ธนาคารกรุงเทพ ร่วมงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม

Economics

ASEAN Economics

Content Partnership

Content Partnership

Tag

ธนาคารกรุงเทพ ร่วมงาน Thailand–Vietnam Business Forum 2026 ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม

Date Time: 19 มิ.ย. 2569 11:37 น.
Content Partnership

Summary

ครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ไทย–เวียดนาม เปิดประตูสู่โอกาสเศรษฐกิจครั้งใหม่ ธนาคารกรุงเทพชี้ เวียดนามคือดาวรุ่งอาเซียนที่นักธุรกิจไทยไม่ควรมองข้าม พร้อมหนุนการลงทุน เชื่อมเครือข่าย และเติบโตร่วมอย่างยั่งยืน


งาน Thailand – Vietnam Business Forum 2026 (TVBF2026) ที่จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Growing Together” เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม ร่วมกล่าวปาฐกถาพิเศษ เพื่อตอกย้ำถึงความสัมพันธ์และความร่วมมือ ด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน 

ในโอกาสนี้ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ในฐานะ “ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค” นำโดย ชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่, ไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่, สุวัชชัย ทรงวานิช รองผู้จัดการใหญ่, ธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Senior Vice President ผู้จัดการทั่วไป ประเทศเวียดนามและผู้จัดการสาขาโฮจิมินห์ และอรรถกร มรรคดวงแก้ว เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Vice President สายลูกค้าธุรกิจรายปลีก ได้ร่วมเปิดโอกาสสู่การสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืนในอนาคต 

จับมือเดินหน้าสู่อนาคต ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจไทย-เวียดนาม

อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ในโอกาสวาระครบรอบ 50 ปี ที่ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนาม เดินทางมาถึงครึ่งศตวรรษ มิตรภาพอันยาวนานได้เติบโตและยกระดับสู่การเป็นหุ้นส่วน ทางยุทธศาสตร์ที่เข้มแข็ง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายของโลกยุคปัจจุบัน ภูมิภาคอาเซียนกำลังกลายเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงที่สุดในทุกมิติ 

ซึ่งจากการหารือร่วมกันภายใต้แนวคิดการนำทางสู่อนาคต ได้สะท้อนความเชื่อมั่นที่ตรงกันว่า ทั้งสองประเทศจำเป็นต้องผนึกกำลังและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปด้วยกันตามหลักการที่ว่า รวมกันเราอยู่ เพื่อสร้างพลังที่แข็งแกร่งในการรับมือกับความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร และความผันผวนของสถานการณ์โลก

“ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามในวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันกัน อีกต่อไป เนื่องจากขนาดเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศมีความเท่าเทียมกัน โครงสร้างทางธุรกิจจึงต้องเน้นการเกื้อกูลและพึ่งพาอาศัยกันในฐานะคู่ค้ามากกว่าคู่แข่ง โดยจะเห็นได้จากการที่สินค้าส่งออกจากไทยส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบและชิ้นส่วนสำคัญในภาค การผลิตเพื่อการส่งออกของเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการเติบโตร่วมกันในห่วงโซ่อุปทาน เดียวกันอย่างแท้จริง” 

ทั้งนี้ ประเทศไทยยังพร้อมเปิดกว้างและสนับสนุนให้ภาคเอกชนจากเวียดนาม เข้ามาลงทุน ในไทยมากขึ้น เพื่อสร้างความสมดุลและเติบโตไปด้วยกันในฐานะผู้นำของภูมิภาค ที่มีแผ่นดินเชื่อมต่อกัน การก้าวไปข้างหน้าในครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การสร้างเครื่องยนต์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ตอบโจทย์อนาคต ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจดิจิทัล เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ยานยนต์ไฟฟ้า อุตสาหกรรมสีเขียว อาหารแห่งอนาคต พลังงานสะอาด เศรษฐกิจ สุขภาพ รวมถึงการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพื่อยกระดับขีดความสามารถ ในการแข่งขันและกระจายผลประโยชน์ไปสู่ประชาชนในทุกระดับอย่างเท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะกำหนดอนาคตความสัมพันธ์และเปลี่ยนนโยบายทางการทูตให้กลายเป็นความมั่นคง ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ก็คือ พลังของภาคเอกชนและนักธุรกิจของทั้งสองประเทศ ผ่านการลงทุน การจ้างงาน และการพัฒนานวัตกรรม โดยในปัจจุบัน ประเทศไทยมีความพร้อมอย่างยิ่ง ในการต้อนรับนักลงทุน ด้วยรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความเข้าใจผู้ประกอบการ มีการปรับปรุง กฎหมายเพื่ออำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจ 

ตลอดจนมีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมทั้งระบบออฟไลน์และออนไลน์ในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของอาเซียน การจับมือร่วมกันระหว่างไทยและเวียดนามในฐานะแขกและเจ้าบ้านคู่แรก จึงเป็นนิมิตหมายอันดีที่จะนำไปสู่ความไว้วางใจและการเติบโตอย่างมั่งคั่ง เข้มแข็ง และยั่งยืนร่วมกันต่อไป

รวมทั้งวิสัยทัศน์ความร่วมมือในยุคใหม่นี้ ถูกสะท้อนผ่านการปาฐกถาพิเศษโดย โต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐ สังคมนิยมเวียดนาม ที่ชี้ให้เห็นว่า  เวียดนามและไทยถือเป็นสองระบบเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญและมีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกัน มาอย่างยาวนาน โดยในปี 2026 นี้ ทั้งสองประเทศจะร่วมกันเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 50 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูต ซึ่งหลังจากที่ผู้นำของทั้งสองฝ่ายได้เห็นพ้องในการยกระดับความสัมพันธ์สู่ขั้นใหม่ในอดีต ที่ผ่านมา ปัจจุบันสองประเทศกำลังเร่งเตรียมความพร้อมเพื่อดำเนินโครงการแผนปฏิบัติการระยะ ปี 2025–2030 เพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น 

ยิ่งไปกว่านั้นในยุคที่ห่วงโซ่อุปทานโลกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความมั่นคงทางพลังงาน เวียดนามและไทยจำเป็นต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบความร่วมมือทวิภาคีทั่วไป แล้วเปลี่ยนผ่านไปสู่การเป็น "พันธมิตรที่เติบโตไปด้วยกัน" เพื่อสร้างพื้นที่ทางเศรษฐกิจที่เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เสริมสร้างขีดความสามารถ ในการพึ่งพาตนเองของอาเซียน ซึ่งหากรวมตลาดของสองประเทศเข้าด้วยกัน จะเกิดเป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่มีมูลค่ารวมกว่า 1.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ มีประชากรรวมกัน เกือบ 175 ล้านคน และตั้งอยู่ในทำเลที่ตั้งทางยุทธศาสตร์เพื่อเชื่อมต่อเส้นทางการค้าโลก

ธนาคารกรุงเทพในฐานะ “ธนาคารชั้นนำระดับภูมิภาค” มุ่งมั่นสนับสนุนผู้ประกอบการไทยในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน รวมทั้งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผ่านเครือข่ายการให้บริการอย่างครอบคลุมในทุกช่วงเวลาของการเติบโตทางธุรกิจ 

เวียดนาม โอกาสใหม่ของธุรกิจไทย กับบทบาทสะพานเชื่อมการลงทุนสู่เศรษฐกิจดาวรุ่งอาเซียน

สอดคล้องกับมุมมองเชิงลึกจาก ธาราบดี ซึ้งอดิชัยวิทย์ เจ้าหน้าที่บริหารระดับ Senior Vice President ผู้จัดการทั่วไป ประเทศเวียดนามและผู้จัดการสาขาโฮจิมินห์ ที่วิเคราะห์ว่าการเยือนประเทศไทยของ “โต เลิม” เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์และ ประธานาธิบดีเวียดนาม ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น ระหว่างไทยและเวียดนามในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศกำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้น

นับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง นายโต เลิม ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศอย่างชัดเจน โดยหลังจากเดินทางเยือนจีนและอินเดียแล้ว ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ได้รับเลือกให้เยือนอย่างเป็นทางการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของไทยในฐานะพันธมิตรทางเศรษฐกิจของเวียดนาม

ปัจจุบันประเทศไทยถือเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่อันดับ 8 ของเวียดนาม ด้วยมูลค่าการลงทุน สะสมกว่า 65,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างกันอยู่ที่ประมาณปีละ 22,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังมุ่งสู่เป้าหมาย 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ การมาเยือนในครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนนิมิตหมายอันดีที่จะช่วยปลดล็อกและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการได้รับการสนับสนุนและความสะดวกสบายจากผู้นำเวียดนามในการอนุมัติ      โครงการลงทุนต่าง ๆ ของไทยให้คืบหน้าได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัด อยู่เพียงระดับการค้า แต่ยังครอบคลุมถึงการลงทุนในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่พลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต บรรจุภัณฑ์ พลาสติก ไปจนถึงธุรกิจบริการและค้าปลีก

