
“เนสท์เล่” เปิดเผยข้อมูล และชี้แจงจุดยืนต่อข้อพิพาทกับครอบครัว “มหากิจศิริ” กรณีธุรกิจ “เนสกาแฟ” และ QCP โดยยืนยันการยุติสัญญาร่วมทุนเป็นไปตามข้อตกลง และกฎหมายหลังอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดเป็นคุณต่อบริษัท และศาลสูงสิงคโปร์ยกคำร้องคัดค้านคำชี้ขาด ขณะที่คดีในไทยยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมหลายประเด็น แต่เนสท์เล่ยังเดินหน้าธุรกิจ และการลงทุนในประเทศไทยต่อเนื่อง
“เนสท์เล่” ยืนยันดำเนินการตามสัญญาร่วมทุนและกฎหมาย หลังข้อพิพาทกับครอบครัว “มหากิจศิริ” กรณีธุรกิจ “เนสกาแฟ” และบริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักส์ จำกัด หรือ QCP เดินหน้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในหลายประเทศ โดยบริษัทระบุว่า คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดเมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2567 ว่า การยุติสัญญาที่เกี่ยวข้องเป็นไปตามข้อตกลง ขณะที่ศาลสูงสิงคโปร์ได้ยกคำร้องของฝ่ายมหากิจศิริที่คัดค้านคำชี้ขาดดังกล่าว ซึ่งเนสท์เล่ระบุว่า ศาลมีคำตัดสินเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569
อย่างไรก็ตาม ข้อพิพาทในประเทศไทยยังมีหลายประเด็นอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม และยังไม่มีข้อยุติในสาระสำคัญบางส่วน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลและชี้แจงจุดยืนต่อกรณีข้อพิพาทกับครอบครัว “มหากิจศิริ” อย่างเป็นทางการในวงกว้าง หลังที่ผ่านมา บริษัทสื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวผ่านทางอีเมลเป็นหลัก โดยครั้งนี้เนสท์เล่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับการยุติความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับ QCP รวมถึงผลการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ กระบวนการทางกฎหมายในสิงคโปร์ และคดีความที่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาในประเทศไทย
ข้อพิพาทมีต้นทางจากการร่วมทุนระหว่างเนสท์เล่กับครอบครัวมหากิจศิริเพื่อผลิตเนสกาแฟในประเทศไทย โดยทั้งสองฝ่ายถือหุ้นใน QCP ฝ่ายละ 50% ตั้งแต่ปี 2533 ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนดกรอบระยะเวลาการร่วมทุน ขณะที่เนสท์เล่มีบทบาทด้านการบริหารกิจการ รวมถึงการผลิต การจัดจำหน่าย และการทำตลาดผลิตภัณฑ์เนสกาแฟตามที่บริษัทระบุ
เนสท์เล่ยังระบุว่า เทคโนโลยีและทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้ในการผลิตเนสกาแฟเป็นของบริษัท ขณะที่ข้อตกลงร่วมทุนฉบับที่เป็นประเด็นพิพาทสิ้นสุดลงวันที่ 31 ธ.ค.2567 หลังทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเงื่อนไขการดำเนินธุรกิจร่วมกันต่อไปได้
ก่อนถึงกำหนดสิ้นสุดสัญญา เนสท์เล่ระบุว่าได้เจรจากับนายประยุทธ มหากิจศิริเพื่อจัดทำข้อตกลงใหม่ แต่ไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ จึงนำประเด็นการยุติสัญญาเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ
เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2567 คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศมีคำชี้ขาดในข้อพิพาทระหว่างเนสท์เล่กับนายประยุทธ โดยผลคำชี้ขาดเป็นคุณต่อเนสท์เล่ในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการยุติสัญญา และกำหนดให้ฝ่ายนายประยุทธรับผิดชอบค่าใช้จ่ายบางส่วนตามกระบวนการอนุญาโตตุลาการ
ฝ่ายมหากิจศิริได้ยื่นคำร้องต่อศาลสูงสิงคโปร์เพื่อคัดค้านคำชี้ขาดดังกล่าว ขณะที่เนสท์เล่ระบุว่า ศาลสูงสิงคโปร์มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 4 มี.ค.2569 ยกคำร้องและยืนยันผลของคำชี้ขาด ส่งผลให้การยุติข้อตกลง QCP มีผลตามที่กำหนดไว้
ทั้งนี้ มีการเผยแพร่คำพิพากษาศาลสูงสิงคโปร์ในคดี Prayudh Mahagitsiri v Nestle SA ซึ่งระบุถึงการยื่นคำร้องขอเพิกถอนคำชี้ขาดของฝ่ายนายประยุทธ และศาลมีคำสั่งยกคำร้องดังกล่าว
เนสท์เล่ระบุเพิ่มเติมว่า ฝ่ายผู้ถือหุ้น QCP ได้รับทราบคำตัดสินและชำระค่าใช้จ่ายตามคำสั่งที่เกี่ยวข้องแล้ว
หลังสัญญาสิ้นสุด QCP จึงไม่สามารถผลิตเนสกาแฟภายใต้ข้อตกลงเดิมได้ ขณะที่เนสท์เล่เดินหน้าธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทยต่อไป
แม้ข้อพิพาทเรื่องการยุติสัญญาจะผ่านกระบวนการอนุญาโตตุลาการและศาลสิงคโปร์แล้ว แต่คดีในประเทศไทยยังดำเนินอยู่ โดยมีทั้งคดีแพ่ง ข้อพิพาทเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของ QCP รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับสิทธิและค่าใช้จ่ายต่างๆ
หนึ่งในคดีสำคัญคือคดีที่ฝ่ายมหากิจศิริฟ้องเนสท์เล่และบริษัทในเครือ เรียกค่าเสียหายประมาณ 1 แสนล้านบาท จากข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจ QCP และการปฏิบัติตามข้อตกลงร่วมทุน
คดีดังกล่าวถูกโอนมาพิจารณาที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และมีนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 21 ธ.ค.2569 ดังนั้น ประเด็นข้อกล่าวหาและความเสียหายตามคำฟ้อง ยังเป็นเรื่องที่ศาลไทยต้องพิจารณา และยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด
สำหรับสิทธิในเครื่องหมายการค้า ก่อนหน้านี้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยืนยันสิทธิของเนสท์เล่ในเครื่องหมาย “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย ทำให้บริษัทสามารถกลับมาดำเนินธุรกิจเนสกาแฟในไทยได้ตามปกติ
อีกแนวทางหนึ่ง ฝ่ายมหากิจศิริได้ร้องทุกข์กล่าวโทษต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการบันทึกข้อมูลทางการเงินของ QCP รวมถึงประเด็นค่าใช้จ่ายและการดำเนินงานของบริษัท
เนสท์เล่ระบุว่า บริษัทและบุคลากรที่เกี่ยวข้องได้ให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2568 และพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
บริษัทชี้แจงว่า งบการเงินของ QCP ได้รับการอนุมัติและลงนามรับรองโดยผู้ถือหุ้นและคณะกรรมการบริษัท ซึ่งมีตัวแทนจากทั้งสองฝ่าย ขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านการตลาดและค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่ายถูกคำนวณตามข้อตกลงระหว่างผู้ถือหุ้นและมาตรฐานบัญชี พร้อมผ่านการตรวจสอบโดยผู้สอบบัญชีอิสระ
อย่างไรก็ตาม ข้อกล่าวหาดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการสอบสวน และยังไม่มีคำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยว่าบริษัทหรือบุคคลใดมีความผิด จึงควรถือเป็นข้อกล่าวหาของฝ่ายผู้ร้องจนกว่าจะมีผลการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อีกด้านหนึ่ง เนสท์เล่ได้ยื่นคำร้องต่อศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ขอให้เลิกกิจการ QCP หลังผู้ถือหุ้นทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงแนวทางดำเนินธุรกิจร่วมกันได้
เนสท์เล่ระบุว่า การเลิกกิจการและเข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีจะเปิดทางให้มีการจัดการทรัพย์สินและภาระหนี้สินของ QCP ตามขั้นตอนทางกฎหมาย และดำเนินการตามสิทธิของผู้ถือหุ้นแต่ละฝ่าย
อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล จึงยังไม่ควรเขียนว่าทรัพย์สินของ QCP จะถูกแบ่งให้แต่ละฝ่ายแล้ว
ขณะเดียวกัน เนสท์เล่ได้ดำเนินคดีเรียกค่าเสียหายประมาณ 600 ล้านบาท ต่อฝ่ายนายประยุทธและนายเฉลิมชัย มหากิจศิริ โดยบริษัทกล่าวหาว่าการดำเนินการของฝ่ายจำเลยและคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวทำให้การจำหน่ายเนสกาแฟในประเทศไทยหยุดชะงักเป็นเวลา 8 วัน
คดีดังกล่าวเป็นอีกคดีหนึ่งที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และจำนวนดังกล่าวเป็นจำนวนเงินที่เนสท์เล่เรียกร้อง ไม่ใช่ค่าเสียหายที่ศาลตัดสินให้ได้รับ
ก่อนหน้านี้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองเกี่ยวกับสิทธิในเครื่องหมายการค้า ก่อนที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะมีคำสั่งยืนยันสิทธิของเนสท์เล่ในการใช้เครื่องหมาย “Nescafé” และ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย
เนสท์เล่มองว่า การดำเนินคดีหลายแนวทางสร้างความไม่แน่นอนต่อการดำเนินธุรกิจ และ บริษัทเห็นว่าอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ พร้อมเรียกร้องให้กระบวนการพิจารณาข้อพิพาทเป็นไปอย่างเป็นธรรม รอบคอบ และมีขั้นตอนที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่าจะไม่ถอนการลงทุนจากประเทศไทย และยังเดินหน้าธุรกิจและการลงทุนต่อเนื่อง โดยหนึ่งในโครงการสำคัญคือการลงทุน 30,000 ล้านบาท สร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่ในจังหวัดสมุทรปราการ พร้อมศูนย์กระจายสินค้า เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศและรองรับการส่งออก
ก่อนหน้านี้เนสท์เล่ระบุว่า ระหว่างปี 2561-2567 บริษัทลงทุนในประเทศไทยแล้วกว่า 22,800 ล้านบาท และยังมีแผนลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจต่างๆ ในไทย
สถานการณ์ของเนสท์เล่ในไทยจึงแบ่งออกเป็น 2 เส้นทางชัดเจน ด้านหนึ่งคือข้อพิพาทกับฝ่ายมหากิจศิริที่ยังมีคดีในประเทศไทยอยู่ระหว่างการพิจารณา ขณะที่อีกด้านบริษัทเดินหน้าธุรกิจเนสกาแฟและลงทุนสร้างฐานการผลิตแห่งใหม่
เนสท์เล่ยืนยันว่าการดำเนินการของบริษัทเป็นไปตามสัญญา กฎหมาย และหลักธรรมาภิบาล พร้อมให้ความร่วมมือกับศาล ตำรวจ และหน่วยงานภาครัฐตามกระบวนการ ขณะที่ข้อกล่าวหาและข้อพิพาทในส่วนที่ยังอยู่ในชั้นศาลจะต้องรอผลการพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป