ทำไมธุรกิจจัดงานศพ สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้สหรัฐฯ จึงเป็นฝันร้ายสำหรับชาวอเมริกัน

Economics

Global Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ทำไมธุรกิจจัดงานศพ สร้างเม็ดเงินมหาศาลให้สหรัฐฯ จึงเป็นฝันร้ายสำหรับชาวอเมริกัน

Date Time: 6 ส.ค. 2566 10:04 น.

Video

ปี 2026 ทองคำมาวิน? หุ้นไทยปีนี้ยากแล้ว ปีหน้ายากกว่า?| Thairath Money Night Stand EP.30

Summary

ธุรกิจจัดงานศพในสหรัฐอเมริกา กลายเป็นเป้าหมายแหล่งทำเงินใหม่ของเหล่านักลงทุน ที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้ถึง 12 หลักต่อปี ดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ กว้านซื้อบริษัทรายย่อยเล็กๆ เพื่อกินรวบรายได้ ซ้ำเติมชาวอเมริกันที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้ว ให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจัดงานศพ ท่ามกลางความโศกเศร้าจากการสูญเสีย

Latest


เมื่อทั่วโลกเดินทางเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งเป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนทั้งโลก เมื่อ productivity ของคนลดลง ภาคธุรกิจทั่วโลกก็เริ่มตื่นตัวเพื่อหาวิธีรับมือ แต่ในทุกวิกฤติมักจะมีผู้รอดชีวิตเสมอ

เช่นเดียวกับการเติบโตของธุรกิจจัดงานศพทั่วโลก ที่ได้รับอานิสงส์จากวิกฤติสังคมผู้สูงอายุและโควิด-19 โดยเฉพาะดึงดูดธุรกิจจัดงานศพในสหรัฐอเมริกาที่สามารถสร้างเม็ดเงินได้ถึง 12 หลักต่อปีดึงดูดให้บริษัทขนาดใหญ่ที่มีทุนหนา กว้านซื้อบริษัทรายย่อยเล็กๆ เพื่อกินรวบรายได้ ซ้ำเติมชาวอเมริกันที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้ว ให้ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายจัดงานศพ ท่ามกลางความโศกเศร้าจากการสูญเสีย

อุตสาหกรรมที่เบ่งบานบนความตาย

ในสหรัฐอเมริกา ตอนนี้ธุรกิจงานศพได้กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของเหล่านักลงทุน โดยอุตสาหกรรมที่หากินกับความตายนี้ สามารถสร้างมูลค่าสูงถึง 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี จากข้อมูลของ สมาคมผู้จัดงานศพแห่งชาติสหรัฐฯ (NFDA) พบว่า มีธุรกิจจัดงานศพมากกว่า 19,000 แห่งในสหรัฐอเมริกา โดยกว่า 80% เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ที่ดำเนินการโดยผู้ประกอบการรายย่อยที่เป็นคู่สามี ภรรยา และ 20% หรือประมาณ 3,800 แห่งเป็นธุรกิจในเครือของบริษัทใหญ่ 


โดยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา บริษัทรับจัดงานศพเจ้าใหญ่ได้พยายาม กว้านซื้อกิจการขนาดเล็ก ที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัว ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความไว้วางใจจากคนในท้องถิ่น มาเป็นบริษัทในเครือ ภายใต้ชื่อเดิม แต่เปลี่ยนโครงสร้างองค์กร ด้วยการนำพนักงานจากบริษัทแม่มาบริหารแทน ส่งผลให้เกิดการผูกขาดในอุตสาหกรรมมากขึ้น อำนาจการแข่งขันน้อยลง และคนที่ต้องแบกรับผลกระทบทั้งหมดก็คือชาวอเมริกัน 


การผูกขาดสะท้อนผ่านการเติบโต ของจำนวนบริษัทในเครือของบริษัททุนใหญ่ เช่น Service Corporation International บริษัทจัดการงานศพที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ ซึ่งมีสำนักงานมากกว่า 1,900 แห่งในอเมริกาเหนือ และสร้างรายได้มากกว่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 แสนล้านบาท) ในปี 2561

จากการเก็บข้อมูลของ Martha Lundgren ซึ่งเป็นสมาชิกคณะกรรมการ Funeral Consumers Alliance ประจำรัฐแอริโซนา ระบุว่า ราคาบริการจัดงานศพมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น หลังจากบริษัทมหาชนเข้าซื้อกิจการของผู้ประกอบการรายย่อย โดยอ้างว่าการเข้าซื้อกิจการของทุนใหญ่ นำไปสู่การยกเลิกข้อตกลงราคากลาง ระหว่างสมาพันธ์ผู้บริโภคงานศพ และบริษัท Adair Dodge Chapel ซึ่งเป็นผู้รับจัดงานศพในรัฐแอริโซนา โดยในปี 2563 บริษัทคิดค่าบริการเผาศพสำหรับสมาชิกเพียงคนละ 395 ดอลลาร์สหรัฐ (1.4 หมื่นบาท) จากราคามาตรฐานที่ 1,100 ดอลลาร์สหรัฐ (3.8 หมื่นบาท) แต่หลังจากที่ถูกซื้อกิจการโดย Foundation Partners Group บริษัทจัดงานศพเจ้าใหญ่ในสหรัฐฯ ข้อตกลงราคาสำหรับสมาชิกก็ถูกยกเลิก ทำให้มีการปรับขึ้นราคาการเผาศพเป็น 1,370 ดอลลาร์สหรัฐ (4.8 หมื่นบาท)