ในมุมมองของธนาคารกรุงเทพ หากย้อนมองพัฒนาการของเวียดนามในช่วงกว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา นับตั้งแต่เวียดนามเปิดประเทศตามนโยบายดอยเหม่ยในปี 1990 และธนาคารกรุงเทพได้เข้าไปบุกเบิกในฐานะธนาคารต่างชาติรุ่นแรกในปี 1992  

จากประเทศที่เคยเผชิญข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานและรายได้ประชากร เวียดนาม ได้เปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีการพัฒนาเมืองอย่างก้าวกระโดด ชนชั้นกลางขยายตัวต่อเนื่อง และกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของนักลงทุนทั่วโลก

โดยปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจหรือ GDP ของเวียดนามไล่เลี่ยคิดเป็น 95-96% ของไทย และคาดว่าจะทัดเทียมกันในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ก่อนที่จะมีศักยภาพแซงหน้าไทยได้ในอีก 10 ปีข้างหน้า สิ่งที่ไทยใช้เวลาพัฒนา 50 ปี เวียดนามกลับใช้เวลาเพียง 20 ปีเท่านั้น ภายใต้เป้าหมาย ที่ตั้งเป้าให้ GDP เติบโต 10% ต่อปีในอีก 5 ปี ข้างหน้า เพื่อนำพาประเทศไปสู่การเป็น ประเทศพัฒนาแล้วภายใน ปี 2045 โดยมีรายได้ต่อหัวประชากรอยู่ที่ 14,000 ดอลลาร์สหรัฐ

การเติบโตดังกล่าวจะส่งผลให้จำนวนชนชั้นกลางของเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากปัจจุบันราว 22 ล้านคน สู่ระดับประมาณ 50 ล้านคนภายใน ปี 2035 ซึ่งหมายถึงกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น อย่างมหาศาล ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย รถยนต์ อาหาร เครื่องดื่ม และสินค้าอุปโภคบริโภค หลากหลายประเภท

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เวียดนามกลายเป็นตลาดที่นักธุรกิจไทยไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะธุรกิจการผลิตที่ต้องการใช้เวียดนามเป็นฐานส่งออกสู่ตลาดโลก เนื่องจากเวียดนาม มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับหลายประเทศและหลายภูมิภาค ทำให้สินค้าที่ผลิตในเวียดนาม สามารถส่งออกไปยังตลาดสำคัญด้วยอัตราภาษีนำเข้าที่ต่ำหรือเป็นศูนย์

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากยังพบว่าต้นทุนการผลิตในเวียดนามสามารถ แข่งขันได้ดีกว่าไทยในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ต้นทุนแรงงาน และประสิทธิภาพการทำงาน ของบุคลากร ส่งผลให้สินค้าและบริการ มีศักยภาพ ในการแข่งขันเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกัน รูปแบบการลงทุนของนักธุรกิจไทยในเวียดนามก็เริ่มเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่นิยมสร้างธุรกิจขึ้นใหม่ กลายเป็นการเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) มากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มบรรจุภัณฑ์ พลาสติก และธุรกิจค้าปลีก เนื่องจากช่วยให้สามารถเข้าถึงฐานลูกค้า บุคลากร และเครือข่ายทางธุรกิจได้ทันที ลดระยะเวลาในการเริ่มต้นธุรกิจใหม่

ธนาคารกรุงเทพสาขาโฮจิมินห์
ธนาคารกรุงเทพสาขาโฮจิมินห์

อย่างไรก็ตาม การประสบความสำเร็จในเวียดนามไม่ใช่เรื่องง่ายและมีสิ่งตกหล่นที่นักธุรกิจไทยมักมองข้าม อุปสรรคสำคัญ ประการแรกคือ "กรอบความคิด" หรือ Mindset ที่คิดว่าคนเวียดนาม เหมือนคนไทยและมีกฎหมายคล้ายกัน ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เนื่องจากวัฒนธรรม และพฤติกรรมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การนำโมเดลธุรกิจจากไทยไปใช้โดยตรง จึงอาจไม่ได้ผล 

