“เอลนีโญ” ต้นเหตุวิกฤติภัยแล้ง ทำลายภาคเกษตรไทย เศรษฐกิจ อาจเสียหาย 6 หมื่นล้าน

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

“เอลนีโญ” ต้นเหตุวิกฤติภัยแล้ง ทำลายภาคเกษตรไทย เศรษฐกิจ อาจเสียหาย 6 หมื่นล้าน

Date Time: 20 มิ.ย. 2566 10:25 น.

Video

ชีวิตนี้ผมจะไม่เป็นหนี้! “หมอสอง” กับก้าวใหม่ในวันที่เป็นคุณพ่อ l Money Secret EP.15

Summary

ผลกระทบ เอลนีโญ ปีนี้ กรณีฝนน้อยกว่าปกติ ลดลง 10% จะกระทบต่อเศรษฐกิจ ราว 40,000 ล้านบาท เป็นสัดส่วน 0.2-0.3% ต่อ GDP แต่หากฝนน้อยลง 20-30% อาจกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 60,000 ล้านบาท

Latest


ตัวเลขประเมิน ความเสียหายทางเศรษฐกิจไทย จากผลกระทบ ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ” มีมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ องค์การบริหารสมุทรศาสตร์ และบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ (NOAA) ระบุว่า ปีนี้โลกจะเผชิญกับสภาพอากาศรุนแรงสุดขั้ว ตั้งแต่ ไซโคลนเขตร้อน พัดเข้าหมู่เกาะแปซิฟิก ฝนตกหนักในบางประเทศ ไปจนถึง ภัยแล้ง ที่จะเกิดขึ้นเป็นวงกว้าง จากภาวะการไหลย้อนกลับของกระแสน้ำอุ่น มายังทวีปอเมริกาใต้แทน ซึ่งนั้นจะทำให้ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และออสเตรเลีย “ขาดฝน” และเกิด “ความแห้งแล้ง” แต่ชายฝั่งของทวีปอเมริกาใต้กลับมีฝนตกเพิ่มมากขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญเอง ก็ยังออกมาเตือนว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ ที่รุนแรงปีนี้ อาจกระทบต่อพืชผลทางการเกษตร การผลิตน้ำมันปาล์มและข้าวในอินโดนีเซีย, มาเลเซีย ตลอดจนประเทศไทยด้วย

สภาพอากาศแปรปรวน หนาวไม่มาก และหนาวไม่นาน แต่ฝนทิ้งช่วงนาน ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของมนุษย์ กลายเป็น อีกตัวแปรลบใหม่ของ “เศรษฐกิจไทย” ที่ต้องเฝ้าระวังกันเพิ่มเติม โดยว่ากันว่า อาจเป็นสภาวะปัญหาที่รุนแรงมากที่สุดครั้งหนึ่งและอาจสร้างความเสียหายให้ประเทศและเศรษฐกิจอย่างหนัก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรกรที่จะได้รับผลกระทบอย่างวงกว้าง ทั้งการเลี้ยงสัตว์และใช้น้ำเพื่อการเกษตรกระทบต่อวัตถุดิบในภาคการเกษตร และอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรขนาดใหญ่ ที่เป็นฐานในการส่งออกของไทยไปทั่วโลก 

เอลนีโญ ภัยแล้ง ซ้ำเติมเศรษฐกิจไทย 

ย้อนราวต้นเดือน มิ.ย. คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า เรื่องนี้ จะมองข้ามไม่ได้ และเป็นเรื่องที่มีผลกระทบในระดับสูง เพราะ มูลค่าความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจไทยมีมาก หากตีเป็นเม็ดเงิน ผลกระทบปีนี้ อาจจะมากถึง 36,000 ล้านบาท ครอบคลุมไปถึง ต้นทุนค่าเสียโอกาสของประเทศในแง่ต่างๆ อีกด้วย 

ใจความที่ต้องเฝ้าระวัง มาจากคาดการณ์ ว่าปีนี้ ปริมาณฝนจะน้อยกว่าค่าปกติ 5% โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประเมิน ความรุนแรงของเอลนีโญ อาจทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานจนถึงเดือน ก.พ. 2567 ขณะสิ่งที่จะตามมา ก็คือ หลายจังหวัดอาจประสบกับปัญหาภัยแล้ง กระทบต่อปริมาณน้ำอุปโภคบริโภค รวมถึงน้ำเพื่อการเกษตรได้

