากการทดลองภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย” โดยทดลองกับชาวนาก่อน เนื่องจากพบว่า ประเทศไทยมีการเผาในนาข้าวสูงสุดที่สุด รองลงมาคือกลุ่มข้าวโพด พืชหมุนเวียน และอ้อย โดยในปี 63–68 พบว่า ข้าวเป็นพืชที่มีการเผาสูงสุดทุกปี คิดเป็น 38–50% ของจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรทั้งหมด และล่าสุดในปี 2568 ยังมีสัดส่วนอยู่ที่ 45%
.เปิดต้นตอเกษตรกรไทยทำไมยังเผา
ทั้งนีี้ นางกรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ ผู้อำนวยการวิจัย สถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ กล่าวว่า ในการวิจัยได้มีการสำรวจ และทดลองกับเกษตรกรปลูกข้าวใน 3 พื้นที่ โดยสถาบันป๋วยฯ ร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ได้ลงพื้นที่ทดลองกับชาวนา 200 รายในจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก สิงห์บุรี และชัยนาท นายวิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำรวจและทำการทดลองกับเกษตรกร 299 รายในจังหวัดนครนายก พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา และนายภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำการทดลองกับเกษตรกร 1,024 รายในขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด
สรุปสาเหตุที่เกษตรกรไทยยังเลือกการเผามากกว่าการไถกลบตอซัง การใช้จุลลินทรีย์ทำปุ๋ยหมัก การนำไปทำอาหารสัตว์ เชื้อเพลิงชีวภาพ ใน 4 ด้าน เพราะการเผาเป็นทางเลือกที่เร็วที่สุด ง่ายที่สุด และต้นทุนต่ำที่สุด
ด้านที่ 1.การเผาเป็นทางเลือกที่เร็วที่สุด เกษตรกรจำนวนมากต้องเร่งเตรียมแปลงเพาะปลูกสำหรับรอบถัดไปให้ทันเวลา โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด การเผาจะลดเวลาทำให้เริ่มเพาะปลูกได้เร็วขึ้น ในเวลาที่ยังพอมีน้ำใช้ ด้านที่ 2.หากมองจากเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม ทางเลือกที่ทดแทนการเผาจะต้องใช้เงิน เวลา และแรงงาน ทำให้เกิดต้นทุนกับเกษตรกรในวันนี้ แต่ผลประโยชน เช่น ดินดีขึ้น ผลผลิตเพิ่มขึ้น ต้นทุนปุ๋ยลดลง เกิดขึ้นวันหน้า ขณะที่ผลกระทบต่อสุขภาพคนในชุมชน และสิ่งแวดล้อม ไม่ได้สะท้อนอยู่ในต้นทุนที่เกษตรกรต้องจ่ายวันนี้ ทำให้การเผาดูคุ้มค่า
ด้านที่ 3.ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ทำให้ทางเลือกไม่เผาทำได้ยาก และไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยจากการทดลองในภาคอีสาน พบว่า แม้เกษตรกรไม่ต้องการเผา แต่การไถกลบ การอัดฟางต้องใช้บริการรับจ้างเป็นหลัก ทำให้ส่วนใหญ่ยังเข้าไม่ถึงเครื่องจักร โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกล พื้นที่แปลงเล็ก หรือเครื่องจักรเข้าได้ยาก และไม่เพียงพอ และไม่ทันช่วงเวลาที่เกษตรกรต้องใช้ ขณะที่ยังมีข้อจำกัดด้านน้ำ การไถกลบหรือการใช้จุลินทรีย์ย่อยตอซังต้องใช้ความชื้นหรือน้ำ แต่พื้นที่ท้ายน้ำหรือนอกเขตชลประทานไม่มีน้ำเพียงพอ หรือ หากจะนำไปทำอาหารสัตว์ หรือ เชื้อเพลิงชีวภาพ ตลาดรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรยังมีจำกัด ขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาต่ำไม่คุ้มต้นทุนในการขนส่ง
ด้านที่ 4 คือ “ใครๆ ก็เผากัน” เกษตรกรส่วนหนึ่งยังขาดความตระหนักมองการเผาเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้ในสังคม ซึ่งจากงานศึกษาพบว่าเกษตรกรที่มองว่าการเผาเป็นเรื่องปกติในหมู่บ้าน มีแนวโน้มเผาสูงกว่าอย่างชัดเจน
. “จับจริง-แจกเงิน” แก้เผาได้จริงหรือไม่
จากสาเหตุที่พบ ผู้วิจัยได้ทำการทดลอง โดยนางกรรณิการ์ กล่าวว่า ได้ทำการทดลองโดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม กลุ่มแรกทำนาตามปกติ กลุ่มที่ 2 ให้ข้อมูลข้อเสียของการเผา และให้เงินอุดหนุนเมื่อไม่เผา กลุ่มที่ 3 ในเงินอุดหนุน และ และมีบริการครบวงจรในการไถกลบตอซัง และกลุ่มที่ 4 ให้เงิน ข้อมูล บริการครบวงจร โดยทดลอง 12 รอบการผลิต โดยรอบที่ 1 -9 ให้เงิน และรอบที่ 10-12 ถอดมาตรการการเงินออก แต่ให้มาตรการอื่นๆ อยู่ พบว่า กลุ่มที่ 2-3-4 มีการเผาลดลง และกลุ่มที่ 3 และ 4 มีบางส่วนที่ไม่เผา แม้ไม่ได้ให้เงินแล้ว ทำให้สรุปได้ว่า การให้เงินอุดหนุนเพื่อให้เกษตรกรไถกลบแทนการเผาอย่างเดียวไม่ได้ผลเท่ากับการให้เงินควบคู่กับการมีผู้ให้บริการครบวงจร และมีข้อมูลผลกระทบต่อสุขภาพของตนเองและคนอื่น ทำให้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแม้จะเลิกให้เงินอุดหนุน
