
เคเอฟซี ประเทศไทย แบรนด์ไก่ทอดอันดับ 1 ที่อยู่เคียงข้างผู้บริโภคไทย มากว่า 42 ปี ประกาศก้าวสู่ KFC New Era รับตลาดร้านอาหารบริการด่วน (QSR) ที่ยังเติบโต โดยปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาด QSR ไทยกว่า 56% จากตลาด 51,500 ล้านบาท และยอดขาย Same Store Sales Growth (SSSG) ยังเติบโตต่อเนื่อง พร้อมวางแผนขยาย และปรับรูปแบบร้านทั้งเครือข่าย เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่
นางสาวศศิพินทุ์ จันทรศักดิ์ ผู้จัดการทั่วไป เคเอฟซี ประเทศไทย เปิดเผยว่า การเข้าสู่ New Era หลังจากดำเนินธุรกิจในไทยมา 42 ปี เป็นการยกระดับประสบการณ์ของเคเอฟซีในหลายด้าน ตั้งแต่เมนู รูปแบบร้าน การบริการ ไปจนถึงภาพลักษณ์แบรนด์ เพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการขยายฐานผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z
ปัจจุบันเคเอฟซีมี 1,242 สาขา ครอบคลุม 77 จังหวัด ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 1,266 สาขาภายในสิ้นปีนี้ และปีหน้าคาดว่าจะเปิดเพิ่มอีก 40-50 สาขา ขณะที่ New Era จะทยอยนำไปใช้กับสาขาใหม่และสาขาเดิมตามรอบการปรับปรุง
สำหรับแนวคิด New Era เคเอฟซีวางตำแหน่งร้านจาก Quick Service Restaurant (QSR) ไปสู่ Quality Experience Restaurant (QXR) โดยใช้สาขาสยามเซ็นเตอร์เป็นต้นแบบ เพิ่มเทคโนโลยีและบริการเพื่อให้การใช้บริการคล่องตัวขึ้น ทั้งตู้สั่งอาหารคีออสก์ บริการ Just Pick Up และพนักงาน Lobby Host ที่เข้ามาดูแลลูกค้าภายในร้าน
การปรับโฉมปีนี้ตั้งเป้าเกือบ 50 สาขา ขณะที่ในภาวะปกติสามารถปรับปรุงได้ประมาณ 200-300 สาขาต่อปี ขึ้นอยู่กับความพร้อมของแฟรนไชส์ซี
ด้านเมนู KFC เดินหน้าแนวคิด “Modern Menu” เพิ่มทางเลือกให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยชู “Boneless” หรือไก่ไม่มีกระดูก พร้อมเปิดให้ลูกค้า Customize รสชาติได้เองผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ Season It การคลุกผงปรุงรส, Dunk It การดังก์ซอส และ Dip It การดิปซอส พร้อมเพิ่มรสชาติใหม่สำหรับตลาดไทย ทั้ง Smoky BBQ, Seoul Hot, New Jai Ded, Garlic Parmesan, White Truffle และ Zabb Spicy รวมถึงดิปซอสใหม่ 5 รสชาติ
ขณะเดียวกัน เมนูยอดนิยมอย่าง Double Down, Zinger Burger และ Twister ยังคงตอบโจทย์การรับประทานแบบ Grab & Go พร้อมเพิ่มเมนูใหม่อย่าง Scoop Fries และ Matcha Mochi Egg Tart ซึ่งเป็นเมนูที่นำเสนอในรูปแบบใหม่สำหรับ KFC เพื่อเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า โดย KFC เตรียมพัฒนาเมนูและรสชาติใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง
เคเอฟซียังให้น้ำหนักกับความคุ้มค่า ทั้งปริมาณ คุณภาพ และราคา ท่ามกลางกำลังซื้อที่ระมัดระวังมากขึ้น โดยราคาสินค้าเริ่มต้น 59 บาท และชุดสำหรับรับประทานร่วมกันเริ่มต้น 199 บาทขึ้นไป พร้อมออกเมนูและโปรโมชั่นใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมีการปรับรสชาติใหม่แทบทุกเดือนหรือเดือนเว้นเดือน เช่น Seoul Hot ขณะที่เมนูใหม่จะเน้นรสชาติเข้มข้นและจัดจ้านให้สอดคล้องกับความชอบของผู้บริโภคไทย
