
ทั่วโลกกำลังเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจ ที่สืบเนื่องมาจากผลกระทบฝังลึกจากวิกฤตการณ์โรคระบาด และสงครามความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ ที่ขยายวงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นเรื่องโชคดีหากประเทศไหน ยังมีการเติบโตของประชากรวัยทำงาน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระประเทศในการดูแลเด็กและประชากรสูงวัย
ตราบใดที่ตลาดแรงงานสามารถรองรับจำนวนคนทำงานที่เพิ่มขึ้นได้ ผลิตภาพต่อหัวประชากรก็จะเพิ่มขึ้นตาม ส่งเสริมให้เกิดการออมและการลงทุน ที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศ นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
แต่สำหรับประเทศที่ไม่คว้าโอกาสทางประชากรศาสตร์ และใช้ประโยชน์ในตอนที่ยังมีโอกาส ก็จะต้องเผชิญกับปัญหาประชากรสูงวัยล้นประเทศที่อาจฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจ ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
เช่นเดียวกับประเทศไทย หนึ่งในประเทศกำลังพัฒนา ที่ปัจจุบันเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างสมบูรณ์ และกำลังจะก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสูงสุด (Super-aged society) ในปี 2573 ซึ่งหมายความว่า ไทยจะมีประชากรสูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไป มากขึ้นถึง 28% ของจำนวนประชากรทั้งหมด และมีการเพิ่มขึ้นของประชากรเพียง 0.18% เท่านั้น เพราะอัตราการเกิดน้อยลง
The Economist สื่อเศรษฐกิจระดับโลก ได้วิเคราะห์ ทิศทางการเติบโตเศรษฐกิจไทยท่ามกลางปัญหาสังคมผู้สูงอายุ จากข้อมูลในปี 2564 พบว่า สัดส่วนของคนไทยที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป สูงถึง 14% ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์
แล้วในไม่ช้าประเทศไทยจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุขั้นสูงสุด เหมือนกับประเทศญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศในฝั่งยุโรป ซึ่งจะต้องเผชิญกับอุปทานแรงงานที่ลดน้อยลง และหากไม่มีมาตรการพิเศษรองรับ จะส่งผลให้ประสิทธิภาพผลผลิตและการเติบโตของประเทศลดลง
แต่ข้อแตกต่างที่น่ากังวลและเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจไทย คือ ประเทศไทยมีจีดีพีต่อหัว (GDP per Capita) อยู่ที่ 7,000 ดอลลาร์เท่านั้น ในปี 2564 อีกทั้งยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งต่างจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่น ที่มีจีดีพีต่อหัวคิดเป็น 5 เท่าของไทย หมายความว่า คนไทยจะแก่ก่อนรวย ในขณะที่ญี่ปุ่นรวยแล้วค่อยแก่
การเป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ยังติดหล่มกับดักรายได้ปานกลาง และกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุขั้นสูงสุด นับเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการพัฒนาประเทศไทยในอนาคต
จำนวนผู้สูงอายุที่มากขึ้น และสัดส่วนประชากรวัยทำงานที่น้อยลง ทำให้รัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายสวัสดิการดูแลสุขภาพและเงินบำนาญเพิ่มขึ้น ในขณะรายได้จากการจัดเก็บภาษีลดลง ส่งผลให้การจัดสรรงบประมาณในการลงทุน พัฒนาทักษะประชากร และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มผลิตภาพประเทศทำได้ยากขึ้น
โดยไทยไม่ใช่ประเทศเดียวที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ในอนาคต แต่ประเทศกำลังพัฒนาหลายๆ ประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ก็จะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกันภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เช่น อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงกว่าไทย ก็มีแนวโน้มที่จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเร็วกว่าประเทศพัฒนาแล้วในขณะรายได้ต่อหัวของประชากรยังอยู่ในระดับต่ำ
รวมถึงเวียดนามที่ประชากรมีความมั่งคั่งกว่าคนไทยครึ่งนึง ยังมีอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรสูงวัยเร็วกว่าอีกด้วย นอกจากนี้ประเทศศรีลังกา ซึ่งมีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าประเทศไทยถึง 1 ใน 3 จะกลายเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุภายในปี 2571
ทางออกสำหรับปัญหานี้ คือ เหล่าประเทศกำลังพัฒนา ต้องเร่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากขึ้น จากอัตราปกติ ควบคู่ไปกับการเริ่มวางแผนรองรับผู้สูงอายุตั้งแต่เนิ่นๆ ไม่ว่าจะการปฏิรูประบบบำนาญ การเพิ่มอายุเกษียณ รวมถึงใช้กลไลตลาดเงิน เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน โดยเสนอทางเลือกสำหรับการออมระยะยาวและการประกันสุขภาพ
นอกจากนี้ การเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้หญิงในตลาดแรงงาน จะช่วยเพิ่มโอกาสการปันผลทางประชากร (Demographic Dividend) หรือเรียกง่ายๆ ว่า เพิ่มโอกาสทองทางเศรษฐกิจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร เนื่องจากผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย แต่มีแนวโน้มที่จะมีเงินออมและเงินบำนาญน้อยกว่า
อ้างอิง