ขณะที่นายวิษณุ กล่าวว่า ตนและคณะ ทำการทดลองโดยให้แรงจูงใจทางการเงินอย่างเดียว แต่ให้เป็นรูปแบบ 1.เงินรางวัลที่ให้แบบแน่นอน เช่น 100 บาทต่อไร เมื่อไม่เผา 2.เงินรางวัลในรูปแบบลอตเตอรี่เมื่อไม่เผา รางวัลสูงสุด 300 บาทต่อไร่ และ 3.การให้เงินรางวัลแบบกลุ่ม ถ้าคนในกลุ่มทั้งหมดไม่เผาได้รางวัลเพิ่มขึ้น พบว่า การจ่ายแบบเงินสด ช่วยลดการเผาได้ 7–9% แบบลอตเตอรี่ช่วยลดการเผาได้ 12–14% ขณะที่วิธีการควบคุมให้เพื่อนในกลุ่มไม่เผายังทำได้ยาก แสดงให้เห็นรูปแบบการให้แรงจูงใจด้วยว่า แม้เงินเท่ากัน แต่ผลต่อพฤติกรรมไม่เท่ากัน
ด้านนายภูมิสิทธิ์ และคณะ ทำการทดลองภาคสนาม โดยให้เงินอุดหนุนค่าเช่าเครื่องจักรเพื่อจัดการเศษวัสดุทางการเกษตร เช่น เครื่องอัดฟาง ค่าขนส่ง ซึ่งพบว่าลดการเผาได้ในแปลงได้ถึง 30% เพิ่มโอกาสที่เกษตรกรจะเข้าถึงตลาดรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรได้ 69% ช่วยสร้างรายได้จากการขายฟางอัดก้อน ซึ่งจุดสำคัญของมาตรการนี้ คือ การอุดหนุนจะช่วยลดต้นทุนการไม่เผาที่เกษตรกรต้องแบกในวันนี้ เห็นโอกาสทำรายได้จากเศษวัสดุ ทำให้เกษตรกรที่ไม่ได้เข้าโครงการเห็นข้อดีของการไม่เผา และยังมีข้อดีทำให้เกษตรกรส่วนหนึ่งไม่เผาต่อเนื่องหลังจบโครงการ
นายภูมิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อาจจะถามว่า ทำไมทางการถึงไม่จับเกษตรกรที่เผาอย่างจริงจัง ในชนบทนั้น ส่วนใหญคนที่เผาจะเป็นเกษตรกรที่มีรายได้น้อยมาก มีความเหลื่อมล้ำทางสังคม การจับเข้าคุกหรือปรับเงินอาจไม่ได้แก้ปัญหาที่แท้จริง จึงใช้วิธีตักเตือนให้เลิกพฤติกรรม ดังนั้น หากรัฐต้องการแก้ปัญหาอย่างแท้จริงควรจะให้แรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ผู้วิจัยเห็นตรงกันว่า การให้เงินอุดหนุนนั้น ใช้ไดระยะสั้น ไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องได้
.ปฏิรูปเกษตรไทยให้ควัน-ลดการเผาอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ จากการวิจัย มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ว่า ประเทศไทยควรเปลี่ยนจากนโยบายห้ามเผาเป็นครั้งคราว ไปสู่ระบบจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแบบครบวงจร โดย 1.ออกแบบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขและมีระยะเปลี่ยนผ่าน โดยรัฐควรปรับเงินช่วยเหลือบางส่วน เช่น เงินช่วยเหลือการเก็บเกี่ยวที่ให้รายปี ไร่ละ 1,000 บาท ให้เป็นเงินสนับสนุนแบบมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรต้องไม่เผา ซึ่งวิธีนี้ช่วยให้รัฐไม่ต้องเพิ่มภาระงบประมาณมากเกินไป แต่เพิ่มแรงจูงใจให้เกษตรกรเปลี่ยนพฤติกรรมได้มากขึ้น และการให้เงินสนับสนุนควรให้โดยมีเป้าหมายให้เกษตรกรมีเวลาปรับตัว สร้างตลาดเศษวัสดุทางการเกษตร พัฒนาบริการเครื่องจักร เมื่อระบบทางเลือกเข้มแข็งขึ้น การพึ่งพาเงินจะลดลง
2.สร้างตลาดเศษวัสดุและระบบขนส่ง โดยหัวใจสำคัญคือ การสร้างระบบที่เชื่อมโยงตั้งแต่ การมีตัวกลาง จุดรวบรวม ไปจนถึงผู้รับซื้อให้เข้าถึงง่าย เพื่อเปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งจาก "ของเสีย" ให้เป็น “รายได้เสริม" 3.พัฒนาระบบบริการเครื่องจักรให้เกษตรกรเข้าถึงได้ทันเวลา รัฐควรสนับสนุนผู้ให้บริการเครื่องจักร พร้อมอุดหนุนเพิ่มสำหรับแปลงเกษตรที่เข้าถึงยากหรือแปลงที่มีต้นทุนจัดการสูง 4.ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามตรวจสอบการไม่เผา โดยเชื่อมกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกร และการตรวจภาคสนาม ช่วยให้การจ่ายเงินอุดหนุนและการบังคับใช้กฎหมายโปร่งใส