
ซีพี แรม ดันตลาดอาหารเจ 365 วัน รับเทรนด์กินเพื่อสุขภาพ เผยตลาดโต 9-10% มูลค่า 4.9 หมื่นล้านบาท ส่งอาหารเจเข้าเซเว่นฯวันละกว่า 1 ล้านกล่อง พร้อมปรับสู่ Real Food ท้าทายซัพพลายเชน รับมือผักแพง ตรึงราคาสู้ต้นทุน
เทศกาลถือศีลกินผักในปี 2569 โอกาสของธุรกิจอาหารเจไม่ได้จบลงพร้อมเทศกาล เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มขยับจากการงดเนื้อสัตว์ตามประเพณีปีละ 9 วัน ไปสู่การเลือกกินอาหารจากพืชเพื่อสุขภาพเป็นบางมื้อตลอดทั้งปี ขณะที่ผู้ประกอบการต้องเร่งพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์ทั้งรสชาติ ราคา และความสะดวก ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่สูงขึ้น
ซีพีแรม ผู้นำด้านอุตสาหกรรมอาหารพร้อมรับประทาน เดินหน้าทำตลาดผลิตภัณฑ์อาหารเจทั่วประเทศ พร้อมร่วมสืบสานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต ซึ่งสืบทอดมายาวนานกว่า 200 ปี โดยเทศกาลปีนี้ระหว่างวันที่ 10-18 ตุลาคม 2569 บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์อาหารเจมากกว่า 50 เมนู ครอบคลุมทั้งอาหารเจ อาหารวีแกน และอาหารมังสวิรัติ ตอกย้ำแนวทางขยายตลาดจากการบริโภคเฉพาะช่วงเทศกาล สู่การเลือกกินอาหารจากพืชเพื่อสุขภาพได้ตลอดทั้งปี
นายณัชโชติ เหมทอง รองกรรมการผู้จัดการ และผู้บริหาร บริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ผู้ผลิตอาหารพร้อมรับประทาน เปิดเผยว่า ตลาดอาหารเจเพื่อสุขภาพ วีแกน และมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น มูลค่ากว่า 49,000 ล้านบาทเติบโตเฉลี่ยประมาณ 9-10% ต่อปีต่อเนื่องหลายปี โดยฐานผู้บริโภคไม่ได้จำกัดเฉพาะผู้ถือศีลกินเจในช่วงเทศกาล แต่ขยายไปยังกลุ่มที่ใส่ใจสุขภาพและเลือกกินอาหารจากพืชเป็นบางวัน เช่น กินเจตามวันเกิด วันพระ หรือรับประทานมังสวิรัติแบบยืดหยุ่น (Flexitarian) ที่ไม่จำเป็นต้องงดเนื้อสัตว์ทั้งหมด
บริษัทจึงวางกลยุทธ์ให้ผลิตภัณฑ์อาหารเจสามารถจำหน่ายได้ตลอด 365 วัน ผ่านแบรนด์หลักอย่าง VG for Love, เจดดรากอน และเลอแปง โดยมุ่งลดช่องว่างระหว่างอาหารเจกับอาหารมื้อปกติ ให้ผู้บริโภคทั่วไปสามารถเลือกซื้อได้ง่าย ไม่ต้องรอเฉพาะช่วงเทศกาล
ขณะเดียวกัน บริษัทเข้าร่วมสืบสานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ตอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นประเพณีที่มีคุณค่าทั้งด้านความศรัทธา วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ อีกทั้งยังดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยบริษัทมุ่งร่วมอนุรักษ์ประเพณีควบคู่กับการพัฒนาธุรกิจอาหารให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
นายณัชโชติกล่าวว่า ในช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ ซีพีแรมผลิตและส่งจำหน่ายสินค้าเจรวมกว่า 1 ล้านชิ้นหรือกล่องต่อวัน หากนับรวมอาหารทุกประเภทที่ส่งเข้าร้านเซเว่นอีเลฟเว่น ส่งสินค้ารวมเกือบ 6 ล้านชิ้นต่อวัน สะท้อนขนาดการผลิตและการกระจายสินค้าที่ต้องรองรับความต้องการในแต่ละวัน
สำหรับข้อมูลยอดขายที่บริษัทให้ไว้ ณ วันที่ 15 ต.ค. 2569 ซึ่งเทศกาลกินเจยังดำเนินอยู่ พบว่าอาหารเจในช่องทางร้านเซเว่นอีเลฟเว่น จังหวัดภูเก็ตทำยอดขายสะสมได้เกือบ 5 ล้านบาท ขณะที่ยอดขายอาหารในร้านเซเว่นอีเลฟเว่นทั่วประเทศ โดยรวมอยู่ที่ประมาณ 185 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวเป็นยอด ณ วันที่ให้ข้อมูล ไม่ใช่ยอดสรุปเมื่อสิ้นสุดเทศกาล
ในด้านสัดส่วนยอดขายผลิตภัณฑ์เจของบริษัท กลุ่มอาหารพร้อมรับประทาน (Ready to Eat : RTE) และข้าวกล่องคิดเป็นประมาณ 55% ส่วนกลุ่มเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์เลอแปงและสินค้าในกลุ่มเดียวกันมีสัดส่วนประมาณ 45% โดยปีนี้บริษัทมีผลิตภัณฑ์อาหารเจมากกว่า 50 รายการ และออกสินค้าใหม่ 9 รายการ
ช่องทางค้าปลีกเป็นอีกตลาดที่สะท้อนความต้องการอาหารเจที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล โดยปกติโลตัสมีเมนูอาหารเจจำหน่ายราว 3 รายการ แต่ในช่วงเทศกาลจะเพิ่มเป็น 7-8 รายการเพื่อรองรับความต้องการที่สูงขึ้น
ขณะที่แม็คโครมีฐานลูกค้าอาหารเจตลอดปี ทั้งร้านอาหารเจและผู้ประกอบการที่ซื้อวัตถุดิบหรืออาหารพร้อมใช้ไปจำหน่าย โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาผักสดปรับตัวสูงขึ้น อาหารพร้อมรับประทานจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้บริโภค
สำหรับแม็คโครในภูเก็ต ความต้องการไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะช่วงเทศกาลถือศีลกินผักแต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวและชาวต่างชาติที่พำนักในพื้นที่ โดยบางกลุ่มมีพฤติกรรมบริโภคอาหารมังสวิรัติหรือวีแกนเป็นประจำอยู่แล้ว จึงเป็นโอกาสต่อยอดตลาดอาหารเจและอาหารจากพืชให้เติบโตได้ตลอดปี
อย่างไรก็ตาม การทำตลาดในภูเก็ตไม่ได้มีเพียงเรื่องความสะดวกหรือการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค แต่ รสชาติต้องจัดจ้านและอร่อยถูกปากคนในพื้นที่ เพราะอาหารใต้มีเอกลักษณ์ด้านรสเผ็ดเข้มข้น เมนูอย่างข้าวคั่วกลิ้งเจและอาหารผัดพริกแกงจึงมีโอกาสตอบโจทย์ผู้บริโภคได้ดีกว่าเมนูรสชาติกลาง ๆ การพัฒนาอาหารเจจึงต้องปรับทั้งเมนูและรสชาติให้เข้ากับวัฒนธรรมการกินของแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่นำสินค้าแบบเดียวกันไปวางขายทุกตลาด
นายณัชโชติกล่าวว่า แนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเจได้เปลี่ยนจากการใช้โปรตีนเกษตรและวัตถุดิบแปรรูปเลียนแบบเนื้อสัตว์ เช่น ปลาเจหรือปลาหมึกเจ ไปสู่การใช้วัตถุดิบจากพืชที่ใกล้เคียงอาหารจริง หรือ Real Food มากขึ้น ทั้งเห็ดสด ผักสด เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช เพื่อรองรับผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับส่วนประกอบและคุณค่าทางโภชนาการ
ในอดีต อาหารแปรรูป (Processed Food) มีบทบาทสำคัญในการถนอมอาหารและเพิ่มมูลค่าให้วัตถุดิบ เช่น การแปรรูปอ้อยเป็นน้ำตาล ข้าวสาลีเป็นแป้ง หรือการผลิตโปรตีนเกษตรเพื่อเลียนแบบเนื้อสัตว์ แต่ปัจจุบันผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับวัตถุดิบที่ใกล้เคียงธรรมชาติมากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องปรับแนวทางพัฒนาสินค้าให้สอดรับกับความต้องการที่เปลี่ยนไป
อย่างไรก็ตาม การทำตลาดอาหารเพื่อสุขภาพไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสมดุล 3 ด้าน ได้แก่ ความคุ้มค่า รสชาติ และสุขภาพ โดยราคาต้องจับต้องได้ รสชาติต้องอร่อย จัดจ้าน ไม่เลี่ยนหรือจำเจ และยังต้องคำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการ เพื่อจูงใจให้ผู้บริโภคซื้อซ้ำ ไม่ใช่เลือกซื้อเฉพาะช่วงเทศกาล
สำหรับปี 2569 ซีพีแรมมีผลิตภัณฑ์อาหารเจรวมกว่า 50 รายการ และเพิ่มสินค้าใหม่อีก 9 รายการ ครอบคลุมทั้งอาหารพร้อมรับประทานและเบเกอรี่ โดยแบรนด์ VG for Love มุ่งเน้นการใช้ ผักสดและเห็ดสด เป็นวัตถุดิบหลัก แทนการพึ่งพาแป้งแปรรูปหรือเนื้อสัตว์เทียม เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคที่ต้องการอาหารจากพืชและใส่ใจสุขภาพ ตัวอย่างสินค้าใหม่ ได้แก่ ผัดหมี่ซั่วเจ ข้าวกะเพราหมูกรอบเจ สปาเก็ตตี้ขี้เมาหมูกรอบวีแกน และจัมโบ้บิ๊กเปาเห็ดหอมผัดพริกสด
ส่วนเบเกอรี่ภายใต้แบรนด์เลอแปง บริษัทพัฒนาขนมปังธัญพืชสูตรเจ โดยใช้ธัญพืชเป็นแหล่งโปรตีน พร้อมลดกระบวนการแปรรูปของแป้ง เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคได้รับทั้งโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตจากผลิตภัณฑ์
ขณะเดียวกัน ยังขยายสินค้าเจไปสู่มื้อเช้าและมื้อว่าง ผ่านผลิตภัณฑ์อย่างคัพเค้กกล้วยหอมสูตรเจ ขนมปังรสช็อกโกแลตชิพสูตรเจ และขนมปังลูกเกดสูตรเจ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้บริโภคเลือกซื้ออาหารเจได้หลากหลายช่วงเวลาของวัน ไม่จำกัดเฉพาะมื้อหลัก
นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวซาลาเปาเจ 3 รสชาติ ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง เจด ดราก้อน x ดีน่า ได้แก่ ซาลาเปานมถั่วเหลืองผสมงาดำ ซาลาเปานมถั่วเหลืองผสมข้าวไรซ์เบอร์รี่ และซาลาเปานมถั่วเหลืองผสมจมูกข้าวญี่ปุ่น โดยนำความเชี่ยวชาญด้านซาลาเปาของเจด ดราก้อน มาผสานกับนมถั่วเหลืองและวัตถุดิบกลุ่มธัญพืชจากดีน่า เพื่อเพิ่มทางเลือกในตลาดอาหารว่างจากพืช
การเลือกใช้นมถั่วเหลือง งาดำ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ และจมูกข้าวญี่ปุ่น ยังสอดรับกับกระแส Longevity และ Healthy Aging ที่ทำให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับวัตถุดิบและคุณค่าทางโภชนาการมากขึ้น ไม่ได้พิจารณาเพียงว่าอาหารเป็นเจหรือไม่มีเนื้อสัตว์ แต่ยังใส่ใจองค์ประกอบของอาหารแต่ละมื้อ ทั้งโซเดียม น้ำมัน และพลังงาน
ส่งผลให้การพัฒนาอาหารจากพืชมีความหลากหลายขึ้น ทั้งผัก เห็ด เต้าหู้ ถั่ว และธัญพืช ควบคู่กับการพัฒนารสชาติให้กินง่ายและเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไป เพื่อให้สินค้าไม่ได้จำกัดอยู่แค่ช่วงเทศกาลหรือกลุ่มคนรักสุขภาพ แต่เป็นอีกทางเลือกสำหรับมื้ออาหารในชีวิตประจำวัน
การหันมาใช้วัตถุดิบสด โดยเฉพาะผักและเห็ด เพื่อพัฒนาอาหารเจสไตล์ Real Food ช่วยตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ความท้าทายสำคัญของผู้ผลิตคือการบริหารซัพพลายเชนให้มีวัตถุดิบเพียงพอและส่งเข้าโรงงานได้ต่อเนื่อง ท่ามกลางราคาผักที่ปรับสูงขึ้นจากสองปัจจัย ทั้งผลผลิตที่เสียหายจากน้ำท่วม และความต้องการที่เพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลกินเจ ขณะที่ต้นทุนขนส่งยังได้รับแรงกดดันจากราคาพลังงานและสถานการณ์โลก
ผู้บริหารซีพีแรมร่วมกันระบุว่า หัวใจสำคัญอยู่ที่การวางแผนให้แม่นยำ โดยเฉพาะวัตถุดิบสดที่ไม่สามารถจัดหาได้ทันทีเหมือนวัตถุดิบแปรรูป บริษัทจึงต้องทำงานร่วมกับเครือข่ายเกษตรกร วางแผนการเพาะปลูกล่วงหน้าประมาณ 3 เดือน เพื่อให้มีผลผลิตทยอยส่งเข้าโรงงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดรอบเก็บเกี่ยวให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละวัน
ความท้าทายอยู่ที่การประสานแผนวัตถุดิบกับระบบผลิตและกระจายสินค้า ซึ่งมีเวลาจำกัด โดยบริษัททราบคำสั่งซื้อจากร้านเซเว่นอีเลฟเว่นราว 04.00 น. และต้องเริ่มกระจายสินค้าสู่สาขาตั้งแต่เวลา 08.00 น. จึงต้องเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมล่วงหน้า และวางแผนปริมาณเก็บเกี่ยวให้รองรับยอดขายที่ขึ้นลงได้ โดยไม่ให้เกิดปัญหาวัตถุดิบขาดหรือผลิตสินค้าไม่ทันส่ง
นอกจากนี้วัตถุดิบแปรรูปยังมีความจำเป็นในบางส่วน เพราะช่วยสร้างความมั่นคงให้กับซัพพลายเชน เช่นเดียวกับเครื่องปรุงที่ผู้ผลิตสามารถจัดหาจากพันธมิตรได้ โดยไม่จำเป็นต้องผลิตหรือแปรรูปวัตถุดิบทุกอย่างเองทั้งหมด แนวทางของซีพีแรมจึงเป็นการเลือกใช้วัตถุดิบให้เหมาะกับผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการบริหารเครือข่ายซัพพลายเออร์ให้มีประสิทธิภาพ
ด้านการควบคุมต้นทุน บริษัทดำเนินโครงการ Cost Down 5% (CD5) เพื่อลดความสูญเสียและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน พร้อมยืนยันแนวทางตรึงราคาสินค้า และตั้งเป้าเป็นหนึ่งในผู้ประกอบการกลุ่มท้าย ๆ ที่ปรับขึ้นราคา
นอกจากนี้ การบริหารอายุสินค้าเป็นอีกปัจจัยสำคัญของอาหารพร้อมรับประทาน โดยอาหารแช่เย็นมีอายุประมาณ 3-10 วัน แต่การหมุนเวียนสินค้าจริงโดยทั่วไปอยู่ที่ราว 1-2 วัน การวางแผนการผลิตให้สอดคล้องกับยอดขายจึงต้องทำควบคู่กันทั้งการรักษาความสดใหม่ ลดของเสีย และควบคุมต้นทุน เพื่อให้สามารถส่งมอบสินค้าได้ทันเวลาโดยไม่กระทบคุณภาพ
ด้านผลประกอบการ ซีพีแรมระบุว่าไตรมาส 3 เติบโตประมาณ 8-10% สอดคล้องกับเป้าหมายประจำปี โดยมีแรงหนุนจากความต้องการอาหาร RTE ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคในยุคค่าครองชีพสูง ทั้งด้านราคา ความสะดวก และความคุ้มค่า เมื่อการซื้อวัตถุดิบมาปรุงอาหารเองอาจมีต้นทุนสูงสำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คนเดียวหรือครัวเรือนขนาดเล็ก ขณะที่อาหารพร้อมรับประทานช่วยให้เลือกซื้อได้ตามมื้อและลดปัญหาวัตถุดิบเหลือทิ้ง
สำหรับไตรมาส 4 บริษัทคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากเทศกาลเฉลิมฉลองช่วงปลายปี การท่องเที่ยว และการออกเมนูใหม่อย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยสนับสนุนแนวโน้มธุรกิจในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางต้นทุนวัตถุดิบที่ยังผันผวน การรักษาสมดุลระหว่างราคา คุณภาพ รสชาติ และความสดใหม่ จะเป็นโจทย์สำคัญในการรักษาความสามารถในการแข่งขันและต่อยอดการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว