
One Bangkok เดินหน้าสู่ปีที่ 3 เร่งสร้าง Lifestyle Ecosystem เชื่อมรีเทล ออฟฟิศ โรงแรม ที่พักอาศัย และความบันเทิง หวังสร้าง Organic Traffic และดึงคนกลับมาใช้บริการซ้ำ ตั้งเป้าปี 2570 ดัน Traffic โต 10% พร้อมเพิ่มการใช้จ่ายต่อคนหลัง 2 ปีแรกมีผู้มาเยือนกว่า 40 ล้านคนต่อปียอดขายรีเทลโตเกิน 50%
นางสาวพลินี คงชาญศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายรีเทล โครงการ วัน แบงค็อก เปิดเผยว่า One Bangkok Retail เดินหน้าสู่ปีที่ 3 หลังเปิดให้บริการมาเกือบ 2 ปี โดยตั้งเป้าหมายปี 2570 เพิ่มจำนวนผู้มาเยือน (Traffic) ประมาณ 10% จากปัจจุบันที่มีมากกว่า 40 ล้านคนต่อปี เฉลี่ยวันละ 110,000 คน พร้อมผลักดันการใช้จ่ายต่อคนให้เพิ่มขึ้น โดยมองว่าการเติบโตระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้ลูกค้ามีเหตุผลกลับมาใช้บริการซ้ำ
ปัจจุบัน One Bangkok Retail มีอัตราการเช่าพื้นที่ 96% และคาดว่าจะเพิ่มเป็นประมาณ 98% ภายในสิ้นปี 2569 ขณะที่ยอดขายรวมเติบโตมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับปีก่อน และมีฐานสมาชิกมากกว่า 300,000 ราย เพิ่มขึ้นประมาณ 30% จากปีแรกที่เปิดให้บริการ
นางสาวพลินีกล่าวว่า ฐานลูกค้าของ One Bangkok Retail ในปัจจุบันเริ่มเปลี่ยนจากการพึ่งพาคนทำงานในพื้นที่มาเป็นฐานลูกค้าที่หลากหลายขึ้น โดยสัดส่วนคนที่ทำงานหรือพักอาศัยในโครงการกับลูกค้าจากภายนอกอยู่ที่ประมาณ 50:50 ขณะที่จำนวนลูกค้าในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์เพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงกับวันธรรมดา แสดงให้เห็นว่าศูนย์ฯ กำลังขยับจากพื้นที่รองรับ Office Traffic ไปสู่ Destination ที่ผู้บริโภคตั้งใจเดินทางเข้ามา
“ความท้าทายหลักคือการคิดแคมเปญใหม่ๆ อีเวนต์ใหม่ๆ หรือกิจกรรมใหม่ๆ ที่จะทำให้คนที่เคยมาแล้วกลับมาซ้ำๆ” นางสาวพลินีกล่าว
ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะช่วยเพิ่ม Traffic ในระยะต่อไป คือการขยายตัวของระบบนิเวศหรือ Ecosystem ภายในโครงการ ยกระดับจากการสร้าง Urban Lifestyle Ecosystem เชื่อมโยงคนทำงาน ผู้อยู่อาศัย นักท่องเที่ยว และลูกค้าจากภายนอกเข้าด้วยกัน สู่การเป็นหนึ่งใน Retail & Lifestyle Destination สำคัญของกรุงเทพฯ โดยปัจจุบันมีอาคารสำนักงานเปิดดำเนินการเพิ่มขึ้นจากช่วงเริ่มต้น
ขณะที่ Tower 2 มีกำหนดเปิดในเดือน ต.ค.2569 ซึ่งจะทำให้จำนวนประชากร Workplace ในโครงการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีโรงแรมและที่พักอาศัยทยอยเปิดให้บริการ รวมถึงการเชื่อมต่อรถไฟฟ้า MRT เพิ่มอีกจุดบริเวณ The Storeys ที่คาดว่าจะเปิดช่วงปลายปี 2569 ปัจจัยเหล่านี้ถูกมองว่าจะสร้าง Organic Traffic ให้กับธุรกิจรีเทลในระยะยาว
ปัจจุบัน One Bangkok Retail มีร้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากกว่า 500 แบรนด์ และร้านอาหารและเครื่องดื่มมากกว่า 400 แบรนด์ โดยบริษัทเน้นการดึงแบรนด์ที่นำเสนอ Flagship Store หรือคอนเซปต์ใหม่เข้ามา เพื่อสร้างความแตกต่างให้กับโครงการ อาทิ Rolex, Patek Philippe, BOSS, Cova, Carnival และ On Running
สำหรับบทใหม่ในช่วงปลายปีนี้ เตรียมเปิด Tsutaya Bookstore สาขาแรกในประเทศไทยในเดือน ต.ค.2569 บนพื้นที่ประมาณ 1,000 ตารางเมตร ในรูปแบบ Flagship Store และ Standalone รวมถึง Edikted แบรนด์แฟชั่นจากสหรัฐฯ ซึ่งเตรียมเปิดร้านแรกในเอเชีย และ HarborLand Island คอนเซปต์ Indoor Water Play และ Family Entertainment ในเดือนเดียวกัน
ส่วนเดือน พ.ย. เตรียมเปิดคอนเซปต์ Nightlife จากกลุ่ม Tic Tac Toe ประกอบด้วย Checkmate และ Hotline รวมถึงแบรนด์ร้านอาหารและเครื่องดื่มใหม่เพิ่มเติม
ทางด้าน Tsutaya Bookstore นางสาวพลินีมองว่า ร้านหนังสือยุคใหม่ต้องไปไกลกว่าการขายหนังสือ โดยรวมงานศิลปะ เครื่องเขียน และคาเฟ่เข้าด้วยกัน เพื่อดึงคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ Gen Z ที่ยังสนใจหนังสือแบบเล่มจริงและอาจเป็นโอกาสของร้านหนังสือในรูปแบบใหม่ที่จะกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง
ส่วนการแข่งขันในย่านสีลม-พระราม 4 นั้นการมีโครงการรีเทลใหม่เข้ามาในพื้นที่จะช่วยเพิ่มศักยภาพของย่าน และทำให้เกิด District ใหม่ที่ผู้บริโภคมีทางเลือกในการเข้ามาใช้เวลาและจับจ่ายมากขึ้น ขณะที่ One Bangkok จะเน้นสร้างเหตุผลใหม่ให้ลูกค้ากลับมา ผ่านแบรนด์ กิจกรรม อีเวนต์ และประสบการณ์ที่เปลี่ยนไปอย่างต่อเนื่อง
“ด้านกำลังซื้อที่ไม่คึกคักนั้น ทางเรามองว่ายัง Spend อยู่ค่ะ แต่ว่าเขาเลือกที่จะ Spend มากขึ้น” นางสาวพลินีกล่าว พร้อมระบุว่า ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ผู้บริโภคยังมีการจับจ่าย แต่จะเลือกมากกว่าเดิม ทำให้โจทย์ของรีเทลคือการสร้างเหตุผลให้ลูกค้าเลือกเข้ามาและกลับมาใช้บริการซ้ำ
สำหรับปี 2570 บริษัทจึงยังมุ่งการเติบโตทั้ง Traffic และ Spending โดยคาดว่าจำนวนประชากรสำนักงาน ผู้อยู่อาศัย นักท่องเที่ยว และผู้ใช้บริการในระบบนิเวศหรือ Ecosystem ของโครงการที่เพิ่มขึ้น จะช่วยสร้างฐานลูกค้าให้กับรีเทล ขณะเดียวกันจะใช้แบรนด์ใหม่และกิจกรรมตลอดทั้งปีเป็นเครื่องมือกระตุ้นการกลับมาใช้บริการซ้ำ