
เศรษฐกิจฉุด SSSG แทบไม่โต ลัคกี้สุกี้ เผยแม้ตลาดยังขยายตัวเร่งเสริมทัพขยายสาขา-แตกโมเดล “มาร์เช่-ติ่มซำ” เจาะ Premium Mass เพิ่มความคุ้มค่าตั้งเป้ายอดขายปี 69 แตะ 3,500 ล้านบาทจาก 58 สาขาสู่ 72 สาขา
นางสาวรสรินทร์ ติยะวราพรรณ และนายวิรัตน์ โรจยารุณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด เปิดเผยว่า ลัคกี้สุกี้เปิดธุรกิจมาเกือบ 4 ปี ท่ามกลางตลาดสุกี้-ชาบูที่การแข่งขันรุนแรงขึ้น ขณะที่เศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ชะลอตัวส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales Growth:SSSG) แทบไม่เติบโต แม้ตลาดโดยรวมยังขยายตัว บริษัทจึงเร่งขยายสาขาและแตกโมเดลธุรกิจใหม่ เพื่อสร้างรายได้จากฐานลูกค้าและโอกาสทางการตลาดที่กว้างขึ้น
บริษัทตั้งเป้ายอดขายปี 2569 ที่ 3,500 ล้านบาท เพิ่มจากรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาทในปี 2568 พร้อมเพิ่มสาขาจากปัจจุบัน 58 แห่งเป็น 72 แห่งภายในสิ้นปี ใช้งบลงทุนประมาณ 500 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกเปิดไปแล้วราว 16 แห่ง จากเป้าหมาย 25-30 แห่ง
การเติบโตของลัคกี้สุกี้ในช่วงที่ผ่านมาเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยปี 2565 ซึ่งเป็นปีแรกของการดำเนินธุรกิจ มีรายได้ 79 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 409 ล้านบาทในปี 2566 และทะลุ 1,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่ปี 2568 ทำรายได้ประมาณ 2,000 ล้านบาท สะท้อนการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่ปีนี้บริษัทจะเริ่มเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อและการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้น
“กำลังซื้อมีผลมาก ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี คนจะควักแบงก์พันก็ต้องคิด แต่เราขายความคุ้มค่า ทำให้ลูกค้าไม่ต้องคิดมาก” นายวิรัตน์กล่าว
การเข้ามาร่วมทุนของ เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป (CRG) เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจ โดย CRG สนับสนุนด้านเครือข่ายพันธมิตร ทำเล และงานหลังบ้าน รวมถึงข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าในแต่ละพื้นที่ ขณะที่ทีมลัคกี้ยังรับผิดชอบการบริหารหน้าร้านและการบริการ เพื่อรักษามาตรฐานของแบรนด์
จังหวะดังกล่าวทำให้ลัคกี้เดินหน้าพัฒนา “Lucky Marche” และต่อยอดเป็น “ลัคกี้สุกี้ มาร์เช่ แอนด์ ติ่มซำ” โดยมองว่าการเพิ่มโมเดลและเมนูที่แตกต่างจะช่วยสร้างโอกาสใหม่ในตลาดที่การเพิ่มสาขาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
สำหรับโมเดล Marche ให้ลูกค้าเลือกวัตถุดิบจากตู้แช่ด้วยตัวเอง ทำให้สามารถเลือกทั้งชนิด ปริมาณ และสเปกของวัตถุดิบตามความต้องการ ลดปัญหาอาหารที่เสิร์ฟมาเกินกว่าที่รับประทาน รวมถึงช่วยลด Food Waste ขณะที่ลูกค้าไม่ต้องรอพนักงานนำอาหารมาเสิร์ฟ ทำให้ใช้เวลารับประทานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทระบุว่าลูกค้าใช้เวลารับประทานจริงเฉลี่ยประมาณ 1 ชั่วโมง 20 นาที
ล่าสุดบริษัทเปิดโมเดล “ลัคกี้สุกี้ มาร์เช่ แอนด์ ติ่มซำ” ที่ยูเนี่ยนมอลล์ ชั้น B เป็นสาขาที่ 58 นำบุฟเฟต์ติ่มซำมากกว่า 50 รายการเข้ามาเสริมกับสุกี้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายและยกระดับร้านเข้าสู่ตลาด Premium Mass
วางราคา สุกี้ 219 บาท เมื่อรวมเครื่องดื่มและภาษีแล้วราคาเน็ตที่ 276 บาท ติ่มซำ 299 บาท ราคาเน็ต 361.66 บาท และสุกี้พร้อมติ่มซำ 389 บาท เน็ตที่ 457.96 บาท โดยแพ็กเกจสุกี้และติ่มซำให้เวลารับประทาน 2 ชั่วโมง จากปกติ 1 ชั่วโมง 45 นาที ขณะที่การสั่งติ่มซำใช้ระบบ QR Code และนึ่งสดใหม่แบบถาดต่อถาด
บริษัทมองว่าการเพิ่มติ่มซำช่วยเพิ่ม Value for Money ให้ลูกค้าในภาวะที่กำลังซื้อระมัดระวังมากขึ้น เพราะสามารถรับประทานอาหารได้หลายประเภทในราคาเดียว โดยไม่ต้องแยกไปร้านติ่มซำ
ด้านต้นทุน บริษัทใช้วิธี Lock Price กับคู่ค้าสำหรับวัตถุดิบที่มีการใช้ในปริมาณสูง โดยตกลงราคาล่วงหน้า 3-6 เดือน ขณะที่จำนวนสาขาที่เพิ่มขึ้นทำให้บริษัทมีปริมาณการซื้อสูงขึ้นและมีอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์มากขึ้น ช่วยรักษาต้นทุนท่ามกลางราคาวัตถุดิบที่ผันผวน
ตลาดสุกี้-ชาบูไทยมีมูลค่าประมาณ 35,000-40,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 5-8% ต่อปี แม้เศรษฐกิจชะลอตัว เพราะเป็นอาหารที่ผู้บริโภคมองว่าคุ้มค่าและเหมาะกับการรับประทานเป็นกลุ่ม ขณะที่การแข่งขันที่รุนแรงทำให้ผู้ประกอบการต้องเพิ่มทั้งความหลากหลาย คุณภาพ และความคุ้มค่า
สำหรับลัคกี้สุกี้ ครึ่งปีแรกมียอดขายมากกว่า 1,500 ล้านบาท และยังเดินหน้าเป้าหมาย 3,500 ล้านบาทในปีนี้ โดยบริษัทมองการพัฒนาโมเดลใหม่เป็นหนึ่งในโอกาสสร้าง New S-Curve นอกเหนือจากธุรกิจสุกี้และบาร์บีคิว