
นายอาซีม ปุริ ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท ยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสที่จะเริ่มคิกออฟตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน - 30 กันยายน 2569 ของรัฐบาลมองว่าเป็นมาตรการที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังมีความท้าทาย และยูนิลีเวอร์พร้อมสนับสนุนโครงการดังกล่าวอย่างเต็มที่ รวมถึงโครงการที่ช่วยลดค่าครองชีพในอนาคตด้วย
“ยูนิลีเวอร์ประเมินว่าไทยช่วยไทยพลัสถือเป็นมาตรการเชิงบวก โดยเฉพาะต่อผู้ประกอบการรายย่อยในชุมชนที่กำลังเผชิญต้นทุนและกำลังซื้อที่ชะลอตัว พร้อมระบุว่าทีมงานของบริษัทอยู่ระหว่างลงพื้นที่ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามการดำเนินโครงการ”
สำหรับกรอบระยะเวลา 4 เดือนของโครงการ บริษัทมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะประเมินผล โดยเห็นว่าการดำเนินมาตรการในระยะถัดไปจะขึ้นอยู่กับการประเมินภาพรวมเศรษฐกิจของภาครัฐและประสิทธิผลของโครงการในทางปฏิบัติ
แม้บริษัทจะไม่เปิดเผยเป้าหมายยอดขายหรือผลเชิงตัวเลขจากโครงการ เนื่องจากยังอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ยืนยันว่าปีนี้ยังตั้งเป้าการเติบโตในประเทศไทยไว้ในระดับแข็งแกร่ง (Strong Growth) และมีมุมมองเชิงบวกต่อแนวโน้มธุรกิจและเศรษฐกิจไทย
ในมุมมองต่อเศรษฐกิจไทย ผู้บริหารยูนิลีเวอร์เลือกหลีกเลี่ยงการประเมินเศรษฐกิจมหภาคโดยตรง แต่ระบุว่าหน้าที่ของบริษัทในฐานะผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค คือการทำให้สินค้ามี “พร้อมขาย เข้าถึงได้ และราคาจับต้องได้” โดยเฉพาะในช่วงที่ผู้บริโภคต้องเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพและความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก รวมถึงผลกระทบจากวิกฤติในตะวันออกกลาง
อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งยูนิลีเวอร์ระบุว่ามีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะวัตถุดิบที่เชื่อมโยงกับราคาพลังงาน เช่น สารทำความสะอาด พลาสติก และบรรจุภัณฑ์ พร้อมทำงานร่วมกับเครือข่ายซัพพลายเออร์ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงพัฒนาทางเลือกด้านวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยง
ปัจจุบันบริษัทระบุว่ายังคงรักษาความพร้อมในการส่งมอบสินค้าได้ในระดับ 95–98% และยังไม่พบปัญหาขาดแคลนสินค้าที่มีนัยสำคัญ
สำหรับประเด็นราคาสินค้า ผู้บริหารยอมรับว่าต้นทุนยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ทั้งผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดและบรรจุภัณฑ์พลาสติก แต่ยืนยันว่าบริษัทยังพยายามรักษาระดับราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ ผ่านการทำงานร่วมกับภาครัฐในการตรึงราคาและจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภคในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความผันผวน
นายปุริ กล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมายูนิลีเวอร์ได้ร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในโครงการ “ไทยช่วยไทย” ผ่าน 5 มาตรการหลักมาแล้วได้แก่ 1. ลดราคาสินค้าสูงสุด 50% ผ่านเครือข่ายค้าปลีกทั่วประเทศ 2. ตรึงความสามารถในการเข้าถึงสินค้า แม้ต้นทุนยังเพิ่มขึ้น 3. ร่วมมือภาครัฐต่อเนื่องในมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ 4. ใช้โปรโมชั่นและการกระจายสินค้าเป็นเครื่องมือพยุงกำลังซื้อ และ 5. ช่วยผู้ค้ารายย่อย-ร้านโชห่วยรักษาความสามารถในการแข่งขัน
ทั้งนี้ ยูนิลีเวอร์เป็นหนึ่งในบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ข้ามชาติที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมายาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2475 หรือ 94 ปี ปัจจุบันมีพอร์ตแบรนด์ในประเทศไทยมากกว่า 40 แบรนด์ ครอบคลุม 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มความงามและสุขภาวะ กลุ่มดูแลร่างกาย กลุ่มดูแลบ้าน และกลุ่มอาหาร ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการต่อยอดการเติบโตของบริษัทในตลาดไทยและภูมิภาค
จากศักยภาพดังกล่าว บริษัทประกาศยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนธุรกิจ 3 ด้าน เพื่อยกระดับบทบาทประเทศไทยในเครือข่ายการดำเนินงานระดับโลก
-ผลักดันไทยสู่ฐานนวัตกรรม (Innovation Hub) โดยใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางพัฒนาและทดลองผลิตภัณฑ์ใหม่ รองรับความต้องการผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว พร้อมชูศักยภาพทีมวิจัยและพัฒนา (R&D) ในประเทศ ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์หลายรายการที่เปิดตัวในตลาด
-ยกระดับไทยสู่ฐานการผลิตและส่งออกระดับโลก (Global Sourcing Hub) ปัจจุบันยูนิลีเวอร์ส่งออกสินค้าที่พัฒนาและผลิตจากประเทศไทยไปแล้วมากกว่า 60 ประเทศ และมีเป้าหมายขยายบทบาทของไทยจากฐานบริโภคไปสู่ฐานผลิตและศูนย์กลางการสร้างนวัตกรรมสำหรับตลาดโลกมากขึ้น
- ใช้ AI ขับเคลื่อนการสร้างแบรนด์และพัฒนาผลิตภัณฑ์ภายใต้แนวคิด SASSY (Science, Aesthetics, Sensorials, Shared by Others, Young Spirited) ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลจากแพลตฟอร์มดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซ เพื่อทำความเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคและค้นหาอินไซต์ใหม่สำหรับต่อยอดนวัตกรรม
ตัวอย่างการนำ AI มาใช้ ได้แก่ AI Hair Scan เครื่องมือวิเคราะห์สภาพเส้นผมและแนะนำแนวทางดูแลเฉพาะบุคคล รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคกลุ่มหลากหลายทางเพศ จากการศึกษาพฤติกรรมและความต้องการด้านการดูแลผิวที่มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น
ขณะเดียวกัน บริษัทยังลงทุนวิจัยด้าน Microbiome หรือระบบจุลินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพผิวและสมดุลทางชีวภาพ เพื่อนำองค์ความรู้มาต่อยอดการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในกลุ่มความงามและการดูแลร่างกาย
ด้านความยั่งยืน ยูนิลีเวอร์เดินหน้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลาสติก และระบุว่าสามารถนำพลาสติกกลับเข้าสู่ระบบรีไซเคิลได้ในปริมาณเทียบเท่ากับที่ใช้ในตลาดต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมา
นายปุริ ซึ่งเข้ามาบริหารในประเทศไทยในปีนี้ กล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายระยะต่อไปคือการผลักดันประเทศไทยให้เป็นทั้งฐานนวัตกรรม ฐานการผลิตเพื่อส่งออก ศูนย์กลางดิจิทัลและ AI รวมถึงต้นแบบด้านความยั่งยืนของยูนิลีเวอร์ในภูมิภาค พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าการลงทุนระยะยาวจะทำให้บริษัทเติบโตเคียงข้างเศรษฐกิจไทยต่อไปในอนาคต