
กทม. จับมือ LINE MAN Wongnai ปั้นโมเดล “Hawker Center สวนลุมพินี” ยกระดับสตรีทฟู้ดนอกระบบ สู่ โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล
เปลี่ยนฟุตบาท สู่พื้นที่มาตรฐานสากล ใช้ “Pay Box” สร้างประวัติทางการเงิน
หากพูดถึง “Hawker Center” ภาพจำในหมู่นักท่องเที่ยวคนไทยที่ชัดเจนที่สุด คงหนีไม่พ้นศูนย์อาหารต้นแบบจากสิงคโปร์ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมโดย UNESCO
โดยความสำเร็จของที่นั่น ไม่ได้อยู่ที่รสชาติอาหารเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การสร้าง “ระบบ” ที่ทำให้ร้านค้าข้างทาง สามารถอยู่ร่วมกับเมืองที่ทันสมัยได้อย่างมีสุขอนามัยและมีระเบียบวินัย จนกลายเป็นแลนด์มาร์กความอร่อย ที่เรียกแขกต่างเมืองให้มาสัมผัสได้
ล่าสุดวันนี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ภายใต้การนำของ “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯ กทม. ก็กำลังพยายามถอดรหัสความสำเร็จดังกล่าว มาปรับใช้ผ่านการ Soft Opening “Hawker Center สวนลุมพินี” ก่อนจะเปิดอย่างเต็มรูปแบบในช่วงเดือน พ.ค.นี้
ซึ่งผู้ว่าฯ กล่าวว่า นี่ไม่ใช่เพียงการย้ายแผงลอยจากฟุตบาท ตั้งแต่แยกสารสิน มาถึง สวนลุมพินี เข้าสู่ร่มเงาอาคารในพื้นที่เดียวกัน แต่คือการทดลองวาง “โครงสร้างพื้นฐานเศรษฐกิจเมือง” (Urban Economic Infrastructure) ด้วย เพื่อเปลี่ยนสตรีทฟู้ดจากเศรษฐกิจนอกระบบ ให้กลายเป็นเศรษฐกิจที่มองเห็นและวัดผลได้
ย้อนกลับไปในอดีต การจัดการสตรีทฟู้ดมักจบลงด้วยการ “ยกเลิกจุดผ่อนผัน” ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาแบบแยกส่วน แต่โมเดลสวนลุมพินี เป็นการลงทุนโครงสร้างอาคารขึ้นมาใหม่ บนพื้นที่ริมถนนราชดำริ ติดประตู 5 (BTS ศาลาแดง ทางออก 6 และ MRT สวนลุมพินี ทางออก 1)
ลักษณพตัวอาคารออกแบบให้ระบายอากาศธรรมชาติ (Natural Ventilation) แทนการใช้เครื่องปรับอากาศเพื่อลดมลพิษ และใช้วัสดุหลังคาที่ลดแสงสะท้อนรบกวนโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ที่อยู่ใกล้เคียง ขณะที่ภายใน มีการจัดสรรร้านค้าขนาดมาตรฐาน 2x2 เมตร พร้อมระบบที่ร้านริมทางไม่เคยมี ทั้งบ่อดักไขมัน จุดล้างจานรวม และระบบจัดการขยะแยกประเภท นับเป็นการแก้ปัญหาร้องเรียน มาสู่การบริหารจัดการเชิงรุก (Active Management) ที่ควบคุมคุณภาพได้จริง
ผู้ว่าฯ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของโครงการนี้คือการ “หมุนเวียนร้านค้า” (Vendor Rotation) เพื่อกระจายโอกาสให้ผู้ค้ารายเล็กในเขตปทุมวัน เข้าถึงพื้นที่ศักยภาพใน ค่าเช่าที่เข้าถึงได้เพียง 60 บาทต่อวัน
อย่างไรก็ตาม กทม.เน้นย้ำ ว่า โครงการนี้เน้นไม่แสวงหากำไร เพื่อให้ร้านค้าสามารถขายอาหารในราคาย่อมเยา เป็นทางเลือกในการลดค่าครองชีพให้กับประชาชนในย่านนั้น
จุดที่น่าสนใจที่สุดคือการดึงภาคเอกชนอย่าง LINE MAN Wongnai ที่นอกจาก เข้ามาสนับสนุนอุปกรณ์จำเป็นให้แก่ผู้ค้า เช่น จาน ช้อนส้อม ถังขยะ จุดล้างมือ จุดล้างจาน การตกแต่งร้าน และจุดพักคอยไรเดอร์
ยังเข้ามาเติมจิ๊กซอว์ด้านเทคโนโลยีผ่านระบบ “Pay Box” หรือการชำระเงินผ่าน QR Code ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อ Ecosystem ในอนาคต
แม้ Hawker Center สวนลุมพินี ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น และชวนติดตามว่าโมเดลนี้จะ “Scalable” หรือขยายผลได้จริงเพียงใด เพราะปัจจุบัน กทม. มีแผนพัฒนา Hawker Center อีกหลายจุดทั่วกรุง จากความท้าทาย เรื่องการรักษามาตรฐานพื้นที่และโครงการนี้อาจยังไม่สมบูรณ์แบบเท่าสิงคโปร์ จากเป้าหมายที่แตกต่างกัน ในแง่ของระบบประมูลพื้นที่หรือความหลากหลายของร้านค้า
แต่ปฎิเสธไม่ได้ว่า การเริ่มต้นที่ “ความสะอาด – เป็นระบบ – มีข้อมูล” โดยยังรักษาเสน่ห์ของสตรีทฟู้ดเอาไว้ ก็นับเป็นหมุดหมายที่สำคัญ ที่สามารถผลักดัน “ของดีข้างทาง” ให้กลายเป็น Soft Power ที่มีมาตรฐานสากล ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง และเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจดิจิทัลที่ "ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" อย่างแท้จริง
ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney