
Paymentology จัดงานสัมมนาพิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟ The Issuer Academy Masterclass ที่กรุงเทพฯ เปิดพื้นที่ให้ผู้นำในอุตสาหกรรมการเงินร่วมสะท้อนมุมมองถึงความเข้าใจเชิงลึกในตลาดท้องถิ่น
ไมเคิล เซก เผิง โหย่ว กล่าวว่า ประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการชำระเงินได้อย่างชัดเจน เพราะเทรนด์สำคัญหลายอย่างกำลังเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็น กระเป๋าเงินดิจิทัล, การชำระเงินแบบเรียลไทม์, บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (BNPL), บัตรชำระเงิน , การใช้โทเคน (Tokenisation)ตลอดจนการค้าแบบตัวแทน (Agentic Commerce) เทรนด์เหล่านี้ทำให้ไทยเป็นตลาดที่น่าจับตามองว่า รูปแบบการชำระเงินดิจิทัลต่าง ๆ จะพัฒนาและทำงานร่วมกันอย่างไรในอนาคต
ภายในงานยังมีการหารือถึงแนวทางเข้าถึงผู้บริโภคไทยรุ่นใหม่ และการพัฒนาโมเดลธุรกิจให้สอดรับกับเศรษฐกิจดิจิทัล โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายภาคส่วนร่วมแบ่งปันแนวคิดและประสบการณ์ อาทิ Paymentology, TrueMoney, T2P, Omise และ Asia United Bank
นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนแนวคิดเกี่ยวกับการทำให้ระบบชำระเงินที่มีอยู่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่ เพื่อแก้โจทย์ของลูกค้าได้อย่างตรงจุด โดยไม่ได้มองว่ารูปแบบใดจะเข้ามาแทนที่อีกแบบ ซึ่งผู้เข้าร่วมหารือ ต่างให้ความสำคัญกับบทบาทของความร่วมมือและการพัฒนาบริการให้เหมาะกับตลาด เพื่อให้ประสบการณ์โดยรวมใช้งานง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้นตัวอย่างเช่น ในมุมของผู้ให้บริการ โอกาสอยู่ที่การนำบริการบนบัตรเข้าไปเชื่อมกับประสบการณ์ที่ลูกค้าคุ้นเคย พร้อมเพิ่มฟีเจอร์และคุณค่าที่ตอบโจทย์การใช้งานจริง
แอนนา พอร์รา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ Paymentology กล่าวว่า อนาคตของการชำระเงินไม่ได้เกิดจากการเพิ่มเทคโนโลยีเพื่อความทันสมัย แต่เกิดจากการนำเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาของลูกค้าได้อย่างเรียบง่ายและรองรับการใช้งานในวงกว้าง ประเทศไทยมีระบบนิเวศการชำระเงินดิจิทัลที่พัฒนาไปไกล และการชำระเงินก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันแล้ว สิ่งนี้จึงเป็นพื้นฐานสำคัญในการต่อยอดนวัตกรรมเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในขั้นต่อไป
โดย นวัตกรรมที่ประสบความสำเร็จต้องเริ่มจากปัญหา ไม่ใช่จากเทคโนโลยี และควรวัดผลจากคุณค่าที่สร้างให้ลูกค้า ความเรียบง่ายในการใช้งาน และความยั่งยืนเชิงธุรกิจ ขณะเดียวกันก็ต้องสอดคล้องกับบริบทของแต่ละตลาด ในบางครั้งนวัตกรรมอาจไม่ได้หมายถึงการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่
แต่คือการนำประสบการณ์จากบัตรเข้าไปเชื่อมกับการชำระเงินผ่าน QR และระบบออนไลน์ที่ลูกค้าคุ้นเคยอยู่แล้ว อนาคตของการชำระเงินจึงเป็นขององค์กรที่สามารถเปลี่ยนความซับซ้อนให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เข้าใจง่าย ใช้งานสะดวก และเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคใช้ได้จริง
มินห์ ฮา ตร็อง หัวหน้าฝ่ายพัฒนาการเติบโตของธุรกิจ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก Paymentology กล่าวในงานว่า แม้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีแนวโน้มร่วมกัน แต่ในความเป็นจริง ไม่ได้มีโมเดลเดียวที่สามารถนำไปใช้ได้กับทุกตลาด
เพราะแต่ละประเทศมีทั้งกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต่างกัน องค์กรที่จะประสบความสำเร็จต้องเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้ รวมถึงต้องมีเทคโนโลยีและพันธมิตรที่พร้อมช่วยให้สามารถปรับบริการให้เหมาะกับแต่ละตลาด และพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง
สำหรับการจัดงาน The Issuer Academy Masterclass ครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Paymentology เดินหน้าขยายบทบาทในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง โดยทำงานร่วมกับองค์กรชั้นนำทั่วภูมิภาค อาทิ T2P, TrueMoney, PayMongo, Asia United Bank และ Agoda ด้วยการผสานความเชี่ยวชาญด้านระบบประมวลผลการออกบัตรเข้ากับความเข้าใจเชิงลึกในตลาดแต่ละประเทศ
นอกจากนี้งาน The Issuer Academy Masterclass ที่ผ่านมา เป็นส่วนหนึ่งของ Issuer Academy แพลตฟอร์มแบ่งปันองค์ความรู้ของ Paymentology สำหรับสถาบันการเงิน ฟินเทค ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และผู้เชี่ยวชาญด้านการชำระเงิน
โดยนำเสนอทั้งในรูปแบบงานสัมมนาพิเศษระดับเอ็กซ์คลูซีฟ หรือ Masterclass, พอดแคสต์ และแหล่งความรู้ในอุตสาหกรรม เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์จากการทำงานจริง และร่วมสำรวจก้าวต่อไปของโลกการชำระเงินไปด้วยกัน
บุญรอดฯ สร้างชื่อ : กลุ่มบริษัทในเครือ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด สร้างชื่อในระดับสากลในฐานะบริษัทเอกชนไทยรายแรกที่มีพื้นที่ภายใต้การดูแลได้รับการรับรองเป็นพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพนอกเขตพื้นที่คุ้มครอง (Other Effective Area-Based Conservation Measures: OECMs) ทั้งในประเทศไทยและมัลดีฟส์ ภายใต้การดูแลของกลุ่มบริษัท 2 แห่ง
ได้แก่ สิงห์ปาร์ค เชียงราย และ CROSSROADS Maldives ซึ่งได้รับการรับรองครอบคลุมทั้งระบบนิเวศบนบกและทางทะเล สะท้อนผลลัพธ์จากการปกป้องดูแลและฟื้นฟูธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง จนสามารถฟื้นตัวและกลับมามีความสมบูรณ์ พร้อมขยายผลสู่พื้นที่โดยรอบจนเป็นแหล่งอาศัยของพืชและสัตว์หลากหลายชนิด
บทบาทผู้นำหญิงไทยบนเวทีธุรกิจเอเชีย : นางฐาปณี เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ บีเจซี (BJC) ได้รับการจัดอันดับที่ 57 ในรายชื่อ Fortune Most Powerful Women Asia 2026 ซึ่งจัดทำโดย Fortune สื่อธุรกิจชั้นนำระดับโลก เพื่อยกย่อง 100 ผู้นำหญิงผู้ทรงอิทธิพลในภาคธุรกิจของภูมิภาคเอเชีย นับเป็นการได้รับการจัดอันดับต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 และเป็นผู้นำหญิงไทยลำดับที่ 3 ของประเทศไทยที่ได้รับการจัดอันดับในปีนี้ สะท้อนบทบาทของผู้นำหญิงไทยในการนำองค์กรฝ่าความเปลี่ยนแปลง พร้อมสร้างการเติบโตและคุณค่าให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่ธุรกิจ
การได้รับการยอมรับในครั้งนี้สะท้อนแนวทางการเป็นผู้นำของ นางฐาปณี ในการขับเคลื่อน กลุ่มบีเจซี ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมเสริมสร้างขีดความสามารถการแข่งขันในระยะยาว โดยมองการเปลี่ยนแปลงเป็นโอกาสในการพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ผ่านการขับเคลื่อน Business Transformation, Innovation, Sustainability และ Inclusive Growth ควบคู่กัน
ภายใต้แนวคิดดังกล่าว นางฐาปณี ให้ความสำคัญกับการสร้างองค์กรที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเชื่อมโยงความสำเร็จทางธุรกิจเข้ากับการสร้างคุณค่าให้แก่ พนักงาน คู่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ลูกค้า ชุมชน และสังคม เพื่อให้การเติบโตของธุรกิจสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกได้ในวงกว้าง และนำไปสู่การเติบโตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนในระยะยาว