
แม้ว่าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ศาลสูงสุดของสหรัฐฯจะมีคำตัดสินว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ ของสหรัฐฯ ใช้อำนาจเกินขอบเขต ภายใต้การใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯจำเป็นต้องยกเลิกการเก็บภาษีตอบโต้ที่ใช้กับการนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯกับประเทศทั่วโลก รวมทั้งไทย
แต่ทุกคนทั่วโลกต่างรู้ดีว่า “ความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์” ในการหาเงินเข้าประเทศจากการเก็บภาษีจากประเทศทั่วโลกยังไม่จบ
โดยหลังจากคำสั่งศาลออกมาไม่กี่ชั่วโมง “ทรัมป์” ได้ลงนามในคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้า 10% สำหรับสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลก จากนั้นในช่วงสุดสัปดาห์ได้ประกาศเพิ่มอัตราภาษีขึ้นเป็น 15% โดยคำสั่งดังกล่าวจะมีผล 150 วันจากนี้ และสั่งให้มีการสอบสวนการค้าระหว่างสหรัฐฯกับทั่วโลกใหม่อีกรอบ เพื่อหาทางเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม
สำหรับสินค้าไทยที่ส่งออกไปยังสหรัฐฯที่จากเดิมถูกเก็บภาษีตอบโต้ 19% การปรับลดของภาษีเป็น 15% อาจจะช่วยลดค่าใช้จ่ายได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่มากนัก แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ โครงสร้างภาษีนำเข้าใหม่ที่ประธานาธิบดีทรัมป์จะนำมาใช้ในระยะต่อไป จะทำให้เราถูกเก็บภาษีสูงกว่า 19% ที่เราเคยจ่ายหรือไม่ ภาษีดังกล่าวจะสร้างแรงกดดันให้ตลาดการค้าโลกมากแค่ไหน รวมทั้งจะเป็นชนวนเพิ่มความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ตึงเครียดอยู่ในขณะนี้อย่างไร
ขณะเดียวกัน ปัญหาในประเทศของไทยกำลังเผชิญกับความยากลำบากมากขึ้น เพราะนอกเหนือจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังไม่ทันได้แก้ไขแล้ว ปัญหาสภาพคล่องหรือเงินสดหมุนเวียนของผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี รวมทั้งครัวเรือนจำนวนหนึ่ง เริ่มตึงตัวมากขึ้น เห็นได้จากกำลังซื้อที่เริ่มชะลอลง ท่ามกลางสินเชื่อคงค้างของเอสเอ็มอีที่ลดลงต่อเนื่องมาแล้ว 14 ไตรมาส หรือประมาณ 3 ปีครึ่ง และสินเชื่อโดยรวมที่หดตัวต่อเนื่อง 6 ไตรมาส
ทั้งนี้ แม้ว่าในขณะนี้แบงก์ชาติจะออกโครงการช่วยค้ำประกันสินเชื่อให้กับเอสเอ็มอีเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง แต่ในแวดวงเอสเอ็มอีในวันนี้ยอมรับว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงของ “การคัดสรรตามธรรมชาติ” ซึ่งแน่นอนว่าจะมีเอสเอ็มอีจำนวนหนึ่งที่จะ “ไม่รอด” จากกระบวนการนี้และต้องปิดกิจการถาวร
วันนี้เอกชนส่วนใหญ่จึงอยากให้มีการจัดตั้ง “รัฐบาลใหม่” ให้เร็วที่สุด ซึ่งตามไทม์ไลน์ หากไม่มีเหตุสะดุดรุนแรงจนการเลือกตั้งในครั้งนี้เป็นโมฆะ เราอาจจะได้รัฐบาลใหม่ในช่วงปลายเดือน เม.ย.-พ.ค.ที่จะถึงนี้
ระหว่างนี้จะต้องลุ้นกันว่า แรงส่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีกว่าคาดในไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมา และเงินที่สะพัดในช่วงเลือกตั้ง รวมทั้งในเทศกาลวาเลนไทน์และตรุษจีน จะช่วยพยุงการใช้จ่ายไว้ได้มากน้อยเพียงไหน โดยหวังว่าเศรษฐกิจไตรมาสแรกปีนี้ จะชะลอลงจากไตรมาสที่ 4 ปี 68 ไม่มาก พอมีเวลาให้รัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจได้ทันเวลา
ปัจจัยที่ไม่ชัดเจนเหล่านี้ ส่งผลให้ “กุมภาพันธ์” เดือนแห่งความรักปีนี้ “หวานน้อย” สำหรับเศรษฐกิจไทย และได้แต่หวังว่า “เดือนมีนาคม” เดือนสุดท้ายของไตรมาสแรกจะไม่ “ใจร้าย” กับเศรษฐกิจไทยมากไปกว่านี้.
มิสเตอร์พี
คลิกอ่านคอลัมน์ “กระจก 8 หน้า” เพิ่มเติม