“Thairath Money” เจาะแนวโน้มสินค้าหลักในภาคการเกษตร อย่างข้าว  “ข้าว” ที่เป็นสินค้าเกษตรส่งออกหลักของประเทศ ที่ครอบคลุมพื้นที่เพาะปลูกมากที่สุด (คิดเป็น 43.7% ของพื้นที่เกษตรทั้งหมดของประเทศ) และครอบคลุมครัวเรือนถึง 5.1 ล้านครัวเรือน (คิดเป็น 63.6% ของจำนวนครัวเรือนภาคเกษตรทั้งหมด)

โดยปี 2564/2565 ไทยมีผลผลิตข้าวสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากจีน อินเดีย บังกลาเทศ อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะในปีเดียวกัน ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก มีส่วนแบ่งตลาดคิดเป็น 13.5% รองจากอินเดียที่มีส่วนแบ่งตลาด 38.8% จึงน่าห่วงสุด ว่าผลกระทบจาก เอลนีโญ จะสร้างความเสียหายแค่ไหน ทั้งข้าวเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และข้าวเพื่อการส่งออก ภายใต้ภาพใหญ่ “การส่งออกไทย” แผ่วลงแรง จากวิกฤติเศรษฐกิจโลกอยู่ก่อนแล้ว ของขาดมือ คงสู้ได้ไม่เต็มแรง...

ฝนตกน้อยมาก ความเสียหายส่อพุ่ง 6 หมื่นล้าน

ไม่เพียงเท่านี้ วิกฤติภัยแล้ง ที่ส่อแววรุนแรงขึ้นมาก ยังถูกประเมินความเสียหายซ้ำอีกรอบ จาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ Economic Intelligence Center (EIC) ที่ชี้ว่า ปีนี้ แรงส่งทางเศรษฐกิจของไทยจะน้อยลง โดยเฉพาะ จากรายได้ภาคการเกษตรกร ที่มีแนวโน้มชะลอลงค่อนข้างมาก สวนทางปีที่แล้ว ที่รายได้กลุ่มนี้ เติบโตดี เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการบริโภคภาคเอกชน ให้เติบโตได้ถึง 3% เพราะเกษตรกรกลุ่มใหญ่มีเงินจับจ่าย แต่ปีนี้อาจไม่ขยับ เพราะผลผลิตน้อย และราคาก็ส่อแววร่วงลง 

เปิดข้อมูลวิเคราะห์ EIC คาดว่า มูลค่าความเสียหายในภาคเกษตรจากภาวะฝนแล้งปีนี้ จะสูงถึง 40,414 ล้านบาท ซึ่งมากกว่า ที่ กกร.ประเมินเอาไว้ โดยข้าวนาปรัง ปีการผลิต 2567 จะได้รับความเสียหายสูงสุด เพราะเป็นพืชหน้าแล้งที่ต้องอาศัยนํ้ากักเก็บ จากฝนปีนี้ 

ขณะกรณีเลวร้ายสุด ความเสียหายที่ว่า อาจไปแตะถึงมากกว่า 63,000 ล้านบาท เช่นเดียวกับ ข้าวนาปี ปีการผลิต 2566/2567 ที่ต้องการน้ำมา และมักปลูกในที่ลุ่ม เช่นเดียวกับ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับ การปลูก อ้อย และ มันสำปะหลัง เป็นต้น 

“ผลกระทบ เอลนีโญ ปีนี้ กรณีฝนน้อยกว่าปกติ ลดลง 10% จะกระทบต่อเศรษฐกิจ ราว 40,000 ล้านบาท เป็นสัดส่วน 0.2-0.3% ต่อ GDP แต่หากฝนน้อยลง 20-30% อาจกระทบต่อเศรษฐกิจมากกว่า 60,000 ล้านบาท ” ดร.ฐิติมา ชูเชิด EIC กล่าว 

ฝนทิ้งช่วง ตั้งแต่ กรกฎาคม จนถึงต้นปีหน้า กลายเป็นปัจจัยท้าทายมากขึ้น ตั้งแต่ชาวนา ที่ต้องประเมินฟ้าฝนสภาพอากาศ และระดับน้ำในเขื่อน ที่แนวโน้มปริมาณไม่เพียงพอ, ต้นทุนการผลิต ปุ๋ย แรงงาน การถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง เรื่อยไปจนถึง โรงสีข้าว ที่อาจเผชิญความท้าทายจากปริมาณผลผลิตที่มีแนวโน้มลดลง ลามไปถึงผู้ผลิตข้าวถุง รายได้ลดลง ซ้ำเติมจากการแข่งขันที่รุนแรง ส่วนรายขายปลีก ผู้ส่งออก รายได้เสี่ยงหดตัว จากปริมาณผลผลิตที่น้อยลง เป็นต้น 

ทั้งนี้ ความเสียหายข้างต้น EIC ประเมินจากราคาขายข้าวเปลือกเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก ทั้งปี ที่ 11,519 บาทต่อตัน, ราคาอ้อย 1,080 บาทต่อตัน และราคาขายหัวมันสําปะหลังสด 3,090 บาทต่อตัน 

รัฐบาลเกียร์ว่าง แผนป้องกันน้ำท่วม-น้ำแล้ง ต้องมี 

เสียงเรียกร้องให้รัฐบาลรักษาการณ์ เร่งเตรียมแผนรับมือ โดยเฉพาะ การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน ทั้งเพื่อป้องกัน น้ำท่วม และน้ำแล้ง เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังสัญญาณทางธรรมชาติได้ชี้แล้วว่า ประเทศไทย ไม่ได้ห่างไกล จากปัญหาภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น สัญญาณ แม่น้ำเจ้าพระยาลดลงต่ำจนเกิดเกาะทรายขึ้นตรงกลาง กระทบทรัพยากรธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยว สัตว์ป่า และต้นทุนน้ำเพื่อการเกษตรจากที่เคยมีมากถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์จะลดลง เกษตรกรจะได้รับผลกระทบ ขาดรายได้ และสภาวะแห้งแล้งนี้จะยาวนานต่อไปอย่างน้อย 3 ปี

วิกฤติภัยแล้งที่อาจรุนแรงสุด ทำให้พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์จี้รัฐบาล โดยขอให้รัฐบาลเร่งศึกษาปัญหานี้โดยด่วน พร้อมจัดเตรียมแผนเผชิญเหตุทันที เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความเสียหาย ปรับแผนการอยู่ร่วมกับปัญหาให้ได้ในช่วง 3 ปีนี้  

เมื่อไปดูแผนรับมือ พบเมื่อเร็วๆ นี้ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการ โครงการชลประทานทั่วประเทศ ขับเคลื่อน 10 มาตรการรับมือฤดูแล้งปี 2565 / 2566 และการปฏิบัติตาม 12 มาตรการฤดูฝนปี 2566 

รวมทั้ง ให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ เตรียมแผนปฏิบัติการ ล็อกเป้าพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมและพื้นที่เสี่ยงฝนทิ้งช่วง, บริหารจัดการพื้นที่ลุ่มต่ำเพื่อรองรับน้ำหลาก ทบทวนปรับปรุงเกณฑ์ บริหารจัดการในแหล่งน้ำ เขื่อนระบายน้ำ และจัดทำแผนบริหารจัดการน้ำเชิงบูรณาการ 

รวมไปถึง การซ่อมแซม ปรับปรุง อาคารชลประทาน ระบบระบายน้ำ โทรมาตร ให้พร้อมใช้งาน เพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำของทางน้ำ ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุ ตั้งศูนย์ส่วนหน้าก่อนเกิดภัย และฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพปกติ รวมถึงเร่งเก็บกักน้ำในแหล่งน้ำทุกประเภทช่วงปลายฤดูฝนเพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอในฤดูแล้งในปีต่อไปด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี หากแต่สิ่งสำคัญที่สุด ในยามนี้ อาจต้องเร่งประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนรับรู้ ข้อเท็จจริงที่วิกฤติที่จะเกิดขึ้นอย่างวงกว้าง เพื่อทำงานวางแผนบริหารจัดการปัญหา ร่วมกันระหว่างรัฐบาลและภาคประชาชน ไม่เช่นนั้น อาจไม่เพียงแค่ความเสียหายในภาคเกษตร ผลผลิตขาดมือ รายได้เกษตรกรลด แต่สภาพอากาศที่แปรปรวน ซึ่งทำให้ปริมาณผลผลิตเข้าสู่ตลาดไม่มากนัก ต้นทุนสูง ท่ามกลางต้องการที่เพิ่มขึ้นจากการบริโภคในประเทศ และภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นแรง อาจทำให้ไทยเผชิญกับปัญหา “เงินเฟ้อ” ไม่รู้จบอีกด้วย 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