
อนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยา เคาะมาตรการดูแลแล้ว พร้อมชง “กกร.” 10 พ.ค.นี้ สั่งโรงพยาบาลเอกชนปิดป้ายแสดงราคา-เผยแพร่บนเว็บและเปิดทางให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาไปซื้อยาได้เอง พร้อมลุยต่อทำโครงสร้างต้นทุนเวชภัณฑ์-บริการทางการแพทย์ และตั้งคณะอนุกรรมการกำกับดูแลผู้บริโภคทุกจังหวัดทั่วประเทศ กรณีรักษาตัวใน รพ.แล้วถูกโขกราคาเกินจริง ด้านสมาคมประกันชีวิตไทยเห็นด้วยว่าเป็นก้าวแรกที่รัฐเข้ามาดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริงเพราะที่ผ่านมาค่ารักษาพยาบาลของไทยสูงเกินจริงมากซึ่งทางบริษัทประกันชีวิตมีสิทธิ์ทักท้วงค่ารักษาได้เช่นกัน
นายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณามาตรการกำกับดูแลยาและเวชภัณฑ์และบริการทางการแพทย์ ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อมูลโครงสร้างต้นทุน ตามที่คณะทำงานศึกษาโครงสร้างต้นทุนยาและเวชภัณฑ์ และบริการทาง การแพทย์ ที่มีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ได้เสนอ โดยมีผลการวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุน พบว่า โรงพยาบาลเอกชนมีต้นทุนยาใกล้เคียงกัน แต่มีราคาจำหน่ายแตกต่างกันมาก แม้เป็นยาชนิดเดียวกัน โดยมีกำไรตั้งแต่ไม่มากไปจนสูงถึง 300%, 500%, 800% และ 900%
“เมื่อวิเคราะห์โครงสร้างต้นทุนได้แล้ว ก็จะกำหนดมาตรการกำกับดูแลต่อไป ภายใต้หลักเป็นธรรมกับทั้งผู้ประกอบการและผู้ป่วย, ให้ผู้ป่วยมีทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง และได้รับการรักษาที่สมเหตุสมผล รวมถึงจะยึดตามกฎหมายที่แต่ละหน่วยงานมีอยู่ โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ มี พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่จะใช้กำกับดูแลได้ หากคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ให้ความเห็นชอบจะออกเป็นประกาศ กกร.ให้มีผลบังคับใช้ตามกฎหมายต่อไป”
โดยมาตรการที่จะเสนอให้คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) พิจารณาเห็นชอบในการประชุมวันที่ 10 พ.ค.นี้ จะเป็นมาตรการที่กระทรวงพาณิชย์สามารถบังคับใช้ได้ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เช่น กำหนดให้ปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน เปิดเผย ทั้งที่เป็นกระดาษ และทางอิเล็กทรอนิกส์ หากฝ่าฝืนจะมีโทษทั้งจำและปรับ และหากมีการจำหน่ายเกินราคา จะมีโทษตามกฎหมาย เป็นต้น
สำหรับรายการยาที่นำมาวิเคราะห์ ได้ยึดตามรายการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติมีสิทธิทุกที่ (UCEP) ที่มีรายการยาที่จำเป็น 3,892 รายการ จากบัญชีข้อมูลรายการยาและรหัสยามาตรฐานของไทย (TMT) ที่มีทั้งสิ้น 30,103 รายการ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มอบหมายให้คณะทำงานศึกษาโครงสร้างต้นทุน จัดทำฐานข้อมูลของเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันเช่นเดียวกับข้อมูลยา ที่ได้ขอข้อมูลราคาซื้อ ขาย นำเข้าจากโรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิตผู้นำเข้า และร้านขายยารายใหญ่มาแล้ว เพราะปัจจุบันยังไม่มีฐานข้อมูลเวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ที่ชัดเจน โดยปัจจุบันมีข้อมูลเวชภัณฑ์ 868 รายการ และบริการทางการแพทย์ 5,286 รายการ
ทางด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า มาตรการที่คณะอนุกรรมการ ได้พิจารณา และจะนำเสนอให้ กกร. พิจารณาวันที่ 10 พ.ค.2562 ก็คือการกำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนเผยแพร่ราคายา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์บนเว็บไซต์ของโรงพยาบาล และต้องปิดป้ายแสดงราคาให้ชัดเจน และให้โรงพยาบาลยอมให้ผู้ป่วยนำใบสั่งยาไปซื้อจากภายนอกได้ โดยในใบสั่งยา แพทย์ต้องเขียนชื่อยาให้ชัดเจน ทั้งชื่อทางการค้า ชื่อทางวิทยาศาสตร์
นอกจากนี้ ได้มีการเสนอให้ใช้มาตรการเพิ่มเติมในการดูแลผู้บริโภค โดยมีข้อเสนอให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการดูแลให้ความเป็นธรรมบริการทางการแพทย์ ซึ่งในส่วนกลางมีอธิบดีกรมการค้าภายในเป็นประธาน ในต่างจังหวัดให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน มีหน้าที่ในการดูแลและให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภคกรณีรักษาในโรงพยาบาลแล้วถูกคิดค่ายา ค่ารักษาสูงเกินจริง เช่น ปวดท้อง ปวดหัว แต่โรงพยาบาลให้ทำซีทีสแกน (การถ่ายภาพโดยการฉายรังสีผ่านอวัยวะ) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงเกินจริง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคร้องเรียนเข้ามามาก
นพ.ประมุข ทรงจักรแก้ว ประธานคณะแพทย์ที่ปรึกษา สมาคมประกันชีวิตไทย กล่าวว่า เห็นด้วยกับมติที่ประชุมคณะอนุกรรมการครั้งนี้ เพราะถือเป็นก้าวแรกที่รัฐได้เข้ามาดูแลผู้ป่วยอย่างแท้จริง ที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของไทยสูงเกินจำเป็นมาก นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ จะทำให้ผู้ป่วยตรวจสอบได้ก่อนเข้ารับการรักษา ขณะที่บริษัทประกันชีวิตก็สามารถตรวจสอบได้เช่นกัน หากพบว่าโรงพยาบาลเรียกเก็บค่าใช้จ่ายกับบริษัทประกันสูงเกินจริง ก็อาจทักท้วงไปยังโรงพยาบาลให้คิดค่าใช้จ่ายใหม่ได้
“ที่ผ่านมา โรงพยาบาลคิดค่ายา ค่ารักษาพยาบาลเท่าไร บริษัทประกันก็จ่ายเท่านั้น เพราะเราไม่รู้ต้นทุนของโรงพยาบาลเลย แต่หากกำหนดให้ต้องเผยแพร่ข้อมูลราคาให้ชัดเจน ตรวจสอบได้ ใครๆ ก็สามารถตรวจสอบได้แล้ว ถือว่าเป็นประโยชน์มาก”.