เมื่อพิจารณาข้อมูลของ NFDA ปี 2564 พบว่า ค่าใช้จ่ายโดยเฉลี่ยของการจัดงานศพ พร้อมการดูแลและฝัง มีราคาสูงถึง 8,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.8 แสนบาท) ในขณะที่งานศพแบบเผามีราคาถูกกว่าเพียงเล็กน้อยที่ 7,000 ดอลลาร์สหรัฐ (2.4 แสนบาท) ส่วนการฝังศพด้วยหลุมซีเมนต์นั้น ค่าใช้จ่ายพุ่งไปเกือบ 9,500 ดอลลาร์สหรัฐ (3.3 แสนบาท) ซึ่งยังไม่รวมค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ 


นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่า ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ (Baby Boomers) จำนวน 73 ล้านคน จะเข้าสู่ช่วงอายุ 70 ปลายๆ ซึ่งอาจทำให้อัตราการตายเพิ่มสูงขึ้น เหล่านักลงทุนที่เห็นโอกาสจึงพากันอัดฉีดเม็ดเงินในอุตสาหกรรม Death care เพื่อหวังเก็งกำไร ล่วงหน้า จึงเป็นที่มาของการกว้านซื้อกิจการของผู้ประกอบการรายย่อย ประจำท้องถิ่น ที่กดดันให้ค่าบริการจัดงานศพพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ


แต่ในโลกของธุรกิจนั้น ปรบมือข้างเดียวไม่ดัง นอกจากคนแก่ตายเยอะขึ้น จะเป็นสาเหตุจูงใจให้บริษัทใหญ่ เข้ามากว้านซื้อกิจการขนาดเล็ก ผู้ประกอบการรายย่อยที่อายุใกล้เกษียณนั้น ก็ประสบปัญหาไม่มีทายาท มาสืบทอดกิจการต่อ ทำให้พวกต้องจำใจขายกิจการให้กับกลุ่มทุนรายใหญ่ ซึ่งสอดคล้องกับผลสำรวจของ NFDA ในปี 2564 ที่ระบุว่า ผู้ประกอบการมากกว่า 27% มีแผนการที่จะขายกิจการของตัวเองภายใน 5 ปี 

ตั้งราคาเกินจริง หากินจากช่องโหว่การกำกับดูแล


แม้คณะกรรมาธิการว่าด้วยการค้าแห่งสหพันธรัฐ หรือ (FTC) จะมีการออกกฎหมายงานศพ ซึ่งบังคับให้ บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลราคาสินค้าและบริการต่อลูกค้า ตั้งแต่ปี 2527 เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าถูกเอาเปรียบ จากบริษัทจัดงานศพที่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ


แต่ FTC ไม่ได้กำหนดให้บริษัทเหล่านี้ต้องระบุข้อมูลราคาบนเว็บไซต์ออนไลน์ จนเกิดเป็นช่องโหว่ ให้บางบริษัทขายสินค้าและบริการ ในราคาเกินจริง สอดคล้องกับข้อมูลของ FTC

ที่ทำการสุ่มตรวจบริษัทจัดงานศพใน 5 มลรัฐ ระหว่างปี 2561-2563 พบว่า มีบริษัทจำนวน 17 จาก 90 ราย ที่ละเมิดกฎหมายไม่เปิดเผยข้อมูลราคาต่อลูกค้า


อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีการระบุบทลงโทษเป็นค่าปรับสูงถึง 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ (1.4 ล้านบาท) แต่ก็มีข้อยกเว้นสำหรับบริษัทที่เพิ่งกระทำความผิดเป็นครั้งแรก โดยสามารถขอยื่นสิทธิ์เข้าร่วมโครงการปรับทัศนคติ Funeral Rule Offender’s Program (FROP) และเลือกจ่ายเงินตามความสมัครให้กับกระทรวงการคลังสหรัฐฯ รวมถึงชำระค่าธรรมเนียมการจัดการรายปีให้กับ NFDA แทนค่าปรับทางแพ่ง 


นอกจากนี้กฎหมายยังไม่ได้มีการกำหนด อย่างชัดเจนว่า ต้องใช้ฟอร์มาลินในการดองศพ ก่อนถึงกระบวนการฝัง บางบริษัทจึงอ้างกฎหมายที่คลุมเครือ หลอกให้ลูกค้าซื้อฟอร์มาลินเพิ่ม ทำให้ลูกค้าต้องเสียเงินเพิ่มอีก 800 ดอลลาร์สหรัฐ (2.7 หมื่นบาท)


ถึงแม้ธุรกิจรับจัดงานศพ จะสามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับสหรัฐฯ แต่เม็ดเงินนั้นกลับไม่ได้ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศเท่าไรนัก กลับกันคนที่ได้ผลประโยชน์อย่างเห็นได้ชัด ยังคงเป็นกลุ่มนักลงทุน และบริษัทขนาดใหญ่ ตรงกันข้ามการเติบโตของอุตสาหกรรมนี้ มีแต่จะยิ่งซ้ำเติมช่องว่างความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะครอบครัวที่อยู่ในกลุ่มเปราะบาง ที่ต้องดิ้นรนเพื่อหารายได้ให้ครอบคลุมค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่ารักษาพยาบาลในแต่ละวัน  

อ้างอิง

ติดตามข่าวสารอัปเดต เศรษฐกิจ เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจในประเทศ บทวิเคราะห์เศรษฐกิจ ล่าสุด ได้ที่นี่


ข่าวเศรษฐกิจ : https://www.thairath.co.th/money/economics

เศรษฐกิจในประเทศ : https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

เศรษฐกิจโลก : https://www.thairath.co.th/money/economics/world_econ


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