นอกจากนี้ เวียดนามยังมีกฎระเบียบที่เข้มงวดสำหรับนักลงทุนต่างชาติ ทั้งเรื่องการตรวจสอบบัญชีและการขอใบอนุญาตเฉพาะทางที่ต้องใช้เวลาศึกษาอย่างรอบคอบ รวมถึงการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล (HR) ที่ไม่สามารถใช้วิธีการแบบไทยได้ เนื่องจากแรงงานเวียดนามมีความกระตือรือร้นและมีความคาดหวังต่อการเติบโตในอาชีพสูง การนำรูปแบบการบริหารบุคลากรแบบเดียวกับที่ใช้ในไทยไปใช้ทั้งหมด อาจไม่ตอบโจทย์การทำงานในเวียดนามได้ ตลอดจนความจำเป็นในการเรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดี กับคู่ค้าและซัพพลายเชนในพื้นที่

สุวัชชัย ทรงวานิช รองผู้จัดการใหญ่  ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และเลขาธิการสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม กล่าวว่า งานนี้ไม่ใช่แค่วาระครบรอบ 50 ปี ของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-เวียดนาม เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นเพราะทุกคนมองเห็นโอกาสมากมาย ในเส้นทางสู่ความเป็น หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านของทั้งสองประเทศ ที่จะสร้างคุณค่าร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม “ย้อนกลับไปเมื่อ ปี พ.ศ. 2544-2548 ซึ่งเป็นช่วงที่ไปทำงานที่เวียดนามและมีโอกาสเรียนรู้วิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของผู้คนและการประกอบธุรกิจได้เห็นการวางรากฐานเพื่อพัฒนาประเทศของรัฐบาลในขณะนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่ประทับใจ ก็คือ ความขยันหมั่นเพียร และความตั้งใจพัฒนาตัวเองอย่างที่สุดของคนเวียดนาม”

ด้วย DNA นี้ ทำให้เวียดนามมีความความก้าวหน้าเป็นอย่างมาก และที่สำคัญ คือ คนเวียดนามโดยทั่วไปก็มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งน่าจะเป็นผลจากความขยันขันแข็ง ทั้งนี้ เศรษฐกิจของเวียดนามในวันนี้เติบโตอย่างโดดเด่น และเป็นหัวใจสำคัญ ที่ขับเคลื่อน เศรษฐกิจของอาเซียน ด้วยศักยภาพของประชากรกว่า 100 ล้านคน ที่ส่วนมากเป็นคนวัยเด็ก และวัยทำงาน ในขณะที่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกลุ่มชนชั้นกลาง ทำให้เวียดนามกลายเป็น ฐานการผลิตและตลาดขนาดใหญ่ที่ผู้บริโภคมีกำลังซื้อสูง

สุวัชชัย กล่าวต่อไปว่า ด้วยหน้าที่การงานทำให้ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจของประเทศทั้งสอง และการสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการ ผ่านกิจกรรม Business matching ต่าง ๆ ซึ่งเวที Thailand Vietnam Business Forum ที่จัดขึ้นในวันนี้ ก็เช่นเดียวกัน วัตถุประสงค์หลัก ก็คือ เพื่อกระตุ้นและขับเคลื่อนให้เกิดความร่วมมือจริงอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศในนามของสมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม 

ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และพันธมิตรจากทั้งฝ่ายไทยและฝ่ายเวียดนาม รวมถึง กระทรวงการต่างประเทศ หอการค้าไทย สภาธุรกิจไทย-เวียดนามหอการค้าและอุตสาหกรรมไทยในเวียดนาม ที่ร่วมกันดำเนินกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ ระหว่างไทย-เวียดนามอย่างรอบด้านและทำให้การจัดงานในวันนี้ ไม่เพียงจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

“สมาคมมิตรภาพไทย-เวียดนาม และสมาคมมิตรภาพเวียดนาม-ไทย จะเดินหน้าทำงานร่วมกัน อย่างใกล้ชิดเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ทวิภาคี และเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดัน ความสัมพันธ์ภาคประชาชนระหว่างสองประเทศอย่างกว้างขวางและใกล้ชิด ร่วมเป็นพันธมิตร ที่เติบโตไปด้วยกัน เพื่อสร้างเศรษฐกิจอาเซียนให้เข้มแข็ง ท่ามกลางความผันผวน ของภูมิรัฐศาสตร์โลก” สุวัชชัย กล่าวทิ้งท้าย


Author

Content Partnership

Content Partnership