
จากพืชเศรษฐกิจบนพื้นที่สูง กาแฟไทยกำลังค่อย ๆ สร้างชื่อในฐานะสินค้าพรีเมียมที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคและนักชิมในต่างประเทศมากขึ้น แต่เบื้องหลังความสำเร็จนั้นไม่ได้มีเพียงคุณภาพของเมล็ดกาแฟ หากยังรวมถึงบทบาทของเกษตรกร ชุมชนในพื้นที่ ตลอดจนการพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยยกระดับอุตสาหกรรมกาแฟไทยตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิต
นายกิจจา วงศ์วารี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AROMA GROUP เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ร่วมพัฒนาระบบนิเวศ หรือ อีโคซิสเต็ม กาแฟไทยสู่เวทีโลก ผ่านการจัดประกวด Cup of Excellence Thailand 2026 (COE) ซึ่งเป็นการแข่งขันกาแฟพิเศษระดับสากล ที่ได้รับการยอมรับจากวงการกาแฟทั่วโลก โดยเริ่มจัดครั้งแรกในปี 2565 ภายใต้ชื่อ Best of Thailand ก่อนพัฒนาสู่เวทีสำคัญ ช่วยยกระดับกาแฟไทยสู่มาตรฐานระดับสากล และกลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการผลักดันวงการกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ในไทย
สำหรับในปีนี้ จัดขึ้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. 2569 ที่ผ่านมา มีตัวอย่างกาแฟส่งเข้าประกวด 106 ตัวอย่าง จาก 81 ฟาร์มทั่วประเทศ โดยเชียงใหม่ส่งเข้าประกวดมากที่สุด 43 ตัวอย่าง รองลงมาคือ เชียงราย 34 ตัวอย่าง แม่ฮ่องสอน 21 ตัวอย่าง และน่าน 8 ตัวอย่าง
รางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ของการประกวด Cup of Excellence Thailand 2026 ตกเป็นของนายวิชัย กำเนิดมงคล เจ้าของ Coffee De Hmong Bio Farm จากจังหวัดน่าน ด้วยกาแฟสายพันธุ์เกอิชา (Geisha) ที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแบบฮันนี่ (Honey Process) สามารถทำคะแนนได้ 90.50 คะแนน นับเป็นอีกก้าวสำคัญของเกษตรกรไทยที่สามารถพัฒนากาแฟคุณภาพสูงจนได้รับการยอมรับจากกรรมการระดับนานาชาติ
“COE ไม่ใช่เพียงเวทีแข่งขันเพื่อค้นหากาแฟที่ดีที่สุด แต่เป็นพื้นที่ที่ยกระดับวงการกาแฟไทย ทั้งด้านคุณภาพ ความหลากหลายของสายพันธุ์ กระบวนการผลิต และแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน หัวใจสำคัญของความเป็นเลิศอยู่ที่เกษตรกร เพราะทุกขั้นตอน ตั้งแต่การปลูก การดูแลต้นกาแฟ ไปจนถึงการแปรรูป ล้วนเป็นจุดเริ่มต้นของคุณภาพในถ้วยกาแฟที่ผู้บริโภคทั่วโลกได้ลิ้มลอง”
นายกิจจา กล่าวว่า ตลอด 3-4 ปีที่ผ่านมา มีกาแฟไทยกว่า 70 ล็อต ผ่านเข้าสู่การประมูลระดับโลก ส่งผลให้ชื่อของประเทศไทยปรากฏบนแผนที่กาแฟโลก และสร้างรายได้กลับสู่เกษตรกรไทยจำนวนมาก
นายแกรี อูร์รูตีอา ผู้อำนวยการบริหาร Cup of Excellence กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาวงการกาแฟไทย และเชื่อว่ากาแฟไทยยังมีอนาคตที่สดใสและจะก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยย้ำว่าเป้าหมายสำคัญของ Cup of Excellence ไม่ได้อยู่ที่การค้นหากาแฟที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้างโอกาสและยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ พร้อมกล่าวขอบคุณคณะกรรมการนานาชาติและพันธมิตรในประเทศไทยที่ร่วมสนับสนุนการพัฒนากาแฟไทยอย่างจริงจัง ก่อนทิ้งท้ายว่า ผู้ชนะที่แท้จริงของการแข่งขันในครั้งนี้ ไม่ใช่ใครคนใดคนหนึ่ง แต่คือ กาแฟของประเทศไทย
นายกิจจา กล่าวว่า นอกจากการสนับสนุนการจัดประกวด Cup of Excellence Thailand แล้ว อโรม่า กรุ๊ป ยังนำแนวคิด “NEXT” มาใช้เป็นแนวทางดำเนินธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภค และการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาวงการกาแฟไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
เบื้องหลังการเติบโตดังกล่าว AROMA GROUP ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ปลูกกาแฟ ทั้งเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ผ่านการสนับสนุนเครื่องจักรทันสมัยจากโคลอมเบีย เพื่อลดความเสียหายของเมล็ดกาแฟ พร้อมรับประกันราคารับซื้อผลผลิต โดยตลอด 5-6 ปีที่ผ่านมา ลงทุนไปแล้วกว่า 50 ล้านบาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขัน
อีกหนึ่งกำลังสำคัญคือทีมผู้เชี่ยวชาญด้าน Specialty Coffee ที่มีความรู้ตั้งแต่การประเมินคุณภาพเมล็ดกาแฟ การคั่ว การพัฒนาฟาร์ม การชิมกาแฟ ตลอดจนมาตรฐานระดับสากล ทั้ง SCA, Q Grader และ Coffee Value Assessment (CVA) โดยมีบุคลากรที่เคยทำหน้าที่กรรมการตัดสินในเวที Cup of Excellence Thailand รวมถึงผู้ได้รับรางวัลด้านบาริสต้าและลาเต้อาร์ตของประเทศไทย ทำงานร่วมกับเกษตรกรในหลายพื้นที่เพื่อพัฒนาคุณภาพผลผลิตและเพิ่มมูลค่าให้กาแฟไทย
ข้อมูลจากการประมูล Cup of Excellence Thailand 2025 พบว่า กาแฟไทยสามารถสร้างมูลค่าการประมูลรวม 126,149.59 ดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 5.03 ล้านบาท ขณะที่การประกวดในปี 2569 มีตัวอย่างกาแฟส่งเข้าร่วม 106 ตัวอย่าง โดยสายพันธุ์ Mixed Variety มีจำนวนมากที่สุด 35 ตัวอย่าง คิดเป็น 32.7% รองลงมาเป็น Cartimor 34 ตัวอย่าง หรือ 31.8% และ Typica 12 ตัวอย่าง หรือ 11.2% ส่วน Geisha และ Java มีอย่างละ 5 ตัวอย่าง คิดเป็น 4.7%
ด้านกระบวนการผลิต แม้การแปรรูปแบบ Natural Process หรือกระบวนการแปรรูปแบบธรรมชาติ ยังได้รับความนิยมมากที่สุด แต่ปีนี้พบว่ากาแฟที่ผ่านกระบวนการแปรรูปแบบ Honey Process มีจำนวนเพิ่มขึ้น ชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรไทยให้ความสำคัญกับการควบคุมการหมักและการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวมากขึ้น ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อคุณภาพของเมล็ดกาแฟ
ขณะเดียวกัน ผู้ปลูกกาแฟรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลระบบนิเวศและชุมชนควบคู่ไปกับการผลิต ไม่ว่าจะเป็นการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ และการดูแลพื้นที่ป่าต้นน้ำ หลายฟาร์มยังพยายามสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองผ่านเรื่องราวและที่มาของกาแฟ เพราะในตลาด Specialty Coffee ปัจจุบัน ผู้บริโภคไม่ได้พิจารณาเพียงคะแนนในถ้วยกาแฟ แต่ยังให้ความสำคัญกับแหล่งที่มา วิธีการผลิต และอัตลักษณ์ของแต่ละฟาร์มด้วย
ทางด้านนายธนพัชร์ นามมุง หัวหน้าฝ่ายกาแฟภาคเหนือ AROMA GROUP กล่าวว่า จุดมุ่งหมายสำคัญของ COE คือการช่วยเกษตรกรพัฒนาคุณภาพตั้งแต่สายพันธุ์ การดูแลรักษา ไปจนถึงการแปรรูป เพื่อยกระดับสู่กาแฟพิเศษ โดยใช้มาตรฐานการตัดสินระดับสากล ผ่านระบบ Blind Evaluation ที่กรรมการชิมกาแฟภายใต้รหัสลับ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและปราศจากอคติ
“สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือ เกษตรกรไทยมีความรู้เรื่องการผลิตมากขึ้น จำนวนกาแฟที่ส่งเข้าประกวดเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และกรรมการยังส่งต่อข้อเสนอแนะกลับไปยังผู้ผลิต เพื่อนำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง”
นายธนพัชร์ กล่าวว่ากาแฟไทยเริ่มมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว หรือ Thailand Universe ที่สร้างความสนใจในตลาดโลก โดยเฉพาะกาแฟสายพันธุ์เกอิชาจากจังหวัดน่าน รวมถึงความต้องการจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน จีน และยุโรปที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในโลกของกาแฟพิเศษทุกวันนี้ การแข่งขันไม่ได้ตัดสินกันเพียงคะแนนในถ้วยกาแฟอีกต่อไป แต่ยังรวมถึงเรื่องราวของฟาร์ม เอกลักษณ์ของแหล่งปลูก และแนวทางการผลิตที่คำนึงถึงความยั่งยืน ตั้งแต่การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ไปจนถึงการดูแลระบบนิเวศของผืนป่าต้นน้ำ
ด้วยเหตุนี้ Cup of Excellence Thailand 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงเวทีค้นหากาแฟคุณภาพเยี่ยมของประเทศ แต่ยังเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้เกษตรกร ชุมชน และอุตสาหกรรมกาแฟไทยได้เติบโตไปพร้อมกัน พร้อมพากาแฟไทยก้าวสู่การยอมรับในตลาดกาแฟพิเศษระดับโลกมากขึ้น