นอกจากเมนูและร้าน เคเอฟซีเตรียมรีเฟรช Brand Identity ทั้งคาแรกเตอร์ผู้พันแซนเดอร์ส บักเก็ต และโลโก้ รวมถึงขยายสินค้า Merchandise และการทำงานร่วมกับพันธมิตรในรูปแบบ Collab เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับผู้บริโภครุ่นใหม่ โดยเตรียมออกแคมเปญใหม่เพิ่มขึ้นในปีหน้า
สาขาสยามเซ็นเตอร์ในรูปแบบ New Era เป็นสาขาแรก เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 6 ต.ค. และเตรียมเปิดบริการเดลิเวอรีผ่าน Grab แบบ Exclusive ตั้งแต่วันที่ 3 พ.ย. เป็นเวลา 3 เดือน รวมถึงการสั่งผ่าน KFC Application
นางสาวศศิพินทุ์ กล่าวว่า การมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดไก่ทอดจะช่วยเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและทำให้ตลาดเติบโตมากขึ้น ขณะที่เคเอฟซีจะเน้นสร้างความคุ้มค่าให้ลูกค้า ทั้งด้านปริมาณ คุณภาพ และราคา เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้จ่ายในปัจจุบัน
สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับไทยเบฟที่มีการศึกษาถึงแนวทางการขายกิจการ เคอเอฟซี นั้น นางสาวศศิพินทุ์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีการอัปเดตหรือพูดคุยกับไทยเบฟในประเด็นดังกล่าว โดยความร่วมมือกับแฟรนไชส์ซีหลักทั้ง 3 รายยังดำเนินตามปกติ เช่นเดียวกับกลุ่ม The QSR of Asia (QSA) ในเครือไทยเบฟ ซึ่งเป็นผู้บริหารสาขาสยามเซ็นเตอร์ และยังร่วมลงทุน ปรับปรุง และขยายสาขา KFC ตามแผนงานปกติ
สำหรับร้านเคเอฟซี สาขาแรกก่อตั้งขึ้นในปี 2528 ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว ปัจจุบันมีร้านเคเอฟซี 1,226 สาขาใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ (ณ ธันวาคม 2568) บริหารแบรนด์และแฟรนไชส์ โดย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด และบริหารร้านเคเอฟซีโดย แฟรนไชส์ซี จำนวน 3 ราย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดร้านอาหารบริการด่วน หรือ QSR ในไทย ปี 2569 คาดว่าจะมีมูลค่า 51,500 ล้านบาท เติบโต 8% จากปี 2568 ที่มีมูลค่า 47,700 ล้านบาท โดยตลาดแบ่งเป็นไก่ทอด 58% เบอร์เกอร์และแซนด์วิช 23% และพิซซ่า 19% ขณะที่เคเอฟซีมีส่วนแบ่งตลาด QSR รวมกว่า 56%
ข้อมูลพฤติกรรมผู้บริโภคจากยูโรมอนิเตอร์ปี 2569 ยังชี้ว่า ลูกค้าให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและความสะดวกมากขึ้น โดย 57% เป็นกลุ่มที่ระมัดระวังการใช้จ่าย 56% ต้องการทำธุรกรรมให้เสร็จเร็ว ขณะที่ 75% ของผู้ใช้ดิจิทัลต้องการใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยในการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจร้านอาหารต้องปรับทั้งรูปแบบร้านและช่องทางบริการให้สอดคล้องกับพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไป