
CRG ชี้ธุรกิจร้านอาหารเดือดเข้าสู่เกม “แย่งเงินลูกค้าเดิม” หลังห้างเร่งเพิ่มพื้นที่ร้านอาหารหลายเท่าแต่จำนวนลูกค้าโตไม่ทันขณะที่กำลังซื้อยังเปราะคนไทยยิ่งเลือกจ่ายกดดันยอดขายต่อสาขาทั่วตลาด
นายธีรวัฒน์ เลิศถิรพันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส กลุ่ม Asian Cuisine บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารกำลังเข้าสู่การแข่งขันแย่งกำลังซื้อเดิม หลังจำนวนร้านในศูนย์การค้าเพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนลูกค้า ขณะที่กำลังซื้อยังเปราะบาง ส่งผลให้แม้ตลาดโดยรวมยังเติบโต แต่ยอดขายต่อสาขาของหลายแบรนด์ถูกกดดัน
ปัจจัยสำคัญมาจากศูนย์การค้าหลายแห่งเพิ่มพื้นที่ร้านอาหารเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภค โดยบางแห่งขยายจากเดิม 1 ชั้นเป็น 3 ชั้น ทำให้จำนวนร้านเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว ขณะที่ฐานลูกค้าไม่ได้ขยายในอัตราเดียวกัน ร้านอาหารจึงต้องแข่งขันดึงการใช้จ่ายจากลูกค้ากลุ่มเดิมมากขึ้น
ด้านพฤติกรรมผู้บริโภค แม้คนไทยยังออกไปรับประทานอาหารตามปกติ แต่เลือกใช้เงินละเอียดขึ้น โดยวันธรรมดาเน้นความคุ้มค่า มื้ออาหารราคา 130-150 บาทและเมนูแบบชุดได้รับความสนใจ ขณะที่วันหยุดยังพร้อมใช้จ่าย 500-600 บาทขึ้นไป หากร้านสามารถสร้างประสบการณ์และบรรยากาศที่แตกต่าง
“คนไทยไม่ได้ไม่มีเงิน แต่ฉลาดเลือกใช้เงินมากขึ้น” นายธีรวัฒน์กล่าว พร้อมระบุว่า ร้านอาหารจึงต้องปรับสินค้าและราคาให้เหมาะกับช่วงเวลาที่ลูกค้าพร้อมจ่าย ขณะที่การหันไปทำบุฟเฟต์ของหลายแบรนด์อาจเป็น “กลยุทธ์หนีตาย” ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง
ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคมีการโยกงบภายในมื้ออาหาร โดยลดค่าอาหารจานหลักแล้วเลือกซื้อของหวานหรือเครื่องดื่มที่มองเป็นความสุขเล็กๆ เช่น เจลาโต้และชาเขียวพรีเมียม ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ยังมีโอกาสเติบโต แม้ภาพรวมการใช้จ่ายจะระมัดระวังมากขึ้น
การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่ราคาเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพและความคุ้มค่า ผู้บริโภคทำการบ้านก่อนเข้าร้านมากขึ้น ทั้งดูรีวิวและเปรียบเทียบราคา หากคุณภาพไม่สม่ำเสมอหรือไม่คุ้มกับเงินที่จ่าย ก็พร้อมเปลี่ยนร้านทันที CRG จึงเน้นตลาด Premium Mass หรืออาหารคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้ เช่น คัตสึยะ ราคาเฉลี่ย 140-150 บาท
CRG ให้ความสำคัญกับ Value for Money มากกว่าการตั้งราคาสูงเพื่อสร้างกระแสระยะสั้น โดยควบคุมต้นทุนอาหารให้อยู่ที่ราว 30-40% และบางแบรนด์ไม่เรียกเก็บ Service Charge หรือ VAT เพิ่ม เพื่อรักษาความคุ้มค่าในช่วงกำลังซื้อยังเปราะบาง
ขณะที่การขยายธุรกิจและแบรนด์พันธมิตรจำนวนมาก ต้องอาศัยระบบปฏิบัติการ (SOP) ที่เป็นมาตรฐาน เพื่อควบคุมคุณภาพอาหาร การบริการ และต้นทุนให้สม่ำเสมอในทุกสาขา โดยเฉพาะโมเดล JV Partner ที่ CRG นำระบบ ความรู้ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานเข้าไปสนับสนุนพันธมิตร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ทาง CRG ได้ประกาศกลยุทธ์ปี 2569 โดยวางเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 19,300 ล้านบาท เติบโต 14% พร้อมเปิดสาขาใหม่ 140-160 แห่ง และเพิ่มสาขาภายใต้โมเดล JV Partner เป็นมากกว่า 50 แห่ง จาก 25 แห่งในปี 2568 ขยับบทบาทจากผู้ขยายแบรนด์ของตัวเองสู่แพลตฟอร์มสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจร้านอาหาร
ปัจจุบัน CRG บริหารร้านอาหารมากกว่า 20 แบรนด์ รวมกว่า 1,500 สาขาทั่วประเทศ ขณะที่ตลาดร้านอาหารไทยปี 2569 คาดเติบโต 2-3% มีมูลค่ามากกว่า 600,000 ล้านบาท โดยการแข่งขันยังรุนแรงทั้งจากผู้เล่นเดิมและแบรนด์ต่างประเทศ โดยเฉพาะจีนที่เข้ามารุกตลาด อาหาร เครื่องดื่ม และเดสเสิร์ต มากขึ้น