
the International Energy Agency (IEA) องค์กรวิจัยด้านพลังงานระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ประเทศจีนกำลังเริ่มกระจายห่วงโซ่อุปทาน การนำเข้าวัตถุดิบสำคัญหายาก เพื่อรักษาตำแหน่งผู้ผลิตวัตถุดิบหายากรายใหญ่ของโลก หลังจากที่รัฐบาลและบริษัททั่วโลก ได้หันมากระจายห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก เพื่อเพิ่มความมั่นคง และตอบสนองความต้องการด้านเทคโนโลยีสะอาดที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานทดแทนหรือแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า
ถึงแม้ประเทศจีนจะเป็นศูนย์กลางกลั่นโลหะที่ใหญ่ที่สุดในโลก และเป็นผู้แปรรูปทองแดง โคบอลต์ ลิเธียม กราไฟต์ และแร่สำคัญหายากอันดับต้นๆ รวมถึงเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่อันดับสองรองจากอินโดนีเซีย แต่จีนกลับต้องพึ่งพาการนำวัตถุดิบเหล่านี้จากเพียงไม่กี่ประเทศ โดยโคบอลต์เกือบทั้งหมดต้องพึ่งพา การนำเข้าจากประเทศคองโก และมีการนำเข้านิกเกิลและดีบุก จากฟิลิปปินส์ และเมียนมา มากถึง 80% ตามมาด้วยการนำเข้าลิเธียมจากออสเตรเลียประมาณ 60% ทำให้จีนต้องหาทางกระจายพอร์ตโฟลิโอการจัดหาวัตถุดิบ ด้วยการทุ่มเม็ดเงินลงทุนในทรัพยากรถลุงแร่ในทวีปแอฟริกา และละตินอเมริกา และได้เริ่มลงทุนในโรงงานสกัดและกระจายแร่ในต่างประเทศ โดยมีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพเข้าถึงวัตถุดิบในเชิงกลยุทธ์
ในช่วงที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ได้พยายามออกกฎหมายสนับสนุนการกระจายห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบหายาก เช่น กฎหมาย Critical Raw Material ของสหภาพยุโรป และกฎหมาย The Inflation Reduction Act ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองกฎหมายนี้มีจุดประสงค์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปใช้ พลังงานสะอาดภายในประเทศ ด้วยการส่งเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบที่สำคัญ และลดการพึ่งพานำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้จากต่างประเทศ ซึ่งกฎหมายดังกล่าวได้ส่งผลกระทบต่อการค้า และการลงทุน เนื่องจากบางมาตรการได้จำกัดการนำเข้า และส่งออกแร่วัตถุดิบที่มีความสำคัญต่อประเทศ ทำให้ปัจจุบันอัตราการจำกัดการส่งออกวัตถุดิบที่สำคัญเพิ่มขึ้น 5 เท่าตั้งแต่ปี 2552
สอดคล้องกับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของขนาดตลาด การลงทุน และค่าใช้จ่ายในการสำรวจลิเธียม นิกเกิล และแร่ธาตุอื่นๆ ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานคาร์บอน ไปสู่พลังงานสะอาด นอกจากนี้การกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่หายาก จะทำให้เกิดการปรับราคาในเชิงบวก หลังจากที่ตลาดพลังงานมีความผันผวนพุ่งสูงขึ้นตั้งแต่ปี 2564
อ้างอิง